กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 16 กันยายน 2553 01:00
ขจรปรีย์ ภู่งาม
ขจรปรีย์ ภู่งาม

9 ปีหลังวินาศกรรม 11 กันยายน

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การรำลึกเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ในมหานครนิวยอร์กในปีนี้แตกต่างไปจากทุกปีที่เต็มไปด้วยบรรยากาศสงบบนความโศกเศร้า

และสะเทือนใจของชาวนิวยอร์กและคนอเมริกันรวมถึงผู้ที่มาเยือนต่อความสูญเสียของผู้อันเป็นที่รักและความโหดร้ายของคนบางกลุ่มที่เกลียดชังสหรัฐ โดยแมนฮัตตันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากลับปะปนไปด้วยบรรยากาศโกลาหลของผู้ประท้วงและสนับสนุนแผนการสร้าง Park51 หรือศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในบริเวณใกล้เคียงกับ Ground Zero หรือพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของตึกแฝดเวิลด์เทรดที่ทรุดตัวลงภายหลังการพุ่งเข้าชนของเครื่องบินที่ถูกจี้โดยกลุ่มก่อการร้ายอัลไกดาเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา
 

นอกจากวิวาทะต่อเรื่องแผนการสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลามแล้ว สายตาจากต่างประเทศในปีนี้ ที่จับจ้องไปยังสหรัฐในช่วงการรำลึกเหตุการณ์ 11 กันยายน ไม่ต่างจากปีที่ผ่านๆ มายังไปรวมอยู่ที่แผนการประกาศให้ วันที่ 11 กันยายนของทุกปี เป็นวันเผาคัมภีร์อัลกุรอาน หรือ International "Burn A Koran" Day ของบาทหลวงผู้หนึ่งในมลรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นแผนการเพื่อต่อต้านการสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลามดังกล่าวขึ้นใกล้กับ Ground Zero นั่นเอง
 

แม้การต่อต้านแผนการสร้างศูนย์วัฒนธรรมดังกล่าว และแผนการเผาคัมภีร์อัลกุรอาน จะไม่เป็นที่ยอมรับของคนอเมริกันส่วนใหญ่ และถูกประณามโดยทำเนียบขาว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการสะท้อนทัศนคติของคนอเมริกันฝ่ายขวาจัดที่เป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับโลกมุสลิมที่แตกแยกอย่างรุนแรงภายหลังการเข้าไปทำสงครามของสหรัฐในอัฟกานิสถานและอิรัก และต่อชีวิตของทหารชาวอเมริกันในอิรักและอัฟกานิสถาน
 

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวาในสหรัฐ ที่แสดงความรู้สึกเกลียดชัง และหวาดกลัวอิสลามมากขึ้นในปัจจุบันว่าเป็นปฏิกิริยาของสหรัฐเอง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย แม้นายโอซามา บิน ลาเดน และกลุ่มอัลไกดาสมควรจะถูกต่อต้านและเกลียดชัง แต่ปฏิกิริยาของฝ่ายขวาในสหรัฐที่ผ่านมาเป็นการสร้างความแตกแยกระหว่างสหรัฐกับมุสลิมไปทั่วโลก ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพยายามของรัฐบาลโอบามาในการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างทั้งสองฝ่าย
 

โดยถ้ามองความพยายามดังกล่าวของประธานาธิบดีโอบามาในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสหรัฐมีความปลอดภัยมากขึ้น กองกำลังทางทหารในต่างแดนสร้างความยากลำบากต่อการทำงานของอัลไกดาและฝ่ายที่หมายปองร้ายคนอเมริกันอื่นๆ แต่ความจริงก็คือสหรัฐไม่มีทางที่จะปลอดภัยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะสหรัฐกำลังทำสงครามกับการก่อการร้าย ที่มีเป้าหมายสร้างความหวาดกลัวและไม่มั่นคง ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของสงครามที่รัฐบาลสหรัฐเองก็ต้องยอมรับ
 

ผู้วิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่า ในขณะที่สหรัฐไม่สามารถจะเอาชนะศัตรูในสงครามลักษณะนี้ได้อย่างแท้จริง สหรัฐสามารถที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในการต่อสู้กับศัตรูรูปแบบนี้ ด้วยการควบคุมความกลัวและการไม่ใช้ความกลัวเป็นข้ออ้างในการเพิ่มความแตกแยกและลดความชอบธรรมของตนเอง เพราะถ้าไม่ควบคุมปฏิกิริยาต่อความกลัว สหรัฐจะถลำลึกลงไปในกับดักที่นายบิน ลาเดนได้สร้างเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรก
 

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของประธานาธิบดีโอบามากำลังใช้ความหวาดกลัวและเกลียดชังของคนอเมริกันบางกลุ่มเป็นเครื่องมือต่อต้านตัวเขา ซึ่งอาจจะสนับสนุนให้เกิดกระแสต่อต้านอิสลามภายในสหรัฐมากขึ้น กลายเป็นการบั่นทอนความมั่นคงภายในและค่านิยมในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ถือเป็นส่วนประกอบอันสำคัญของพลังและอำนาจของสหรัฐมายาวนาน
 

นอกจากนั้น สื่อฝ่ายขวาในสหรัฐเองก็มีส่วนอย่างมากในการเติมเชื้อไฟให้กับความเกลียดชังและหวาดระแวงระหว่างสหรัฐกับคนมุสลิม แผนการสร้าง Park51 และแผนการเผาคัมภีร์อัลกุรอาน สะท้อนถึงความสำคัญของหน้าที่ของสื่อในการเป็นตัวขับเคลื่อน หรือทำลายความปรองดองในและระหว่างประเทศ โดยการสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลามที่จะเป็นเสมือนศูนย์ชุมชนที่ประกอบไปด้วยโรงเรียน สระว่ายน้ำ สนามกีฬา อาคารอเนกประสงค์ และสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา จะมีความแตกต่างจากมัสยิดที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นสถานที่ทางศาสนาและความเชื่อ การนำเสนอของสื่อบางฝ่ายในสหรัฐว่า Park51 จะเป็นมัสยิดถูกมองว่าเป็นการสร้างความแตกแยกและใช้ความละเอียดอ่อนของความเชื่อทางศาสนาเพื่อสร้างข่าว และยังนำไปสู่ความรู้สึกถูกต่อต้านของชาวมุสลิมที่มองว่าถึงอย่างไรก็ตาม มัสยิดหรือศาสนาอิสลามก็ไม่ควรจะถูกปิดกั้นจากบริเวณใกล้เคียงกับ Ground Zero เพราะอันแท้จริงแล้วอิสลามและพวกเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับความโหดร้ายที่เกิดขึ้น ณ ที่ดังกล่าวเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมาเลย
 

แม้การเผาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามจะถูกยกเลิกและการสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลามจะถูกระงับไว้และมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกย้ายไปอยู่บริเวณอื่นแทน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าแม้จะสูญเสียงบประมาณมหาศาลและชีวิตทหารชาวอเมริกันไปหลายพันคนอย่างที่ผ่านมา 9 ปี สหรัฐก็ยังคงเป็นภัยแก่ตัวเอง

 

Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement