กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 30 มีนาคม 2553 16:49
ขจรปรีย์ ภู่งาม
ขจรปรีย์ ภู่งาม

มิตรสหายที่เปลี่ยนไป?

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

พุธนี้ขออนุญาตมองสหรัฐกับสหายคู่ยากอย่างอังกฤษและญี่ปุ่น เนื่องจากมีรายงานออกมาจากอังกฤษเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตัดสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐเสียแล้ว เปรียบเสมือนข่าวร้ายจากมิตรประเทศเก่าแก่ที่สานสัมพันธ์ทรานส์แอตแลนติกกันมายาวนานที่โถมเข้าใส่สหรัฐในยามที่พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นจากฝั่งเอเชียก็กำลังทำตัวเหินห่าง
 

ความจริงก็มีอยู่ว่านักการเมืองของอังกฤษในคณะกรรมาธิการต่างประเทศของรัฐสภาได้มานั่งถกกันเรื่องความสัมพันธ์ของสองประเทศ และเห็นพ้องกันว่าอังกฤษจำเป็นจะต้องลดท่าทีโอนอ่อนที่มีต่อสหรัฐ เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากภายหลังสงครามในอิรัก การตัดสินใจของอดีตผู้นำอังกฤษในการหนุนหลังและเข้าร่วมสงครามกับสหรัฐ ส่งผลให้อังกฤษถูกมองตั้งแต่นั้นมาจากทั้งสังคมในและนอกประเทศว่ายอมดำเนินนโยบายเป็นเบี้ยล่างให้กับสหรัฐมาโดยตลอด แม้จะยอมรับถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน แต่นักการเมืองกลุ่มดังกล่าวได้ลงความเห็นให้หลีกเลี่ยงการเรียกความสัมพันธ์นี้ว่าพิเศษ (special relationship) เนื่องจากจะเป็นการสร้างให้เกิดความคาดหวังที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง โดยการเรียกความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกใช้ขึ้นมาตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 

ข่าวความไม่สนิทสนมกันเหมือนเดิมระหว่างสหรัฐและอังกฤษ ถูกรายงานออกมาอยู่ต่อเนื่องภายหลังประธานาธิบดีบารัก โอบามา เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อต้นปี 2009 จากวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้เมื่อปีที่ผ่านมา อังกฤษร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการกดดันสหรัฐไม่ให้ดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า ต่อมาในเดือนสิงหาคม อังกฤษได้ปล่อยตัวนักโทษชาวลิเบียที่ลอบวางระเบิดเครื่องบินโดยสารสายการบิน Pan Am 103 ตกลงในสกอตแลนด์ในปี 1988 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในขณะที่ทางการสกอตแลนด์ ระบุว่า การปล่อยตัวผู้ก่อการร้ายดังกล่าวเป็นผลมาจากเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม เนื่องจากเขาป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ประธานาธิบดีโอบามากลับออกมากล่าวหาว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด โดยจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองเห็นถึงรอยร้าวของความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ โดยแม้ในเวลาต่อมานางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะได้ออกมายืนยันความสัมพันธ์ที่ยังแน่นแฟ้นกันเหมือนเดิมก็ตาม
 

แต่ที่เห็นจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองมากที่สุด น่าจะเป็นประเด็นสงครามในอิรักที่สหรัฐกับอังกฤษถือเป็นสองประเทศที่จับมือกันเดินเข้าไปปลดผู้นำเผด็จการของอิรักโดยไม่ฟังเสียงนานาประเทศ โดยแม้นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะได้ยืนยันถึงความถูกต้องของการตัดสินใจดังกล่าวที่ไม่ได้ทำไปเพราะได้รับอิทธิพลจากสหรัฐ แต่มีความเห็นออกมาจากอดีตนักการทูตอังกฤษว่ารัฐบาลของตนไม่ได้รับความยุติธรรมจากสหรัฐในการเข้าร่วมทำสงครามในอิรักเท่าใดนัก
 

คงต้องรอติดตามกันต่อไปถึงความเห็นจากรัฐบาลสหรัฐต่อท่าทีดังกล่าวของฝ่ายการเมืองอังกฤษ แต่คาดการณ์ได้ว่าน่าจะมีการยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเหมือนเดิมออกมาจากทั้งสองฝ่าย เพียงแต่จะต้องยอมรับกันในรายละเอียดมากขึ้นถึงความเป็นจริงที่ว่าในขณะที่การเมืองต่างประเทศสามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อการเมืองในประเทศได้ การเมืองในประเทศก็สามารถเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลกระทบต่อการเมืองต่างประเทศได้เหมือนกัน เพราะต้องยอมรับว่าการลาออกของอดีตนายกอังกฤษได้รับผลกระทบอย่างมาก จากความไม่พอใจของคนอังกฤษต่อการดำเนินนโยบายทำสงครามกับอังกฤษในอิรัก ที่เป็นเหตุการณ์ที่สร้างให้อังกฤษกลายเป็นเหมือนเงาของสหรัฐไปพลันจากนั้นมา
 

ในทำนองเดียวกัน คนญี่ปุ่นก็กำลังให้ความสนใจกับประเด็นการย้ายฐานทัพทหารเรือสหรัฐบนเกาะโอกินาวา ที่เป็นประเด็นร้อนในความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ และสร้างความท้าทายให้กับรัฐบาลใหม่ของนายฮาโตยามาอยู่ในขณะนี้ เพราะในขณะที่ญี่ปุ่นดูจะได้รับปากกับสหรัฐไปแล้วในปี 2006 ให้มีการย้ายฐานทัพ Futenma ออกจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือของเกาะ แต่กระแสต่อต้านฐานทัพสหรัฐจากคนญี่ปุ่นบนเกาะก็ดังขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งนายฮาโตยามาเองก็ได้ให้สัญญากับคนญี่ปุ่นไว้แล้วว่า จะทำการพิจารณาการตกลงในปี 2006 ใหม่อีกครั้ง โดยรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าจะตัดสินใจในเรื่องนี้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ แม้จะมีความเห็นว่านายฮาโตยามาคงจะต้องยินยอมทำตามเงื่อนไขที่ให้ไว้กลับสหรัฐ แต่มีการวิเคราะห์ว่าการใช้เวลาในการตัดสินใจอยู่นี้ ถือเป็นจุดยืนใหม่ของญี่ปุ่นภายใต้พรรคดีพีเจ ที่มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น จากการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ แทนที่จะยืนยันข้อตกลงที่ได้ให้ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อเอาใจสหรัฐ
 

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นคงกลายมาเป็นแนวชาตินิยมได้ไม่มากนัก เนื่องจากนักวิชาการหลายฝ่ายยังมองเห็นถึงจุดยืนของประเทศในการรักษาไว้ซึ่งสมดุลยภาพของเอเชีย ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ของญี่ปุ่นประการหนึ่ง โดยแม้จะต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศบ้าง แต่รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักดีถึงบรรยากาศของภูมิภาคที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ จีนเติบโตมากขึ้นและกำลังก้าวขึ้นมาแทนที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ความท้าทายจากจีนในแง่เศรษฐกิจจะหมายถึงความแข็งแกร่งทางทหารด้วย จึงจำเป็นที่ญี่ปุ่นจะต้องกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐและกระตุ้นบทบาทของสหรัฐในภูมิภาคเอาไว้ เพื่อคานอิทธิพลจากจีน
 

ส่วนไทยเราที่เป็นมิตรสหรัฐที่เก่าแก่กว่า 175 ปี คงต้องประคับประคองตัวเองให้เข้มแข็งก่อน เพราะแม้ปัญหาทางการเมืองของเราจะเป็นเรื่องภายใน แต่ก็ได้สร้างความกังวลใจต่อสหรัฐไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเสถียรภาพของไทยมีความหมายต่อภูมิภาคและอาเซียนมาก

 

 

Tags : ขจรปรีย์ ภู่งาม

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ผมว่าอังกฤษเกิดปัญหาวิกฤตทางการเงินถ้าไม่ตีตัวออกห่างจากสหรัฐอาจเป็นเป้าของผู้ก่อการร้ายยิ่งยากต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพราะผู้ที่จะเข้าไปลงทุนก็เป็นห่วงว่าหากเกิดการก่อการร้ายอย่างตอนที่มีการวางระเบิดรถไฟใต้ดินก็จะมีความเสี่ยง ส่วนญี่ปู่นยังงัยก็ยังต้องพึ่งพาตลาดในสหรัฐซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของญี่ปุ่นเพราะจีนเองกำลังมีปัญหากับสหรัฐเรื่องค่าเงินหยวนและสินค้าของจีนส่วนใหญ่ก็เป็นคู่แข่งกับสหรัฐและญี่ปุ่นเนื่องจากราคาถูกทำให้สหรัฐขาดดุลให้จีนเป็นจำนวนมหาสารส่วนไทยสหรัฐหมายมั่นปั้นมือว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เป็นประตูสู่อาเซียนและอินโดจีนและยังมีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนานและเป็นประเทศที่สินค้าจากสหรัฐสามารถแข่งกับสินค้าจากจีนและญี่ปุ่นได้และสหรัฐยังมีการลงทุนในไทยเยอะมากถ้าประเทศไทยมีปัญหาทางการเมืองสหรัฐก็ย่อมเป็นห่วงแต่ถ้าประเทศไทยไม่มีปัญหาทางการเมืองเราสามารถวางยุทธศาสตร์การเป็นประตูสู่อาเซียนและอินโดจีนเพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเริ่มได้รับการยอมรับจากหลายชาติรอบอาเซียนและทั่วโลกและประเทศไทยยังมีความสวยงามทางธรรมชาติและเมื่อก่อนคนไทยยิ้มเก่งเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สาธารณูประโภคครบครันทั้งถนนหนทางสนามบินใหญ่โตระดับโลกมีโรงแรมที่พักให้เลือกมากมายจึงมีผู้นิยมมาเที่ยวในเมืองไทยมาซื้อสินค้าในไทยที่มีราคาถูกและคุณภาพใช้ได้จนเป็นประเทศที่หลายชาติอยากมาลงทุนแต่บัดนี้คนไทยกลับไม่เหมือนเดิมแบ่งสีแบ่งฝ่ายไม่สนใจไม่ง้อต่างชาติลืมตัวนึกว่าตัวเองรวยแล้วจะทะเลาะกันใครจะทำไม ไม่ต้องมาแทรกแซง ใครจะมาเที่ยวก็มาไม่มาก็อย่ามาไม่ง้อ ใช้ความได้เปรียบของประเทศต่อรองทางการเมืองกับประเทศต่างๆถ้าตอนนี้เราจะเปลี่ยนตัวเองใหม่ก็ยังไม่สายอย่างญี่ปุ่นทุกวันนี้เค้ารวยแค่ไหนเค้ายังต้องง้อลูกค้าเค้าเลยเพราะลูกค้าเค้าเอาเงินเอางานมาให้เราทำเศรษฐกิจเราก็ดีคนไม่ตกงานไม่มีปัญหาสังคม ถ้ารู้อย่างนี้แล้วเรามาหาทางปรองดองกันไม่ดีกว่าเหรอครับ ด้วยความเคารพครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement