ความไม่สงบและเหตุรุนแรงทางการเมืองในไทยที่เพิ่งผ่านไปได้รับความสนใจจากสหรัฐอยู่ไม่น้อย
ทั้งจากสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์กันอย่างต่อเนื่องและฝ่ายรัฐบาลที่แสดงบทบาทชัดเจนมากขึ้นต่อการเมืองไทย จนกลายเป็นที่จับตามองไปก่อนหน้านี้
รัฐบาลสหรัฐออกแถลงการณ์ต่อวิกฤติการเมืองไทย มาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ความรุนแรงปะทุขึ้นจนนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อ ก่อนที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศเคิร์ท แคมป์เบลล์ จะเข้าพบกับฝ่ายแกนนำ นปช.ในเวลาต่อมา จนเกิดเป็นปฏิกิริยาจากฝ่ายไทย ที่เห็นถึงความไม่สมควรของการลงพื้นที่ของรัฐบาลสหรัฐดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงการเข้ามาสังเกตการณ์ด้วยความเป็นห่วงและให้กำลังใจแก่คนไทยตามที่แถลงการณ์หนึ่งของสหรัฐระบุไว้ เนื่องจากท่าทีความเป็นกลางของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อกลุ่ม นปช.ถูกตีความเป็นการให้การสนับสนุนซึ่งไม่สมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังการใช้และแนวโน้มความรุนแรงของการชุมนุมของ นปช.ที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างชัดเจนขึ้นหลังช่วงสงกรานต์
ในความพยายามเป็นกลางของรัฐบาลสหรัฐ ในการแสดงท่าทีต่อวิกฤติการเมืองไทยแฝงไว้ด้วยความกังวลใจอย่างชัดเจนต่อการขาดเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ที่ได้ลดความมั่นคงและความเชื่อมั่นในสายตาของต่างชาติมาตามลำดับนับตั้งแต่รัฐประหารเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้น รัฐบาลสหรัฐจัดให้ไทยเป็นประเทศที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (Transforming) ด้วยความหวังว่าจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็คือการกลับไปมีประชาธิปไตยทางการเมืองอีกครั้ง อย่างน้อยก็ให้มีการเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่รัฐบาลพลเรือนเช่นเดิม ความเข้มที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นของสีสันทางการเมืองของไทย ที่สะท้อนความแตกแยกที่หยั่งรากลึกในสังคมกลับกลายเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด จนนำไปสู่โครงการช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคประชาสังคมในไทยขององค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ หรือ ยูเสด ที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งจะต้องดูกันต่อไปด้วยเหมือนกันว่าการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวนี้ จะได้รับผลกระทบจากความแตกแยกในไทย และความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสหรัฐกับไทยนับจากนี้มากน้อยอย่างไร
ในอีกด้านหนึ่ง ปฏิกิริยาจากฝ่ายไทยที่มีต่อบทบาทของรัฐบาลสหรัฐที่ผ่านมาสะท้อนความอ่อนไหวของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ที่เป็นผลกระทบมาจากความอ่อนแอทางการเมืองของไทย โดยรัฐบาลสหรัฐสุ่มเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นคนอื่น ที่ไม่สามารถที่จะเข้าใจปัญหาการเมืองของไทย และยิ่งไปกว่านั้น อาจจะถูกมองว่าเป็นคนนอกที่ไม่ควรจะมีบทบาทชัดเจนนักต่อปัญหาภายในของไทย ซึ่งทั้งคนอื่นและคนนอกเป็นสถานะที่สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลสหรัฐ หรือแม้แต่สื่ออเมริกันและฝ่ายต่างชาติอื่นๆ ในการแสดงความเห็นหรือมีท่าทีต่อการเมืองไทย ที่ส่งผลกระทบต่อชาติเหล่านั้นในทางใดทางหนึ่ง
การมองสหรัฐเป็นชาติมหาอำนาจที่มีบทบาทและอิทธิพลไปทั่วโลกหรือทั่วประเทศในบางประเทศนั้น ดูจะส่งผลต่อมุมมองของฝ่ายไทยที่มีต่อบทบาทของรัฐบาลสหรัฐในการแก้ปัญหาการเมืองของไทย ความพยายามในการผลักดันให้ปัญหาดังกล่าวเข้าสู่ยูเอ็น หรือกระบวนการแก้ปัญหาระดับนานาชาติของบางฝ่ายในไทยที่ผ่านมากระทบต่อบทบาทของรัฐบาลสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างน้อยก็ได้สร้างความแคลงใจในสังคมไทยในทางลบต่อรัฐบาลสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการผลักดันดังกล่าวนำไปสู่แนวคิดจากบางฝ่ายของไทย ที่ทำการเชื่อมโยงต่างชาติเข้ากับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และแผนการโค่นล้มทางการเมือง ในขณะที่แนวคิดดังกล่าวอ้างขึ้นโดยการสนับสนุนของเหตุและปัจจัยที่ชัดเจนบ้างและไม่ชัดเจนบ้าง ในทางสังคมแบบของไทยที่มีความแตกแยกและทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐที่มีความอ่อนไหวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แนวคิดดังกล่าวควรถูกเร่งพิจารณาและทำความเข้าใจ ไม่เฉพาะในระดับรัฐบาลแต่เท่านั้น
ดังนั้น จึงควรจะเป็นวาระสำคัญของทั้งไทยและสหรัฐ ในการสร้างความเข้าใจร่วมกันต่อปัญหาการเมืองไทยและบทบาทของสหรัฐ การเป็นทั้งคนอื่นและคนนอกไม่ควรจะถูกปล่อยให้เป็นอุปสรรคหรือข้ออ้างต่อวาระสำคัญนี้ เพื่อนำไปสู่การลดความอ่อนไหวของการดำเนินความสัมพันธ์ ระหว่างทั้งสองฝ่ายลง แม้ฝ่ายไทยจะยังไม่สามารถหลุดพ้นเหตุการณ์เมษาเดือดและพฤษภาทมิฬซ้ำซากของไทย อันเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองได้อย่างแท้จริง เพราะเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ความสัมพันธ์ของไทยกับสหรัฐมีความสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่อาจจะรอจุดจบของวงจรอุบาทว์ดังกล่าวในการเร่งฟื้นฟู
บทบาทของต่างชาติต่อปัญหาทางการเมืองไทยในปัจจุบัน ได้กลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนไปเสียแล้ว ไม่ใช่เพราะเรื่องการล้ำเส้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่เนื่องด้วยปัญหาดังกล่าวกลายเป็นวิกฤติภายในที่ขยายตัวและหยั่งรากลึกภายในประเทศของเรา ที่เป็นหนึ่งในทุกที่ทั่วโลกในปัจจุบันนี้ ที่หาเส้นได้ยากขึ้นทุกที
Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม
