กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 8 มิถุนายน 2553 16:19
ขจรปรีย์ ภู่งาม
ขจรปรีย์ ภู่งาม

เวล คัม ทู เดอะ ยูเอส

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มลรัฐแอริโซนาในสหรัฐเพิ่งออกกฎหมายควบคุมผู้หลบหนีเข้าเมืองที่เข้มงวดที่สุดไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยเป็นกฎหมายที่ถูกมองว่าให้สิทธิแก่ตำรวจในการละเมิดเสรีภาพของบุคคล ด้วยการสอบสวนหากบุคคลดังกล่าวถูกต้องสงสัยว่าเป็นคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ทันทีที่มีผลบังคับใช้ กฎหมายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะกับคนเชื้อสายฮิสแปนิก (Hispanic) ที่มีอยู่จำนวนมากในรัฐแอริโซนา ที่มีพรมแดนติดอยู่กับประเทศเม็กซิโก ในขณะเดียวกัน การขอวีซ่าทำงานและท่องเที่ยวในสหรัฐ ก็กลายเป็นอุปสรรคต่อคนต่างชาติจำนวนมาก ในการย้ายถิ่นฐานและเดินทางเข้าประเทศ อีกทั้งนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโอบามา ยังถูกมองว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้ส่งออกในหลายประเทศ จนทำให้มีการตั้งคำถามว่าสหรัฐในวันนี้เปิดประเทศมากน้อยอย่างไร
 

แม้จะใช้บังคับเฉพาะในมลรัฐแอริโซนา แต่กฎหมายควบคุมคนต่างด้าวดังกล่าวไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายเสรีนิยมและคนรุ่นใหม่เชื้อสายฮิสแปนิก ที่กำลังเพิ่มบทบาทขึ้นในสหรัฐ โดยมีการคาดการณ์กันว่าคนกลุ่มนี้ จะกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศในปลายศตวรรษนี้ ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวมองว่ากฎหมายนี้คุกคามเสรีภาพและมุ่งจะต่อต้านอัตลักษณ์ของพวกเขา ซึ่งก็คงจะสอดคล้องกับปัญหาของคนเชื้อสายมุสลิมที่ประสงค์จะเดินทางเข้าสหรัฐภายหลังเดือนกันยายนปี 2001
 

แนวโน้มที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่น่าสนใจ คือ สหรัฐไม่ได้เป็นหม้อใบใหญ่ของการผสมผสานทางเชื้อชาติ (Melting Pot) อย่างในอดีตอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นจานสลัดของผักหลากสีที่ไม่มีทางจะรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ ถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ ผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในสหรัฐทั้งถูกและผิดกฎหมายในปัจจุบันมีความต้องการมากขึ้น ที่จะคงค่านิยมและเอกลักษณ์ของชาติเดิมของตนเอาไว้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของกระแสโลกาภิวัตน์ที่ลบเส้นแบ่งพรมแดนทางกายภาพ จนสร้างความรู้สึกคุกคามที่เรียกร้องให้เกิดการยึดไว้ซึ่งอัตลักษณ์เดิม ความเข้มงวดของกฎหมายผู้อพยพที่อาจจะได้รับการปฏิรูปในระดับชาติในอนาคต จึงถูกมองว่าอาจจะถูกต่อต้านจากคนกลุ่มนี้ได้ที่รู้สึกว่าเสรีภาพในการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เดิมของตนกำลังถูกคุกคาม รวมทั้งจะส่งผลกระทบต่อคนต่างชาติที่จะอพยพเข้าประเทศในอนาคตด้วย ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายการค้าที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยจีนและบางประเทศในยุโรปว่ามีแนวโน้มกีดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็กระทบต่อภาพพจน์ของสหรัฐเช่นกัน การกีดกันการนำเข้ายางรถยนต์จากจีนที่สร้างความบาดหมางทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศที่ผ่านมา และนโยบายส่งเสริมสินค้าที่ผลิตโดยสหรัฐ (Buy America) เป็นกรณีตัวอย่างที่ทำให้หลายประเทศต่างกังวลใจต่อการกีดกันทางการค้าของรัฐบาลโอบามา ที่เป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจภายในสหรัฐ
 

การควบคุมผู้อพยพและการกีดกันทางการค้าดังกล่าว อาจมองได้ว่าเป็นประเด็นเพื่อปกป้องเสถียรภาพทางด้านความมั่นคงและทางเศรษฐกิจของประเทศที่สั่นคลอนมากขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายและปัญหาเศรษฐกิจสะท้อนกระแสต่อต้านอำนาจและอิทธิพลในระดับโลกของสหรัฐที่มีมายาวนานตลอดช่วงหลังสงครามเย็น และโดยเฉพาะหลังการดำเนินนโยบายทางทหารในเชิงรุกโดยรัฐบาลสหรัฐชุดที่ผ่านมา และขีดจำกัดของระบบทุนนิยมและตลาดเสรี ทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าสหรัฐจะมีแนวโน้มเป็นประเทศ ที่สร้างเกราะป้องกันจนกลายเป็นการโดดเดี่ยวตนเองขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่
 

ในทางทฤษฎีนั้น การโดดเดี่ยวตนเองของรัฐในโลกยุคนี้ ไม่อาจถือเป็นแนวทางที่จะปฏิบัติได้ แต่ถ้ามองตามความจริง สหรัฐในปัจจุบันกำลังผ่านการปฏิรูปตนเองอยู่ โดยการลดบทบาทในด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มบทบาทในอีกด้านหนึ่ง ในขณะที่หลายประเทศได้เพิ่มความสำคัญขึ้นในโลก สหรัฐกำลังพยายามลดอำนาจทางทหารและเพิ่มอำนาจชักจูงทางด้านอื่น จากการเรียนรู้ถึงความไม่จีรังของเกราะหุ้มประเทศที่ขึ้นอยู่กับอำนาจทางทหารเป็นสำคัญ ปัญหาที่รัฐบาลสหรัฐจะต้องพิจารณา คือ การสร้างสมดุลระหว่างการเป็นเทพีเสรีภาพยิ้มยากกับการเป็นเทพีเสรีภาพใจดี หรือ ตามสุนทรพจน์ตอนหนึ่งของประธานาธิบดีโอบามา ที่ว่าความพยายามในการรักษาความมั่นคงของประเทศไม่ควรจะแทรกแซงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
 

เทพีเสรีภาพทั้งสองรูปแบบที่จริงแล้ว ก็สะท้อนสังคมชาวอเมริกันที่เหมือนสังคมอื่นๆ ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีแนวคิดแตกต่างกัน ในขณะที่คนรุ่นเก่ามองเห็นถึงปัญหาผู้อพยพที่มีต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ คนรุ่นใหม่กลับมีความยืดหยุ่นต่อประเด็นเดียวกันมากกว่า และเห็นถึงผลประโยชน์อีกทั้งความสำคัญในเรื่องสิทธิและเสรีภาพด้วย กลุ่มคนที่จะตัดสินใจในท้ายที่สุด คงเป็นนักการเมืองในสภาคองเกรสที่คนเหล่านี้เลือกตั้งเข้าไป
 

ที่กล่าวมาคงสะท้อนได้ด้วยว่า การเป็นสังคมเปิดยังหมายถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ การเปิดรับฟังความคิดจากประเทศอื่น และการให้ความสำคัญกับความร่วมมือมากกว่าที่จะเป็นผู้นำอหังการอย่างแต่ก่อนน่าจะทำให้เรามองได้ว่าในด้านหนึ่งสหรัฐในปัจจุบันนำโดยผู้บริหารประเทศที่เลือกที่จะให้สหรัฐเป็นสังคมเปิดมากกว่า
 

ในท้ายที่สุดแล้ว สังคมเปิดน่าจะหมายถึงการเป็นสังคมที่มีอิสระจากความกลัวนั่นเอง ซึ่ง อดีตประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวล์ท ได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง ว่า "สิ่งเดียวที่พี่น้องชาวอเมริกันจะต้องกลัวก็คือความกลัวนั่นเอง" แต่ก็ต้องยอมรับว่าภัยคุกคามของประเทศในปัจจุบันมีหน้าตาแตกต่างจากสมัยก่อนอยู่ไม่น้อย

Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม

advertisement

advertisement

advertisement