กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 16 มีนาคม 2553 15:18
ขจรปรีย์ ภู่งาม
ขจรปรีย์ ภู่งาม

เลือกตั้งในพม่า

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ภายหลังจากการที่รัฐบาลทหารพม่าประกาศกฎหมายเลือกตั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาห้ามนางออง ซาน ซูจี และผู้เคยต้องโทษทางการเมือง

เข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ได้ออกมาแสดงความผิดหวังเป็นอย่างมากถึงท่าทีของรัฐบาลพม่า อันถือเป็นการถอยหลังลงคลองมากเข้าไปอีก เนื่องจากเป็นกติกาการเลือกตั้งที่ลิดรอนฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่จะเอื้อต่อการได้รับชัยชนะของฝ่ายทหาร ที่นำโดยนายพลตัน ฉ่วย อยู่ในขณะนี้ แถลงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐต่อการประกาศดังกล่าวถึงกับ แสดงความสิ้นหวังต่อการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปีของพม่าก่อนที่การเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงเสียด้วยซ้ำ และมีท่าทีที่จะไม่ให้การยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะออกมาด้วย ส่งผลให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงท่าทีต่อไปของสหรัฐในการดำเนินนโยบายสร้างสัมพันธ์ (Policy of Engagement) กับพม่า
 

นโยบายดังกล่าวมีขึ้นภายใต้รัฐบาลใหม่ของประธานาธิบดีโอบามา ที่เป็นการกำหนดท่าทีการดำเนินนโยบายต่างประเทศใหม่ต่อประเทศที่มีอุดมการณ์สวนทางกับสหรัฐอย่างอิหร่าน เกาหลีเหนือ และพม่า ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้เกิดช่องทางในการสื่อสารกับประเทศดังกล่าว ที่สามารถจะนำไปสู่การแก้ปัญหาระหว่างประเทศได้ โดยประธานาธิบดีโอบามาก็ได้รับการชื่นชมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายเสรีนิยมที่มองการนิยมแนวไม้แข็งของรัฐบาลชุดเก่า เป็นการนำไปสู่ทางตันที่ไม่ช่วยแก้ไขปัญหา
 

นโยบายสร้างสัมพันธ์ต่อพม่าได้ดำเนินมาเป็นเวลาประมาณ 6 เดือนแล้ว โดยทูตประจำอาเซียนของสหรัฐได้มาเยือนไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อให้รายละเอียดถึงการดำเนินนโยบายดังกล่าวว่า เป็นความพยายามของสหรัฐในการเพิ่มให้มีพื้นที่ของการติดต่อกับรัฐบาลพม่าและกลุ่มทางการเมืองอื่นๆ ในประเทศอย่างฝ่ายค้านและชนกลุ่มน้อย และ รัฐบาลสหรัฐได้ชี้แจงกับรัฐบาลพม่าด้วยถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกการคว่ำบาตรในอนาคต หากรัฐบาลพม่าดำเนินประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น สำนักข่าววอชิงตัน โพสต์ ได้มีรายงานออกมาเมื่ออาทิตย์ก่อน ว่า เท่าที่ผ่านมา ภายหลังการเริ่มนโยบายนี้ รัฐบาลสหรัฐได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่าไป 4 ครั้ง โดยส่วนใหญ่พูดถึงประเด็นความสัมพันธ์พม่ากับเกาหลีเหนือ ซึ่งถูกเปิดเผยโดยรัฐมนตรีฮิลลารี คลินตันเองที่ภูเก็ตว่าสหรัฐกำลังจับตามองความสัมพันธ์ดังกล่าวอยู่ เนื่องจากกังวลถึงการค้าขายอาวุธและความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในพม่า ท่าทีที่สะท้อนความไม่ร่วมมือกับสหรัฐจากการประกาศกฎหมายเลือกตั้งที่ผ่านมา ลดความเชื่อมั่นของนโยบายใหม่นี้ของประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งหมายรวมถึงการดำเนินนโยบายต่อเกาหลีเหนือและอิหร่านด้วยที่ยังไม่ส่งสัญญาณถึงความร่วมมือใดๆ เลยที่ผ่านมา
 

อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อประเทศเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนความคิดของผู้นำเผด็จการ ที่มีความรู้สึกเป็นปรปักษ์มานานกับฝ่ายตะวันตก แม้จะแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของรัฐบาลพม่า แต่รัฐบาลสหรัฐก็กล่าวยืนยันว่าจะยังคงดำเนินนโยบายสร้างสัมพันธ์อยู่ต่อไป และเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้กับประเทศเอง ถ้าหันกลับมาปรับท่าทีให้มีความร่วมมือมากขึ้น ซึ่งก็คือความสัมพันธ์กับโลกภายนอก ที่จะส่งผลดีต่อประชาชนและการพัฒนาของพม่า โดยอุปสรรคต่อนโยบายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพม่า ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายที่สหรัฐได้เตรียมทำใจไว้นานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมองถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนของพม่า ในรายงานสิทธิมนุษยชนที่สหรัฐประกาศออกมาฉบับล่าสุดที่ไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ประเด็นนี้สะท้อนได้ว่ารัฐบาลโอบามาน่าจะมีความเข้าใจดีพอถึงเส้นทางที่ยากลำบาก ในการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลทหารพม่า
 

สิ่งที่ยังขาดอยู่คงเป็นท่าทีของประเทศกลุ่มอาเซียนต่อแนวโน้มการเลือกตั้งในพม่าที่เกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้ เลขาธิการอาเซียนได้ออกมาแสดงความยินดีต่อนโยบายใหม่ของสหรัฐในการสร้างความสัมพันธ์กับพม่า ซึ่งมีความสอดคล้องกับจุดยืนของอาเซียนมากขึ้น และยังเห็นถึงแนวโน้มที่ดีที่จะออกมาจากนโยบายใหม่ดังกล่าว ซึ่งก็ผิดไปจากความเป็นจริงในขณะนี้ไปเสียแล้ว ดังนั้น อาเซียนในฐานะองค์กรระดับภูมิภาคที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาในพม่า จึงควรออกมาแสดงท่าทีต่อแนวโน้มความไม่เป็นถูกต้องของการเลือกตั้งในพม่าที่จะมีขึ้น เนื่องจากแม้บทบาทของสหรัฐจะมีความสำคัญต่อเรื่องนี้ แต่อาเซียนไม่ควรจะนิ่งดูดายและให้สหรัฐเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานข่าวออกมาว่าการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในพม่า เริ่มจะมีพัฒนาการที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่จะสามารถกลายเป็นภัยคุกคามให้กับภูมิภาคอย่างสำคัญได้อีกทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยๆ ก็เป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพขององค์กร ที่ควรจะเพิ่มมากขึ้นภายหลังจากการมีกฎบัตรและกลไกสิทธิมนุษยชนขึ้นมาแล้ว

Tags : ประธานาธิบดีโอบามา ออง ซาน ซูจี ขจรปรีย์ ภู่งาม

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ขอถามนิดหนึ่งว่า พม่าเลือกตั้ง 7 พ.ย. 53
พม่าที่ทำงานเมืองไทยจะกลับพม่าวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เเล้วสามารถกลับมาทำงานเมืองไทยก่อนการเลือกตั้งเปล่า หรือต้องรอเลือกตั้งเสร็จก่อน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement