กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 10:00
เกียรติอนันต์  ล้วนแก้ว
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

ฟรีด้อมเฮ้าส์กับมุมที่ไม่ได้มอง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ตอนที่เกิดการปฏิวัติในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ผู้นำของประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งได้ออกมาแสดงความเห็น

ว่าไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ  ต้องการให้ประเทศกลับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยโดยเร็ว 


องค์กรนานาชาติที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ในตอนนั้น คือ ฟรีด้อมเฮ้าส์ (Freedom House)  ฟรีดอมเฮ้าส์ประกาศตัวอยู่เสมอว่า  ตนเองมุ่งส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นโลก  โดยเชื่อว่า  ประชาธิปไตยเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนจะมีอิสรภาพได้ 
 

เว็บไซต์ของฟรีด้อมเฮ้าส์มีการจัดกลุ่มประเทศทั่วโลกออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน  กลุ่มแรก คือ ประเทศที่ถูกประเมินว่ามีความเป็นประชาธิปไตย  มีสิทธิเสรีภาพ  ประเทศในกลุ่มนี้ คือ ประเทศสีเขียว  ประเทศ กลุ่มต่อมา เป็น ประเทศสีเหลือง  เนื่องจากเป็นประเทศที่ยังมีประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์  มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในบางเรื่อง  กลุ่มสุดท้าย เป็นประเทศที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ  ประชาชนถูกลิดรอนเสรีภาพไปจนแทบหมดสิ้น  สีประจำประเทศกลุ่มสุดท้ายนี้ คือ สีน้ำเงินเข้ม  สำหรับประเทศไทย  เราถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสีเหลืองมาตั้งแต่สมัยนายกฯ ทักษิณแล้ว  
 

หลังจากเกิดการปฏิวัติในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549  ฟรีดอมเฮ้าส์ออกมาฟันธงตั้งแต่ไก่โห่ว่า  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  แถลงการณ์ฉบับจริงค่อนข้างยาว  แต่ถ้าจะเอาเฉพาะใจความสำคัญของแถลงการณ์  พอจะสรุปได้ดังนี้
 

“ฟรีด้อมเฮ้าส์ขอประณามการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในวันนี้  ตอนนี้ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินต่อไปได้   เมื่อไรเกิดการยึดอำนาจ  ผู้ยึดอำนาจก็มักอ้างเหตุผลเกี่ยวกับการสร้างความเป็นประชาธิปไตยและปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง  ซึ่งตามหลักประชาธิปไตยแล้ว  ไม่ว่าเหตุผลของการยึดอำนาจคืออะไร  การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้  ฟรีด้อมเฮ้าส์จึงของประณามการกระทำที่เกิดขึ้น  และหวังว่าประเทศไทยจะกลับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยโดยเร็ว”
 

ผ่านมา 6 ปี  ผลการจัดอันดับล่าสุด  ที่เพิ่งจะเปิดเผยในช่วงต้นปี พ.ศ. 2555  ฟรีด้อมเฮ้าส์  ระบุว่า ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น  เพราะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554  และพรรคฝ่ายค้านในสมัยนั้นได้กลับมาเป็นรัฐบาล
 

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง  ผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า  ประชาธิปไตยสามารถวัดกันได้ด้วยหรือ 
 

ทำไมเราต้องเชื่อตาม “วิถีทางแห่งประชาธิปไตย”  ในแบบของเขา
 

พวกเขาเป็นใครกันถึงได้มาบอกว่า  ประเทศโน้นมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าประเทศนี้ ประเทศไทยในวันนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปีที่ผ่านมา พวกเขารู้จักประเทศไทยดีแค่ไหน
 

เจ้าหน้าที่บางคนของเขาอาจเคยเดินทางมาประเทศไทย แต่เขาไม่ใช่ “คนไทย”  จะมีสักกี่คนในฟรีดอมเฮ้าส์จะมีสักกี่คนที่น้ำตาคลอเบ้า ยามได้เห็นในหลวงทรงโบกพระหัตถ์ให้กับเหล่าพสกนิกรของพระองค์  มีสักกี่คนที่จะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนคนไทยยามที่เห็นเพื่อนร่วมผืนแผ่นดินต้องมาทะเลาะกันเอง
 

ตอนที่ฟรีด้อมเฮ้าส์ออกแถลงการณ์ต่อต้านการปฏิวัติ พวกเขาไม่ได้พยายามอธิบายเลยด้วยซ้ำว่า ถ้าการยึดอำนาจคราวนี้มันแย่ขนาดนั้นจริง แล้วทำไมรถถังจึงถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้จากประชาชน
 

ถ้าคนไทยไม่เห็นกับการกระทำนี้ แล้วทำไมยังมีคนนำอาหารไปให้เหล่าทหารที่คอยดูแลตรวจตราสถานที่ต่างๆ 
 

ถ้าการยึดอำนาจจะนำไปสู่เผด็จการ เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ แล้วทำไมหลายคนถึงยังไปถ่ายรูปกับเหล่าทหารและยุทโธปกรณ์ราวกับเป็นงานรับปริญญา 
 

พวกเขาอาจจะ “รู้” ว่าผ้าสีเหลืองที่ปลายกระบอกปืนเป็นสื่อแทนความหมายของอะไร แต่พวกเขาไม่มีวัน “รู้สึก” ถึงพันธสัญญาของผ้าสีเหลืองหรอก ว่า  มันคือสิ่งที่คอยเตือนให้เหล่าทหารและประชาชนในประเทศสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าทุกคนเป็นก้อนดินของพ่อเหมือนกัน เป็นญาติพี่น้องร่วมผืนแผ่นดินเดียวกัน 
 

ที่น่าสังเกต ก็คือ ในตอนที่ประเทศไทยเกิดการปฏิวัติ ประเทศฮังการีและไต้หวันซึ่งฟรีดอมเฮ้าส์จัดให้เป็นประเทศสีเขียว หรือพูดง่ายๆ ก็คือประเทศชั้นดีกว่าไทย กลับมีปัญหาแบบเดียวกับเรา  มีการประท้วงเพื่อขับไล่ผู้นำ  แถมในฮังการีมีความรุนแรงกว่าบ้านเรามากมายนัก  มีการปะทะกัน  มีการทำลายทรัพย์สินและสถานที่ราชการ  ไต้หวันเองบรรยากาศก็ยังคุกรุ่นพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ  ถ้าจะประณามประเทศไทย  ก็น่าจะกลับไปดูผลงานของประเทศชั้นดีเหล่านี้ด้วย 
 

จริงอยู่ ประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัย แต่ประชาธิปไตยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว การจะเอาไม้บรรทัดอันเดียวกันไปเที่ยววัดคนโน้นคนนี้แล้วชี้นิ้วตัดสินจึงไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ ไม่มีประเทศไหนที่มีประวัติศาสตร์เหมือนกัน  ไม่มีประเทศไหนที่มีวัฒนธรรมเหมือนกัน ไม่มีประเทศไหนที่มีโครงสร้างประชากรเหมือนกัน  ไม่มีประเทศไหนที่คนทุกคนคิดเหมือนกัน ในเมื่อมีความแตกต่างมากมายขนาดนี้ แล้วทำไมวิถีทางของประชาธิปไตยของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไม่ได้ 
 

นี่คือ มุมที่พวกเขาไม่ได้มอง หรือตั้งใจที่จะมองข้ามไป
 

เมื่อก่อน  เรามัวแต่ห่วงภาพพจน์ของประเทศ  เพราะกลัวว่าเวลาเอสแอนด์พีประกาศอันดับความน่าเชื่อถือของไทย  อันดับเราจะลดลง  นักลงทุนก็ไม่มาลงทุน  ไอเอ็มเอฟออกมาแสดงความเห็นแต่ละที  ก็กลายเป็นข่าว  ต้องตามแก้ข่าวกันพัลวัน  เลยมีเวลาสนใจแก้ปัญหาในบ้านในเมืองน้อยลงกว่าเดิม  จะทำอะไรก็กลัวไปหมด  สุดท้ายประเทศไทยเลยต้องเล่นตามเกมที่คนอื่นเขาวางไว้
 

ฟรีดอมเฮ้าส์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของทัศนคติ “ดำ-ขาว” ของตะวันตก ซึ่งครอบงำทิศทางการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจของโลกนี้มานับร้อยปี  การนำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้ทั้งดุ้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เหมาะสมกับบ้านเมืองของเรา (และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ) ประชาธิปไตยเป็นเพียงแนวคิด ส่วนวิธีการนั้น  ต้องหากันเอาเอง 
 

จริงอยู่  การเมืองบ้านเราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด  แต่หากมองกันยาวๆ  หกสิบกว่าปีมานี้เราก้าวหน้าไปมากพอสมควร  นานาชาติจะมองเรา  วิพากษ์วิจารณ์เราอย่างไรก็ควรฟังหูไว้หู  ตามหลักกาลามสูตร 10  สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือสังคมไทยต้องหาคำตอบให้ได้ว่า  จากนี้ไป  วิถีทางแห่งประชาธิปไตยของไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

Tags : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement