ไม่ได้เอาใจแฟนๆ คุณเบิร์ด ธงไชย แต่เป็นการมองสหรัฐกับภัยก่อการร้ายเหมือนหมอกที่กำลังจะเริ่มจางเมื่อใดก็กลับมีควันหลงของการโจมตี 11 ก.ย.2001
เข้ามาปะทะให้ต้องผวากันอยู่เป็นระลอกจนถึงทุกวันนี้ ล่าสุดแผนคาร์บอมบ์ ณ ไทมส์ สแควร์ ที่ล้มเหลวไปเมื่อวันแรงงานที่ผ่านมา น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สะท้อนควันหลงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
แผนดังกล่าวรวมถึงการโจมตีค่ายทหารที่ฟอร์ด ฮู้ด ในเทกซัส ของนายทหารอเมริกันเชื้อสายมุสลิมที่ได้คร่าชีวิตเพื่อนทหารด้วยกันไปหลายคน แผนสังหารพลีชีพในวันครบรอบเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน และแผนระเบิดเครื่องบินในวันคริสต์มาส ที่ท่าอากาศยานเมืองดีทรอยต์ (โดย 2 เหตุการณ์หลังประสบความล้มเหลว) เมื่อปีที่ผ่านมา กำลังเป็นประเด็นที่ถูกใช้โจมตีรัฐบาลนายโอบามา โดยฝ่ายรีพับลิกันอยู่ในขณะนี้ โดยมองว่ารัฐบาลกำลังหย่อนยานในเรื่องความมั่นคงภายในมากจนเกินไป พลาดสัญญาณอันตรายมากมายของทั้ง 4 เหตุการณ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่ ไทมส์ สแควร์ อันถือเป็นควันหลงระลอกใหญ่ของการโจมตีนิวยอร์กเมื่อเกือบ 9 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าสำเร็จจะสั่นคลอนจิตใจและความมั่นคงของคนอเมริกันไปได้อีกนาน เพราะเป็นสถานที่ใจกลางมหานครนิวยอร์กอีกที่หนึ่ง ที่เป็นศูนย์รวมของความมีชีวิตชีวา และเสรีภาพของเมืองและของชาติเอาไว้
ก่อนหน้านี้ มีนักวิเคราะห์บางท่านเปรยถามถึงเหตุวินาศกรรมในสหรัฐระลอกที่ 2 บนพื้นฐานของการคาดการณ์ในแง่ร้ายที่เป็นการยอมรับถึงความเปราะบางของสหรัฐ ที่ไม่มีทางเลือนหายไปได้อีกต่อไป ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าพื้นฐานดังกล่าว คือ ความจริงที่สะท้อนออกมาง่ายๆ จากความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่สถานทูตและตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐ ที่ถูกมองอย่างระอาจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาติอื่นๆ แต่ก็น่าสงสัยปนกังวลแทนชาวอเมริกัน ว่า แม้จะเข้มงวดมาตลอดเช่นนั้น ยังเปิดโอกาสให้เกิดเหตุก่อการร้ายจนเกือบจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์ได้ไปหลายครั้ง คำถามที่รัฐบาลนายโอบามาเผชิญอยู่ตอนนี้จึงน่าจะอยู่ที่ว่าทำไมเหตุการณ์ทั้ง 4 ครั้งจึงเกิดขึ้นได้
เหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นอย่างที่บางท่านคิด คือ การละเลยของฝ่ายดูแลความมั่นคงภายในจริงๆ ที่รวมถึงหน่วยข่าวกรองที่พลาดสัญญาณอันตราย เช่น แนวคิดต่อต้านสหรัฐอย่างรุนแรงของพันตรีนิดาล ฮาซาน ที่ยิงกราดค่ายทหารฟอร์ด ฮู้ด หรือการเดินทางไปเยือนปากีสถานอยู่หลายเดือนของนายไฟซอล ชาห์ซาด อเมริกันเชื้อสายปากีสถานผู้ถูกเปิดเผยว่าอยู่เบื้องหลังแผนคาร์บอมบ์ที่ไทมส์ สแควร์ และเป็นสมาชิกของกลุ่มเตห์ริค เอ ตาลีบัน ที่มีสัมพันธ์กับกลุ่มอัลไกดา โดยการละเลยสัญญาณอันเป็นภัยดังกล่าวถูกมองโดยนายจูลิอานี่ อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลนายโอบามาที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิเสรีภาพมากเกินไป ที่สะท้อนจากการให้สิทธิในการละเว้นการให้ปากคำต่อเจ้าพนักงาน และการให้สิทธิในการเข้าถึงทนาย หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการ ว่า Miranda rights แก่นายชาห์ซาด ซึ่งนายจูลิอานี่มองว่าไม่สมควร เนื่องจากเขาเป็นศัตรูบ่อนทำลายประเทศ อย่างไรก็ตาม กำลังมีการพิจารณาโดยรัฐบาลว่าสมควรที่จะมีการแก้ไขระบบกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เพื่อให้เหมาะสมกับความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ
แม้จะเป็นเหมือนวิธีวัวหายแล้วล้อมคอกดังกล่าว แต่เหตุการณ์ในสหรัฐก็สะท้อนถึงการขัดกันระหว่างความมั่นคงกับสิทธิเสรีภาพ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาเคยกล่าวไว้ในสุนทรพจน์ตอนหนึ่ง ว่า "การรักษาความมั่นคงของประเทศ ไม่สมควรจะถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลิดรอนเสรีภาพของบุคคลโดยรัฐ" ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะใช้แนวคิดดังกล่าวแสดงถึงความอ่อนแอของเดโมแครต ที่ส่งผลให้ทั้งวัวและคนของประเทศเป็นเป้าโจมตีของผู้ไม่หวังดี
ที่น่าคิด ก็คือ ความพยายามของนายโอบามา ในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับโลกมุสลิมเท่าที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ทำให้สหรัฐเปราะบางน้อยลงเท่าใดหนัก แม้จะเผชิญอยู่ก็แต่ควันไฟที่ส่งผลได้อย่างมากก็แค่การแสบตา ผลสำรวจล่าสุดระบุว่าคนอเมริกันเชื่อมั่นรัฐบาลเดโมแครตมากขึ้นกว่าเดิมในประเด็นความมั่นคงและหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ ก็ยอมรับต่อนโยบายของโอบามาที่ไม่ได้ยึดถือการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่ความคิดเห็นอันเป็นปริปักษ์ต่อสหรัฐได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของคนบางพวกจนเกินจะแก้ไขเสียแล้ว ที่แน่ๆ ก็คงไม่ใช่ภายในระยะเวลาที่ประธานาธิบดีผู้นี้จะอยู่ในตำแหน่ง
นายฟารีด ซาคาเรีย คอลัมนิสต์ชื่อดังชาวอเมริกันเขียนถึงปากีสถาน อันเป็นแหล่งซ่องสุมเครือข่ายก่อการร้ายที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน โดยได้รับการปกป้องจากฝ่ายทหารที่มีอำนาจคุมรัฐบาลที่ปฏิบัติสองมาตรฐานกับขบวนการก่อการร้ายที่โจมตีอินเดีย อัฟกานิสถานและตะวันตกกับกลุ่มที่โจมตีชาวปากีสถาน ซึ่งฝ่ายแรกถูกมองว่าเป็นนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพที่ได้รับการปกป้อง ปากีสถานจึงเป็นพื้นที่ของสีแดงจัดจ้านที่ท้าทายสหรัฐอยู่ไม่น้อยไปกว่าอัฟกานิสถานหรืออิรักเลย
ในขณะที่ความเข้มงวดของการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ คงต้องดำเนินอยู่ต่อไปอย่างไม่มีวันจะสิ้นสุด เหตุของความเปราะบางที่แท้จริงกลับอยู่ที่ความคิดเกลียดชังสหรัฐที่ยังกระจายอยู่ทั่วไปบนโลกไปนี้ ดังนั้น ความหวาดกลัวของสหรัฐที่แท้จริง จึงน่าจะอยู่ที่นโยบายของประเทศที่จะเป็นการเพิ่มความเกลียดชังดังกล่าว มากกว่าที่จะเป็นความหวาดกลัวต่อผู้ไม่หวังดี ที่อาจต้องตามล่ากันเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม

