กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 16:22
ขจรปรีย์ ภู่งาม
ขจรปรีย์ ภู่งาม

ลุ่มแม่น้ำโขง

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ตามที่โครงการสหรัฐอเมริกาศึกษาได้ไปร่วมจัดการประชุมในหัวข้อรัฐบาลสหรัฐ ประเทศไทยกับลุ่มแม่น้ำโขงที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ครั้งนี้จึงขอมองอเมริกาในมุมมองของลำน้ำโขงดูบ้าง ซึ่งว่ากันไปแล้ว แม้จะไม่ใช่ประเด็นเด่นดังอะไรในตอนนี้ แต่ก็น่าศึกษาติดตามอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับท่าทีของสหรัฐในบริเวณดังกล่าว ที่จะทำให้ลุ่มแม่น้ำโขงกลับมามีบทบาทสำคัญในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอีกครั้ง และกลายเป็นบริเวณแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจน้อยใหญ่อย่างน่าสนใจมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
 

ความเดิมนั้น สหรัฐเคยมีบทบาทอยู่มากในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงของจีน ไทย และอีก 4 ประเทศเพื่อนบ้านเรา โดยเฉพาะในช่วงสมัยสงครามเวียดนาม แต่หลังจากถอนทหารออกไปก็ดูเหมือนจะปล่อยบริเวณนี้ให้เป็นที่เข้ามาขยายบทบาทของประเทศอื่นมากขึ้น อย่างญี่ปุ่นและจีนที่ได้เข้ามาลงทุนด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาในบริเวณนี้ เกี่ยวพันใกล้ชิดกับประเทศฝั่งโขงที่ร่ำรวยทางทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปาล์ม ยางพารา แร่ธาตุมากมาย และที่สำคัญ คือ พลังงานน้ำจากแม่น้ำโขงที่สามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งประเทศเหล่านี้ที่รวมจีนได้ก่อตัวขึ้นเป็นโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion-GMS) ในปี พ.ศ. 2535 โดยได้รับการสนับสนุนหลักจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) และในอีกสามปีต่อมา 4 ประเทศที่ไม่รวมจีนและพม่าได้จัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกันขึ้น เพื่อดูแลการบริหารจัดการแม่น้ำโขงโดยตรง (Mekong River Commission-MRC) โดยจีนและพม่าได้เข้าเป็นคู่เจรจาในฐานะประเทศต้นน้ำในปีต่อมา
 

ภายหลังจากนั้น จีนก็ได้เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในบริเวณด้านล่างของลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมในประเทศเองที่จำเป็นต้องอาศัยวัตถุดิบธรรมชาติ เส้นทางการค้าการคมนาคมเชื่อมเขตด้อยพัฒนาทางภาคตะวันตกเข้ากับพื้นที่ด้านล่างของลุ่มน้ำโขงลงมาทางภูมิภาคของอาเซียนมากขึ้น และที่สำคัญ พลังงานไฟฟ้าที่ผลักดันให้จีนต้องสร้างเขื่อนต้นน้ำโขง สร้างความขุ่นเคืองให้กับประเทศปลายน้ำไปแล้วในเรื่องผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบวิถีชีวิตทางน้ำของคนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
 

ในขณะที่จีนกำลังแซงหน้าญี่ปุ่นในการขยายอิทธิพลลงไปทางลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง สหรัฐที่ได้ไปทบทวนบทบาทของตนเองที่ห่างหายไปจากภูมิภาคนี้จนเกินงาม ก็ได้กลับมาทวงเอาอิทธิพลของตนเองคืนบ้าง โดยการประกาศของรัฐมนตรีต่างประเทศคลินตันที่ได้ถูกอ้างอิงไปหลายครั้งแล้วว่าสหรัฐได้กลับมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว โดยไม่ใช่แต่เฉพาะการมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนด้วยตัวเอง แต่ยังหมายรวมถึงการเริ่มบทบาทใหม่ของสหรัฐในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย โดย สหรัฐได้อาศัยเวทีการมารวมตัวของผู้นำประเทศอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพไปเมื่อปีที่ผ่านมาที่ภูเก็ต เป็นเวทีประกาศแนวคิดในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงกับอีก 4 ประเทศเขตลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้อันได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม (Lower Mekong Initiative-LMI) ซึ่งจะเน้นการให้การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา และสาธารณูปโภค และต่อมายังได้ประกาศความร่วมมือพัฒนาการดูแลจัดการน้ำระหว่างคณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขงและคณะกรรมการลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ (Mississippi River Commission) ในสหรัฐด้วย โดยจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทั้งสองแม่น้ำมีลักษณะทางกายภาพ และระบบจัดการน้ำที่สามารถมาร่วมพัฒนาด้วยกันได้บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและความรู้ระหว่างกัน ถึงแม้จะห่างไกลกันหลายพันไมล์อยู่ ที่ทำให้ฟังดูเหมือนเป็นความร่วมมือที่ห่างเหิน แต่ในทางนโยบาย ก็คือ ส่วนหนึ่งของการเพิ่มบทบาทที่สำคัญขึ้นของสหรัฐในบริเวณนี้นั่นเอง
 

การเพิ่มบทบาทดังกล่าวถือว่าจำเป็นอยู่ในยุคนี้ ที่สถานะของจีนเป็นที่ยอมรับว่ามีความใกล้ชิดและสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อภูมิภาคนี้ แม้สหรัฐจะชี้แจงไปในหลายโอกาสแล้วว่าไม่มีปัญหากับการผงาดขึ้นมาของมังกรแห่งเอเชีย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นแบบมีผู้แพ้ผู้ชนะ เนื่องจากสามารถและจำเป็นต้องร่วมมือกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลประโยชน์ของสหรัฐอยู่ที่การสร้างดุลอำนาจในเอเชียเพื่อสร้างความมั่นคง ป้องกันการขึ้นมารุกรานของจีนที่หลายฝ่ายกังวลอยู่ ซึ่งจะกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่รวมเอาผลประโยชน์ของสหรัฐไว้ ในอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ถ้าจีนเติบโตไปเรื่อยๆ แต่ไม่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจรุกราน ก็คงเป็นที่รับได้ของสหรัฐ ซึ่งถ้าว่ากันเช่นนี้ก็คงคล้ายอยู่กับความรู้สึกลึกๆ ของประเทศในภูมิภาคเช่นกันที่ยังต้องการคงอิทธิพลของสหรัฐเอาไว้ในด้านความมั่นคงเพื่อคานอำนาจจากจีน คงไม่อยากปล่อยให้จีนกลายเป็นญี่ปุ่นในอดีตได้
 

ความกังวลในอิทธิพลของจีนเห็นได้ชัดจากข้อมูลของคณะกรรมการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐที่ออกมาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ระบุถึงการยอมรับอิทธิพลของจีนที่ขยายเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค และข้อเสนอแนะทางด้านนโยบายที่สหรัฐควรจะมีในการสัมพันธ์กับภูมิภาค ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในเขตลุ่มแม่น้ำโขงที่ได้กล่าวมานี้ด้วย โดย สหรัฐยังเห็นการเข้ามามีบทบาทในบริเวณนี้เป็นช่องทางเข้ามาดูแลความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับพม่าด้วย
 

ความสามารถของสหรัฐในการเข้ามากระชับความสัมพันธ์กับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยเพียงใดในอนาคตคงต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าสหรัฐจะมองข้ามความสำคัญทางด้านอุดมการณ์ เพื่อเข้าทำงานกับประเทศเหล่านี้ได้ในระดับใด และจะยอมรับความหลากหลายทางค่านิยมและวัฒนธรรมของบริเวณเหล่านี้ได้มากแค่ไหน

 

Tags : โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ขจรปรีย์ ภู่งาม

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement