เมื่อปี ค.ศ. 1999 โรเบิร์ต แบร์โรว์ นักเศรษฐศาสตร์ใหญ่ของอเมริกาได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัย ชื่อว่า ปัจจัยกำหนดความเป็นประชาธิปไตย"
ซึ่งเป็นการศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ช่วยส่งเสริมและฉุดรั้งพัฒนาการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ หากใช้แบบจำลองจากงานวิจัยเรื่องนี้มาเป็นฐานในการพยากรณ์ โดยสมมติว่านโยบายการพัฒนาของเราเป็นการเดินตามรอยเท้าของประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ได้ภายในปี 2540 แสดงว่า ตอนนี้เราล่าช้ากว่ากำหนดไปแล้วถึง 15 ปี
เพื่อให้เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากผลการพยากรณ์ ผู้เขียนจะขอเริ่มด้วยการอธิบายความเชื่อมโยงกันระหว่างเศรษฐศาสตร์กับประชาธิปไตย แล้วจึงอธิบายถึงสาเหตุของความล่าช้าที่เกิดขึ้น
ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก การเมืองเป็นเกมที่มีผู้เล่นสองกลุ่ม คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และพรรคการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายนำเสนอนโยบายต่อประชาชน ประชาชนจึงเป็นผู้ซื้อและพรรคการเมืองเป็นผู้ขายในตลาดการเมือง เมื่อนำเอาตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าการแข่งขันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเข้ามาจับ การแข่งขันทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของสังคม
ด้วยหลักการคิดแบบนี้ ระบบการเมืองที่ดี คือ ระบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นกลาง ประชาชนคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล โดยการเปรียบเทียบประโยชน์และต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง ประชาชนมีโอกาสแสดงความเห็นของตนเองได้อย่างอิสระ พรรคการเมืองได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันเพื่อนำเสนอนโยบายของตนให้ประชาชนได้รับรู้และตัดสินใจ
ภายใต้เงื่อนไขข้างต้น พรรคการเมืองไหนที่เสนอนโยบายโดนใจประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นผู้กำชัยในการเลือกตั้ง จุดนี้เองที่เศรษฐศาสตร์และการเมืองมาบรรจบกัน เนื่องจากระบบประชาธิปไตยเป็นกลไกทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในทางเศรษฐศาสตร์ โจทย์ที่จะต้องขบให้แตก เพื่อให้กลไกของประชาธิปไตยสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมีอยู่สองข้อด้วยกัน
ข้อแรก คือ ทำอย่างไรประชาชนจึงจะสามารถคิดและแสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริงของตนให้พรรคการเมืองได้รับรู้ มีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายและผู้สมัครของแต่พรรคการเมืองอย่างเพียงพอเพื่อจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนได้อย่างมีเหตุมีผล
การทำเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณให้พรรคการเมืองรับรู้ว่าประชาชนจะเลือกพรรคที่ให้ความสำคัญกับความต้องการที่แท้จริงของตนเองเท่านั้น ไม่ได้เลือกเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้นหรืออามิสสินจ้าง ดังนั้น ทางเลือกเดียวที่พรรคการเมืองจะชนะการเลือกตั้งได้ ก็คือ ต้องนำเสนอนโยบายให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ พรรคไหนที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง
ข้อที่สอง คือ ทำอย่างไรพรรคการเมืองจึงจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้ง
นักการเมืองทุกคนลงสมัครรับเรื่องตั้งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง โดยนิยามของคำว่า “ประโยชน์” สำหรับผู้สมัครแต่ละคนมีความแตกต่างกัน บางคนมีความสุขจากการได้รับใช้ชาติ บางคนต้องการสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล แต่ก็มีเหมือนกันที่เล่นการเมืองเพราะต้องการแสวงหาอำนาจและความมั่งคั่ง ซึ่งกลุ่มหลังสุดนี้เองที่เป็นปัญหาใหญ่ของการพัฒนาประชาธิปไตย
การใช้กฎหมายบังคับให้พรรคการเมืองรักษาสัญญาทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะพิสูจน์ได้ยากว่าพรรคการเมืองได้ทำตามสัญญาหรือยัง พรรคการเมืองอาจจะอ้างว่ากำลังดำเนินการอยู่แต่ยังไม่เสร็จสิ้น แล้วคอยผัดวันประกันพรุ่งซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ซ้ำร้ายหน่วยงานที่จะเข้ามาตรวจสอบเองก็อาจถูกแทรกแซง โดยพลังทางการเมืองได้เช่นกัน
ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้ ก็คือ การส่งเสริมให้มีการลงโทษโดยภาคประชาชน ไม่ใช่ด้วยการไปประท้วงหน้าทำเนียบ ไม่ใช่ด้วยการเดินขบวนปิดถนน แต่เป็นการลงโทษด้วยการไม่เลือกพรรคการเมืองนั้นอีกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหากไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้
การทำเช่นนี้จะบังคับให้พรรคการเมืองต้องคิดไกล ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้น ถึงบางคนในพรรคหวังรวยด้วยการเล่นการเมืองเพียงสมัยเดียวแล้วโกงกินสะบั้นหั่นแหลก แต่สมาชิกพรรคคนอื่นที่หวังจะอยู่ยาวก็จะรวมตัวกันคอยคัดค้าน แม้จะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยยังก็ควบคุมไม่ให้เหล่าคนโกงชาติโกงแผ่นดินเหล่านี้มูมมามจนเกินไป
การที่คนไทยจำนวนหนึ่งเลือกผู้สมัครจากความรู้จักมักคุ้น ผลประโยชน์ระยะสั้น อามิสสินจ้าง หรือถูกข่มขู่บังคับ เมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องสนใจว่าความต้องการที่แท้จริงของประชาชนคืออะไร
นอกจากนี้แล้ว การที่สังคมไทย “ขี้ลืม” และให้อภัยกับนักการเมืองมากเกินไปก็ทำให้นักการเมืองของเราได้ใจ คำสัญญาต่างๆ ที่ให้ไว้ตอนเลือกตั้งก็เป็นแค่สัญญาลมปากไม่จำเป็นต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เลยสัญญาอะไรก็ได้ อยากได้อะไรรับปากหมด แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่ได้เหมือนที่เคยตกลงไว้ หนำซ้ำ แม้แต่คนที่เคยตกเป็นข่าวโกงกินแต่ยังได้กลับเข้ามาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นวังวน จนทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งพาลเบื่อการเมืองไปในที่สุด
สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยล่าช้ากว่ากำหนดมาแล้วถึง 15 ปี
เราพูดกันถึงรัฐธรรมนูญว่าจะต้องสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวแทนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกลุ่มคนที่ตนเป็นตัวแทนอย่างสมบูรณ์ เพราะในทางปฏิบัติแล้ว การจะทำเช่นนั้นได้จะต้องมีการระดมความเห็นกันตั้งแต่ระดับรากหญ้า แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาประมวลเป็นภาพรวมพร้อมด้วยตัวเลขเชิงสถิติประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การนึกคิดเอาเองของคนเพียงหยิบมือเดียว
สังคมไทยถูกทำให้เชื่อว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญ เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วเดี๋ยวอะไรก็จะดีขึ้นมาเอง ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมได้เปล่งรัศมีบดบังประเด็นอื่นๆ ที่ควรทำก่อนหรือทำควบคู่กันไปกับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการปฏิรูปความคิดและพฤติกรรมทางการเมืองของคนไทย อาจจะเป็นเพราะว่าประเด็นหลังนี้ทำได้ยากกว่าและใช้เวลานาน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรที่แก้ยากแก้นานก็ยิ่งต้องเริ่มให้เร็ว เพราะยิ่งเริ่มช้ากว่าจะแก้ปัญหาได้ก็ยิ่งนานเข้าไปอีก
ปัญหาในบ้านเมืองเราเกิดจาก “คน” ไม่ได้เกิดจากตัวหนังสือ หากมัวแต่มาสนใจกับการแก้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวโดยหวังว่าตัวหนังสือจะไปแก้พฤติกรรมของคนก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีประเทศไทย จึงจะมีประชาธิปไตยของจริงเสียที
หมายเหตุ : ปรับปรุงมาจากบทความชื่อเดียวกันของผู้เขียนที่เคยตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2551
Tags : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น