ยังคงเป็นปัญหาท้าทายประธานาธิบดีโอบามาอยู่ สำหรับความพยายามในการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบดูแลสุขภาพ
ที่พรรคเดโมแครตของเขาพยายามกันมายาวนานหลายทศวรรษ โดยนอกจากจะสะท้อนความยากลำบากในการทำงาน ที่รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐเผชิญมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ความพยายามดังกล่าวที่สำคัญยังสะท้อนถึงจุดด้อยของระบบการเมืองสหรัฐ ที่มิอาจจะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดด้อยดังกล่าวเป็นผลมาจากการแบ่งขั้วทางการเมืองระหว่างสองพรรคการเมือง ที่ผลัดกันคุมอำนาจบริหารประเทศกันไปมาอย่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน แน่นอนว่า ประเด็นการปฏิรูประบบดูแลสุขภาพเป็นหนึ่งในความแตกต่างของจุดยืนทางการเมืองระหว่างสองพรรคนี้ ซึ่งโดยหลักๆ ก็คือ แม้ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับในความล้มเหลวของระบบดูแลสุขภาพของประเทศ ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอเมริกันจำนวนมาก แต่ฝ่ายเดโมแครตเชื่อในบทบาทของรัฐในการแก้ไขความล้มเหลวดังกล่าว โดยเฉพาะการเข้ามาดูแลระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มการคุ้มครองการประกันสุขภาพให้กับประชาชนมากขึ้น ในขณะที่ทางด้านรีพับลิกันนั้นไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ยืนยันที่จะให้ระบบประกันสุขภาพดูแลโดยกลไกของตลาดต่อไป
ในขณะนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการประนีประนอมกันระหว่างสภาผู้แทน และวุฒิสภา แต่ความยากลำบากที่ผ่านมา คือ ข้อเท็จจริงที่ว่านักการเมืองจากสองพรรคไม่ยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่าย ในขณะที่ฝ่ายเดโมแครตกล่าวหานักการเมืองรีพับลิกันว่าไม่ยอมประนีประนอมเพียงเพราะลึกๆ แล้ว หวั่นวิตกถึงการขยายบทบาทของรัฐบาล ที่ขัดต่อค่านิยมทางการเมืองของพรรค พวกเขาก็ถูกกล่าวหาจากฝ่ายรีพับลิกันเช่นกันว่าไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายค้านบ้าง พยายามแต่จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวให้สำเร็จ เนื่องด้วยสัญญากับผู้เลือกตั้งไว้แล้ว
นิตยสารอย่างดิ อิโคโนมิสต์ จึงใช้ภาพประกอบหนึ่งในบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ของสหรัฐในอนุสาวรีย์ลินคอล์น เมมโมเรียลในกรุงวอชิงตัน ดีซี แต่กำลังอยู่ในอิริยาบถนั่งมือหนึ่งกุมขมับอยู่ท่าทางอ่อนใจแทนชนรุ่นหลัง ที่ต้องเผชิญกับรัฐบาลที่มีแต่ความขัดแย้ง
ที่น่าสังเกต ก็คือ ที่นั่งของ ส.ว.ในสภาคองเกรสภายหลังจากชัยชนะของพรรครีพับลิกันในรัฐแมสซาชูเซตส์ซึ่งได้มีการจัดการเลือกตั้งซ่อมไปเมื่อไม่นานมานี้ แม้เดโมแครตจะยังครองเสียงข้างมากอยู่ แต่สูญเสียอำนาจขัดขวางกลยุทธ์ในการอภิปรายถ่วงการพิจารณาลงมติ หรือออกกฎหมายในสภา (filibuster) ที่ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐต้องใช้เสียงของ 60 ส.ว. การที่พรรคเดโมแครตเหลือจำนวน ส.ว. 59 ที่นั่ง จึงส่งผลเอื้อต่อการขัดขวางร่างกฎหมายปฏิรูประบบดูแลสุขภาพของฝ่ายรีพับลิกัน ทั้งๆ ที่เสียงข้างมากของฝ่ายเดโมแครต ก็คือ เสียงส่วนใหญ่ของคนอเมริกันจาก 59 รัฐ ในอีกแง่หนึ่งจึงเป็นการสะท้อนปัญหาส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตยของสหรัฐ ที่มีอยู่ควบคู่ไปกับค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพที่สร้างความลำบากให้กับคนจำนวนมาก และเป็นปัญหาต่องบประมาณของรัฐด้วย อีกทั้งยังมีประเด็นปัญหาอื่นๆ ของประเทศอย่างเรื่องการจ้างงานและการขาดดุลของรัฐ ที่ต้องเผชิญกับการแบ่งขั้วทางการเมืองในลักษณะเดียวกัน
แม้ในด้านหนึ่ง จะมองแบบชี้นิ้วโทษกันไปมาระหว่างสองฝ่ายทางการเมือง ว่า มีหลักการไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง แต่ข้อสะท้อนหนึ่งอยู่ที่จุดบกพร่องของระบบการเมืองของสหรัฐแบบ separation of powers ที่ให้ความสำคัญต่อการคานอำนาจ หรือถ่วงดุลอำนาจเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือเผด็จการอำนาจโดยส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบการเมืองหรือผู้ปกครองประเทศ อันเป็นข้อบกพร่องทางการเมืองในอังกฤษแผ่นดินแม่ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ แต่ระบบดังกล่าวดูเหมือนจะกำลังสร้างความไม่มีประสิทธิภาพให้กับการบริหารประเทศของรัฐบาลของนายโอบามาอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางฝ่ายก็มองถึงความไม่ถูกต้องในการโทษระบบการเมือง ที่มีมาช้านานในการที่สภาคองเกรส และรัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้ เนื่องจากก็มีมติและกฎหมายของประเทศมากมายเหลือเกิน ที่สามารถผ่านความเห็นชอบจากสองฝ่ายทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักการเมืองและผู้บริหารประเทศเองต่างหาก ที่ต้องพิจารณาตัวเองว่าเหตุใดกันระบบการเมืองถึงไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้ ประธานาธิบดีโอบามาอาจจะยังไม่สามารถเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายรีพับลิกันได้ หรือค่านิยมแบบอนุรักษนิยมของฝ่ายรีพับลิกันที่หวั่นกลัวต่ออำนาจของรัฐบาลกำลังมีอยู่เกินความพอดี เพราะอาจจะอยู่ในฐานะด้อยกว่าในทางการเมือง
การโต้เถียงกันเรื่องความมีประสิทธิภาพของระบบการเมืองไม่ได้เป็นประเด็นใหม่แต่อย่างใด แม้แต่อดีตผู้นำบางคนของสหรัฐเองยังเคยยอมรับว่ามีความนิยมชมชอบในระบบรัฐสภามาแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยกำลังหาทางออกจากปัญหาทางการเมืองอยู่ในปัจจุบัน เราคงจะมองสหรัฐแบบง่ายๆ แล้วกระหยิ่มยิ้มย่องว่าระบบของเขาสู้ของเราคงไม่ได้แน่ ที่พอจะเรียนรู้ได้คงเป็นข้อเท็จจริงที่ว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะหาระบบการเมืองที่มีความสมบูรณ์ไปทั้งหมด แบบไม่มีความขัดแย้งหรือแตกต่างกันเลย เพราะระบบการเมืองไม่สามารถทำงานโดยไม่มีนักการเมืองได้ และแน่นอนว่า นักการเมือง ก็คือ คนธรรมดาที่มีสิทธิจะคิดแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะตามค่านิยมทางการเมืองหรือตามความเห็นชอบส่วนตัว ปัญหาความขัดข้องของระบบจึงเป็นปัญหาทางการเมืองของทุกประเทศ สิ่งที่น่าจะพอเรียนรู้กันได้ต่อมาก็คงเป็นวิธีการแก้ความขัดข้องดังกล่าว เพราะคงจะต้องยอมรับว่ามีทางเป็นไปได้ แม้จะมีลักษณะแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม ในท้ายที่สุด ก็คงต้องมาแก้ที่ผู้ทำงานในระบบนั่นเอง จะมาพังระบบไปแล้วเริ่มระบบใหม่คงท้าทายมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะต่อสหรัฐเองหรือประเทศไทยก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่าระบบการเมืองของสหรัฐยังเข้มแข็งอยู่มาก เพราะดูจากการที่ความพยายามในการแก้ปัญหาความขัดข้องของระบบยังเกิดขึ้นภายในกรอบของระบบเอง ที่ยังพอมีช่องว่างให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้เพื่อเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ คงจะต้องดูกันต่อไปว่าประธานาธิบดีโอบามาจะเจรจากับฝ่ายตรงข้ามต่อไปอย่างไร เพื่อให้สามารถออกกฎหมายปฏิรูประบบดูแลสุขภาพให้คนอเมริกันได้ภายในปีนี้
แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ระบบการเมืองถูกท้าทายโดยฝ่ายการเมืองนอกระบบอย่างหนักมาหลายปีแล้ว มองอเมริกาตอนนี้จึงเห็นปัญหาของโอบามากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน
Tags : โอบามา • ขจรปรีย์ ภู่งาม
