นายวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาชาวรัสเซียที่กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในบ้านเรา (ไปได้อย่างไร?!) อยู่ในขณะนี้
ถูกตำรวจไทยที่ร่วมกับทางการสหรัฐจับกุมตัวในกรุงเทพมหานครเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ตามความต้องการของสหรัฐ ด้วยข้อหาให้ความร่วมมือกับกลุ่มก่อการร้ายในประเทศโคลัมเบีย และขบวนการก่อการร้ายที่สำคัญอื่นๆ ที่รวมถึงกลุ่มตาลีบันของอัฟกานิสถาน
สิบกว่าปีก่อนหน้านั้น บูทได้เริ่มถูกจับตามองโดยหน่วยข่าวกรองของสหรัฐและประเทศตะวันตกอื่นๆ ในฐานะนักธุรกิจที่กำลังรุ่งเรืองจากการค้าขายอาวุธสงครามให้กับกองโจรต่อต้านรัฐบาลในที่ต่างๆ ทั้ง แอฟริกาและอเมริกาใต้ และขบวนการก่อการร้ายสำคัญๆ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสหรัฐ รายงานของนิวยอร์ก ไทม์สกล่าวว่า ที่ผ่านมา บูทรอดตัวจากการถูกตามล่าโดยทางการสหรัฐเนื่องจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ที่เบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐไปยังความพยายามตามล่าผู้ก่อการร้ายตัวจริงของกลุ่มอัลเคดาห์แทน ในช่วงปลายรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แผนการรวบตัววิคเตอร์ บูทได้กลับขึ้นมาเป็นไฮไลต์ของวาระด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอีกครั้ง และก็มาประสบความสำเร็จในกรุงเทพฯ
ข้อมูลจากการบันทึกเทปของทางการสหรัฐในระหว่างแผนหลอกล่อเพื่อจับกุมตัวระบุว่า วิคเตอร์ บูท มีความคิดเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ เป็นการสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐบาลสหรัฐในความพยายามที่จะลากตัวเขาไปดำเนินคดีในสหรัฐ แผนการหลอกล่อที่เกิดขึ้นก่อนการเข้าจับกุมตัวเขาในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ยืนยันได้ว่า วิคเตอร์ บูท คือผู้สนับสนุน FARC หรือกองโจรติดอาวุธหัวมาร์กซิสในโคลัมเบีย ซึ่งพยายามโค่นล้มรัฐบาลโคลัมเบียและต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐและโลกตะวันตกในโคลัมเบีย โดยที่ผ่านมา กลุ่มดังกล่าวมีชื่อเสียงด้านความโหดเหี้ยมรุนแรงที่มุ่งเป้าหมายที่พลเมืองสหรัฐด้วย ในปี 2002 ข้อมูลจากสภาคองเกรสเปิดเผยว่าที่ผ่านมา FARC ได้ฆ่าพลเมืองสหรัฐไป 22 คน และมีคนอเมริกันที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มนี้อีกเป็นจำนวนมาก และจากข้อมูลจากการติดตามเส้นทางธุรกิจของบูทโดยฝ่ายข่าวกรองของสหรัฐ ทำให้เชื่อได้ว่า บูทเป็นผู้สนับสนุนตัวพ่อต่อขบวนการก่อการร้ายในตะวันออกกลางและที่อื่นๆ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสหรัฐไม่ได้ชัดเจน
ดังนั้น การจับกุมตัวและการดำเนินคดีของวิคเตอร์ บูทในไทยที่ผ่านมา สะท้อนชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อมของรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากเขาคือผู้เล่นคนสำคัญในสงครามระหว่างสหรัฐกับการก่อการร้าย โดยสหรัฐยอมรับว่า แม้การสูญเสียอิสรภาพของบูทจะไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของขบวนการค้าอาวุธสงครามแก่กองโจรที่มุ่งหมายจะใช้มันเพื่อทำร้ายผู้บริสุทธิ์ แต่เขามีบทบาทสำคัญในการเป็นเหมือนผู้ประเคนความสะดวกสบายและความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายของโจรและผู้ก่อการร้าย เพื่อแลกกับทั้งผลกำไรทางธุรกิจและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่อต้านสหรัฐ
การดำเนินคดีของวิคเตอร์ บูทโดยทางการสหรัฐจึงหมายถึงความพยายามในการล้วงลึกสู่เบื้องหลังของขบวนการกองโจรและกลุ่มหัวรุนแรงที่สำคัญระดับโลก การต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับผู้ต้องหาสำคัญรายนี้เมื่อถูกส่งตัวไปสู่กระบวนทางกฎหมายของสหรัฐ
ชัยชนะของสหรัฐดังกล่าวจะเป็นปัญหาต่อผู้เกี่ยวข้องกับวิคเตอร์ บูทเนื่องจากเขารู้มากเกินไป ต่อประเด็นนี้ นายดักลาส ฟาราห์ นักเขียนเรื่องหนังสือเกี่ยวกับบูทเรื่อง Merchant of Death ได้กล่าวใน Foreign Policy ว่า ข้อมูลสุดยอดที่ผู้ต้องหาชาวรัสเซียคนนี้กุมไว้ก็คือ ความเกี่ยวโยงระหว่างรัฐบาลรัสเซียกับผลประโยชน์ลับจากการสนับสนุนธุรกิจซื้อขายอาวุธสงครามให้กลุ่มหัวรุนแรง เพราะเชื่อได้ว่า บทบาทของบูทในฐานะพ่อค้าความตายที่ผ่านมาอยู่ในสายตาและความอนุเคราะห์ของทางการรัสเซีย จึงนำไปสู่ท่าทีของรัฐบาลรัสเซียที่ออกมาต่อสู้เพื่อบูท จนเกือบจะกลายเป็นสงครามเย็นย่อยๆ ในประเทศไทย
ในขณะที่มุมมองจากบ้านเรากลับกลายเป็นเรื่องเข้าตัว เป็นข้ออ้างนำไปสู่การโจมตีกันทางการเมืองเท่านั้น ถ้ามองสหรัฐผ่านคดีดังกล่าวนี้จะเห็นความพยายามในการระแวดระวังด้านความปลอดภัยของประเทศให้กับพลเมืองและผลประโยชน์ของประเทศในที่อื่นๆ ในโลก วิคเตอร์ บูทไม่ได้เป็นเสี้ยนหนามทางด้านความมั่นคงของสหรัฐ แต่มีบทบาทที่เอื้อต่อการคงอยู่และขยายตัวของเสี้ยนหนามดังกล่าว และมีประโยชน์ต่อการปราบปรามเสี้ยนหนามนั้นต่อไป ความสำคัญของวิคเตอร์ บูทอธิบายการเข้ามามีบทบาทของทางการสหรัฐในกระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทยที่ได้นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรต่อความก้าวก่ายที่เกิดขึ้น แม้บูทจะไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทยโดยตรง แต่การดำเนินคดีของเขามีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความร่วมมือต่อนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลสหรัฐที่ผ่านมาเป็นข้อทดสอบของความเป็นเพื่อนแท้ แม้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะพยายามลดอิทธิพลของความสำคัญของการปราบปรามผู้ก่อการร้ายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศลงเพื่อให้มาอยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีความชอบธรรม แต่ความยุติธรรมไม่สามารถประนีประนอมได้ และสหรัฐก็ยังไม่ปลอดภัยจากภัยคุกคามด้านนี้
ฝ่ายเราคงต้องจัดการไปตามเนื้อผ้า และตระหนักถึงบทบาทของสหรัฐที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเหล่านี้คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงของรัฐบาลไทย จะเหนื่อยก็แต่เมื่อปัญหาคนอื่นกลายมาทำให้เราแตกแยกกันเอง
Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น