วันชาติสหรัฐปีที่ 2 ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถูกเฉลิมฉลองพร้อมไปกับเรื่องหนักใจทำเนียบขาว
อย่างวิกฤติน้ำมันรั่วที่สาหัสที่สุด และสงครามในอัฟกานิสถานที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐได้ตัดสินใจยอมรับความช่วยเหลือของต่างชาติ ในการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำมันรั่วที่เกิดจากการระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัทบีพี สัญชาติอังกฤษ นอกชายฝั่งของรัฐลุยเซียนา ทางตอนใต้ของประเทศ จนนำไปสู่การรั่วไหลของน้ำมันสูงขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึง 6 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งคน สิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศน์ทางทะเลของอ่าวเม็กซิโก แต่ที่สำคัญ น่าจะเป็นผลกระทบต่อความนิยมของประธานาธิบดีโอบามาที่ลดลงอย่างมาก อันเป็นผลมาจากความกังวลใจต่อสถานการณ์ และความไม่มั่นใจของประชาชนต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล วิกฤติน้ำมันรั่วดังกล่าวถือเป็นบททดสอบการบริหารประเทศครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโอบามา และรัฐบาลพรรคเดโมแครตที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง ส.ว.และ ส.ส.ทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ผลกระทบลูกโซ่ต่อมาจากการเลือกตั้งดังกล่าว คือ งบประมาณสนับสนุนสงครามในอัฟกานิสถาน
ความจริง ก็คือ รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มส่งกองกำลังเข้าไปรบในอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2001 ภายหลังเหตุวินาศกรรมตึกแฝดเวิลด์เทรด กลางมหานครนิวยอร์ก จวบจนวันนี้ นับเป็นเวลานานเกือบ 1 ทศวรรษแล้ว โดยความคืบหน้าที่เห็นได้ชัดจากปฏิบัติการของสหรัฐในอัฟกานิสถาน น่าจะเป็นการเปลี่ยนผู้บัญชาการกองกำลังทหารสหรัฐและกองกำลังทหารนานาชาติไป 2 ครั้ง ล่าสุดพลเอกสแตนลีย์ แมคคริสตัล ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งดังกล่าวแบบสายฟ้าแลบ ภายหลังไปให้สัมภาษณ์พร้อมนายทหารใต้บังคับบัญชากับนิตยสารดนตรีชื่อดังอย่างโรลลิ่ง สโตน ของอังกฤษ ที่ถูกมองจากทำเนียบขาวว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ล้ำเส้น นำไปสู่การแต่งตั้งพลเอกเดวิด เพโทรส อดีตผู้บัญชาการกองกำลังทหารสหรัฐในอิรัก ให้รับบทบาทบัญชาการกองกำลังทหารในอัฟกานิสถานต่อไป
ในปัจจุบัน จำนวนกองกำลังทหารของสหรัฐและนาโต ที่ดูแลพื้นที่เสี่ยงภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมีอยู่กว่าหนึ่งแสนนาย ซึ่งประธานาธิบดีโอบามามีความคาดหวัง จากผู้บัญชาการกองกำลังทหารคนใหม่ ว่า สหรัฐจะสามารถเริ่มลดขนาดกองกำลังดังกล่าวลงได้ในปีหน้า อันเป็นแผนการที่ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากความเคลื่อนไหวของฝ่ายกองกำลังต่อต้าน ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องและรุนแรง โดยฝ่ายนี้ได้แตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า และมีความเข้มแข็งจากการฉ้อโกงเงินช่วยเหลือของต่างชาติ ที่หลั่งไหลเข้าไปในประเทศนั่นเอง
แม้จะเชื่อได้ยาก แต่แผนการถอนทหารของประธานาธิบดีโอบามา ก็อยู่บนเหตุและผลที่เข้าใจได้ไม่ยาก รายงานล่าสุดของแผนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว ที่มีการอัพเดททุกๆ 4 ปี สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลในด้านความมั่นคงในปัจจุบันที่แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการมุ่งเน้นความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและความพยายามในการลดแรงต่อต้านจากโลกมุสลิม โดยการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้คำพูดเชื่อมโยงความรุนแรงเข้ากับศาสนาอิสลาม จึงมองได้ว่าเป็นท่าทีในการดูแลด้านความมั่นคงของประเทศ ที่เน้นการปรองดองอย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม การคงกองกำลังทหารในอัฟกานิสถานเป็นเวลานานเกินไป อาจจะนำไปสู่การต่อต้านสหรัฐมากขึ้นในกลุ่มคนมุสลิม ซึ่งเป็นประเด็นในยุทธศาสตร์ที่ออกมาล่าสุด เน้นให้ความสำคัญ
ประเด็นนี้อาจจะเกิดจากคำถามที่ว่าบทบาทของสหรัฐในอัฟกานิสถานเกือบจะ 10 ปีที่ผ่านมาเป็นการเข้าไปยึดครองเพื่อทำให้เป็นเมืองขึ้น (Colonization) อย่างในอดีตที่เคยปฏิบัติโดยโลกตะวันตกหรือไม่ เพราะมองได้ว่าในขณะที่ผู้เข้ายึดครองคาดหวังจะนำเอาความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าไปให้ผู้ถูกยึดครอง การยึดครองกลับเป็นการกระทำที่เสื่อมในตัวของมันเองอยู่แล้ว และนำไปสู่การถูกต่อต้านที่สะท้อนความเสื่อมดังกล่าวในฐานะผู้มายึดครอง ในระยะยาวต่อไป รัฐบาลโอบามาอาจมองว่าสหรัฐจะกลายเป็นผู้ยึดครองที่เสื่อมทราม ทั้งในสายตาของตนเองและของผู้อื่น
ในขณะที่ทั้งอดีตประธานาธิบดีคนก่อนและนายโอบามาจะเห็นในทางเดียวกันถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงร่วมกันของสหรัฐกับอัฟกานิสถาน ความเข้าใจร่วมกันอีกประการหนึ่ง คือ อัฟกานิสถานเป็นสงครามที่มีสิ้นเปลืองเหลือเกิน การประเมินตัวเลขล่าสุดเชื่อได้ว่างบประมาณสนับสนุนสงครามนี้ในปัจจุบันมีสูงถึง 280 พันล้านดอลลาร์ เมื่อฝ่ายเดโมแครตดูจะกระตือรือร้นที่จะปิดเกม ฝ่ายรีพับลิกันกลับเห็นความจำเป็นของการคงอยู่ของทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานมากกว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ว.และ ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นภายในสิ้นปีนี้ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของบทบาทของกองกำลังทหารสหรัฐในสงครามในทางใดทางหนึ่ง
ความชัดเจนอีกประการหนึ่งของความคืบหน้าเกี่ยวกับสงครามในอัฟกานิสถาน คือ เสียงต่อต้านสงครามที่มากขึ้นในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนอเมริกันยังไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าชีวิตของพวกเขามีความปลอดภัยมากขึ้น จากภัยคุกคามของกลุ่มก่อการร้าย ภายหลังความจริงที่ว่ากลุ่มอัล-ไกดาและผู้นำคนสำคัญอย่างนายบิน ลาเดน ก็ยังลอยนวลอยู่ และงบประมาณจำนวนมหาศาลถูกส่งไปยังประเทศดังกล่าวที่ห่างไกล ในขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐยังสูงกว่า 9 เปอร์เซ็นต์ และเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ พร้อมกับหนี้สินประชาชนและของรัฐบาลที่มีอยู่ท่วมหัว
แม้จะมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะชนะสงครามในอัฟกานิสถาน แต่ชัยชนะดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใดและบนจำนวนความสูญเสียทั้งชีวิตและงบประมาณมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง การเตรียมทางออกเพื่อปิดเกมให้มีประสิทธิภาพที่สุด จึงน่าจะเป็นเป้าหมายที่ประธานาธิบดีโอบามาและทำเนียบขาวควรและคงจะได้พิจารณาเอาไว้แล้ว แน่นอนว่า ผลกระทบในระยะยาวต่อทั้งสหรัฐและสังคมอัฟกานิสถานเอง เป็นสิ่งที่สำคัญเหนือผลประโยชน์ทางด้านการเมืองหรือความมั่นคงในระยะสั้น
Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น