กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 3 สิงหาคม 2553 16:00
ขจรปรีย์ ภู่งาม
ขจรปรีย์ ภู่งาม

ทะเลจีนใต้

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐกลายเป็นการเผชิญหน้ากันมากขึ้นหลังการประชุมอาเซียนที่เวียดนามเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยฝ่ายสหรัฐนำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศนางฮิลลารี คลินตันได้ออกแถลงอย่างมีนัยเพื่อกดดันท่าทีของจีนในทะเลจีนใต้ โดยการแถลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.ค. สะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สหรัฐมีผลประโยชน์และยึดมั่นในเสรีภาพทางการเดินเรือและเข้าถึงน่านน้ำสากลของทะเลจีนใต้ สหรัฐเรียกร้องให้จีนเคารพเสรีภาพดังกล่าวและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในทะเลจีนใต้ และสหรัฐยืนยันบทบาทของตัวเองในบริเวณดังกล่าวนี้ร่วมกับประเทศอื่นๆ ด้วย
 

ทะเลจีนใต้ถูกยอมรับว่าเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและสหรัฐ โดยถูกใช้ในการขนส่งน้ำมัน ทรัพยากรธรรมชาติ และสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล และยังบริเวณของหมู่เกาะที่อุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างสแปรตลีย์และพาราเซลที่ถูกเป็นข้อพิพาทระหว่างจีนกับอีก 4 ประเทศอาเซียนมาตั้งแต่ในอดีต โดยในปี 1988 จีนและเวียดนามได้ใช้กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงบริเวณดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย และจนถึงทุกวันนี้พื้นที่ในทะเลจีนใต้ได้กลายเป็นปัญหาทางด้านความมั่นคงระหว่างประเทศที่นำไปสู่การเผชิญหน้ากันทางทหารอยู่ตลอดเวลา
 

การตัดสินใจเผชิญหน้าดังกล่าวของฝ่ายสหรัฐเป็นผลมาจากการเชื่อว่าจีนเริ่มล้ำเส้นเข้าไปในทะเลจีนใต้มากขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ที่สหรัฐมองว่ากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ถูกต้อง และสร้างความรู้สึกคุกคามต่อประเทศในบริเวณใกล้เคียงที่สหรัฐมีหน้าที่จะต้องเข้ามาดูแล นอกจากนั้นฝ่ายที่เห็นด้วยต่อท่าทีดังกล่าวของสหรัฐยังเชื่อว่าจีนมีความรู้สึกต่อเรื่องทะเลจีนใต้เหมือนกับปัญหาไต้หวันและทิเบตที่เป็นมากกว่าผลประโยชน์ที่จีนจะยอมสละหรือให้ประเทศอื่นเข้ามาข้องเกี่ยวได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงท่าทีของจีนที่ไม่นิยมหลักการระหว่างประเทศและความรู้สึกของประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ บั่นทอนอำนาจผ่านวิธีทางการทูตที่จีนพยายามให้ความสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งความต้องการขยายอิทธิพลเกินพอดีดังกล่าวของจีนถูกมองด้วยว่าเป็นเพราะนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลโอบามาที่พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับจีนเพื่อสนับสนุนให้จีนยังคงไว้ซึ่งท่าทีที่ร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหรัฐ การปฏิเสธที่จะพบกับองค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางศาสนาของทิเบตถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายดังกล่าวที่นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการเอาจริงเอาจังในเรื่องสิทธิมนุษยชนของโอบามา การอ่อนข้อให้ของสหรัฐจึงถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอที่เปิดโอกาสให้จีนใช้เป็นช่องทางขึ้นมาผงาดไปทั่วเอเชียอย่างไม่รับผิดชอบ
 

ประเด็นทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับสหรัฐในขณะนี้ก็เหมือนทุกประเด็นทางการเมืองที่เป็นเหรียญมี 2 ด้าน ในอีกด้านหนึ่งแน่นอนว่าเป็นฝ่ายจีนและที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายสหรัฐ โดยรัฐบาลจีนออกมาตอบโต้นางคลินตันทันทีว่ามีเจตนามุ่งโจมตีจีนเนื่องจากไม่พอใจที่จีนไม่ออกมาประณามเกาหลีเหนือในกรณีจมเรือเกาหลีใต้เมื่อไม่นานมานี้ โดยฝ่ายนี้มองว่าสหรัฐไม่เข้าใจท่าทีที่แท้จริงของจีนที่มีต่อหมู่เกาะสแปรตลีย์และทะเลจีนใต้ เนื่องจากที่จริงแล้วจีนมองปัญหาทะเลจีนใต้ต่างไปจากไต้หวันและทิเบตที่เป็นเรื่องภายใน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าจีนยอมรับประเด็นทะเลจีนใต้เป็นกิจการระหว่างประเทศที่จะต้องเจรจากันในระดับทวิภาคีหรือพหุภาคีเท่านั้น นอกจากนั้นที่สำคัญก็คือ เมื่อรัฐบาลสหรัฐกับจีนได้ตกลงกันไว้แล้วที่ผ่านมาว่าจะเคารพและไม่ก้าวก่ายประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายยึดถือ (core interests) จีนก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของบริเวณทะเลจีนใต้และเสรีภาพของเขตน่านน้ำสากลต่อสหรัฐ และไม่มีเจตนาที่จะละเมิดการยึดถือดังกล่าว การเชื่อว่าจีนพยายามจะขยายอิทธิพลในบริเวณทะเลจีนใต้จึงเป็นการกล่าวหาที่มุ่งร้ายต่อจีน และยังจะเป็นการขยายความแตกแยกระหว่างจีนและประเทศใกล้เคียงในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น
 

คงต้องกล่าวไว้ด้วยว่านโยบายของสหรัฐในการเข้ามาคานอิทธิพลของจีนนั้นได้รับการหนุนหลังด้วยจากประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ที่เห็นว่าเป็นเพื่อนเกลอห่างไกลสำคัญต่อศัตรูแค่เอื้อม ในขณะที่ไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐ แต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาไทยจะสนิทสนมใกล้ชิดกับจีนมากกว่า จนทำให้เกิดการมองว่าไทยเราไม่ได้ถูกรวมอยู่ในประเทศอาเซียนที่ให้การสนับสนุนต่อท่าทีของสหรัฐในการเข้ามาจัดการกับปัญหาบริเวณทะเลจีนใต้
 

ท่าทีของจีนกับสหรัฐในบริเวณทะเลจีนใต้คงจะไม่สร้างความกังวลใจให้ประเทศในเอเชียมากนักถ้าจะเป็นเหมือนด้านของเหรียญที่อยู่คนละข้างกันไปเรื่อยๆ แต่การเผชิญหน้าระหว่างกันต่อไปโดยไม่รีบแก้ไขความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในกรณีนี้จะยิ่งนำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างประเทศมากขึ้น เกิดเป็นความแตกแยกที่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือซึ่งมีความสำคัญมากไม่เฉพาะต่อการแก้ปัญหาภายในประเทศ แต่จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกันต่อการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ

 

Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement