ตอนที่เกิดการปฏิวัติในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ผู้นำของประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งได้ออกมาแสดงความเห็น
ว่าไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ ต้องการให้ประเทศกลับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยโดยเร็ว
องค์กรนานาชาติที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ในตอนนั้น คือ ฟรีด้อมเฮ้าส์ (Freedom House) ฟรีดอมเฮ้าส์ประกาศตัวอยู่เสมอว่า ตนเองมุ่งส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นโลก โดยเชื่อว่า ประชาธิปไตยเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนจะมีอิสรภาพได้
เว็บไซต์ของฟรีด้อมเฮ้าส์มีการจัดกลุ่มประเทศทั่วโลกออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก คือ ประเทศที่ถูกประเมินว่ามีความเป็นประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ ประเทศในกลุ่มนี้ คือ ประเทศสีเขียว ประเทศ กลุ่มต่อมา เป็น ประเทศสีเหลือง เนื่องจากเป็นประเทศที่ยังมีประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในบางเรื่อง กลุ่มสุดท้าย เป็นประเทศที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ประชาชนถูกลิดรอนเสรีภาพไปจนแทบหมดสิ้น สีประจำประเทศกลุ่มสุดท้ายนี้ คือ สีน้ำเงินเข้ม สำหรับประเทศไทย เราถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสีเหลืองมาตั้งแต่สมัยนายกฯ ทักษิณแล้ว
หลังจากเกิดการปฏิวัติในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ฟรีดอมเฮ้าส์ออกมาฟันธงตั้งแต่ไก่โห่ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แถลงการณ์ฉบับจริงค่อนข้างยาว แต่ถ้าจะเอาเฉพาะใจความสำคัญของแถลงการณ์ พอจะสรุปได้ดังนี้
“ฟรีด้อมเฮ้าส์ขอประณามการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตอนนี้ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เมื่อไรเกิดการยึดอำนาจ ผู้ยึดอำนาจก็มักอ้างเหตุผลเกี่ยวกับการสร้างความเป็นประชาธิปไตยและปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง ซึ่งตามหลักประชาธิปไตยแล้ว ไม่ว่าเหตุผลของการยึดอำนาจคืออะไร การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ฟรีด้อมเฮ้าส์จึงของประณามการกระทำที่เกิดขึ้น และหวังว่าประเทศไทยจะกลับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยโดยเร็ว”
ผ่านมา 6 ปี ผลการจัดอันดับล่าสุด ที่เพิ่งจะเปิดเผยในช่วงต้นปี พ.ศ. 2555 ฟรีด้อมเฮ้าส์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และพรรคฝ่ายค้านในสมัยนั้นได้กลับมาเป็นรัฐบาล
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยสามารถวัดกันได้ด้วยหรือ
ทำไมเราต้องเชื่อตาม “วิถีทางแห่งประชาธิปไตย” ในแบบของเขา
พวกเขาเป็นใครกันถึงได้มาบอกว่า ประเทศโน้นมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าประเทศนี้ ประเทศไทยในวันนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปีที่ผ่านมา พวกเขารู้จักประเทศไทยดีแค่ไหน
เจ้าหน้าที่บางคนของเขาอาจเคยเดินทางมาประเทศไทย แต่เขาไม่ใช่ “คนไทย” จะมีสักกี่คนในฟรีดอมเฮ้าส์จะมีสักกี่คนที่น้ำตาคลอเบ้า ยามได้เห็นในหลวงทรงโบกพระหัตถ์ให้กับเหล่าพสกนิกรของพระองค์ มีสักกี่คนที่จะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนคนไทยยามที่เห็นเพื่อนร่วมผืนแผ่นดินต้องมาทะเลาะกันเอง
ตอนที่ฟรีด้อมเฮ้าส์ออกแถลงการณ์ต่อต้านการปฏิวัติ พวกเขาไม่ได้พยายามอธิบายเลยด้วยซ้ำว่า ถ้าการยึดอำนาจคราวนี้มันแย่ขนาดนั้นจริง แล้วทำไมรถถังจึงถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้จากประชาชน
ถ้าคนไทยไม่เห็นกับการกระทำนี้ แล้วทำไมยังมีคนนำอาหารไปให้เหล่าทหารที่คอยดูแลตรวจตราสถานที่ต่างๆ
ถ้าการยึดอำนาจจะนำไปสู่เผด็จการ เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ แล้วทำไมหลายคนถึงยังไปถ่ายรูปกับเหล่าทหารและยุทโธปกรณ์ราวกับเป็นงานรับปริญญา
พวกเขาอาจจะ “รู้” ว่าผ้าสีเหลืองที่ปลายกระบอกปืนเป็นสื่อแทนความหมายของอะไร แต่พวกเขาไม่มีวัน “รู้สึก” ถึงพันธสัญญาของผ้าสีเหลืองหรอก ว่า มันคือสิ่งที่คอยเตือนให้เหล่าทหารและประชาชนในประเทศสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าทุกคนเป็นก้อนดินของพ่อเหมือนกัน เป็นญาติพี่น้องร่วมผืนแผ่นดินเดียวกัน
ที่น่าสังเกต ก็คือ ในตอนที่ประเทศไทยเกิดการปฏิวัติ ประเทศฮังการีและไต้หวันซึ่งฟรีดอมเฮ้าส์จัดให้เป็นประเทศสีเขียว หรือพูดง่ายๆ ก็คือประเทศชั้นดีกว่าไทย กลับมีปัญหาแบบเดียวกับเรา มีการประท้วงเพื่อขับไล่ผู้นำ แถมในฮังการีมีความรุนแรงกว่าบ้านเรามากมายนัก มีการปะทะกัน มีการทำลายทรัพย์สินและสถานที่ราชการ ไต้หวันเองบรรยากาศก็ยังคุกรุ่นพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ถ้าจะประณามประเทศไทย ก็น่าจะกลับไปดูผลงานของประเทศชั้นดีเหล่านี้ด้วย
จริงอยู่ ประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัย แต่ประชาธิปไตยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว การจะเอาไม้บรรทัดอันเดียวกันไปเที่ยววัดคนโน้นคนนี้แล้วชี้นิ้วตัดสินจึงไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ ไม่มีประเทศไหนที่มีประวัติศาสตร์เหมือนกัน ไม่มีประเทศไหนที่มีวัฒนธรรมเหมือนกัน ไม่มีประเทศไหนที่มีโครงสร้างประชากรเหมือนกัน ไม่มีประเทศไหนที่คนทุกคนคิดเหมือนกัน ในเมื่อมีความแตกต่างมากมายขนาดนี้ แล้วทำไมวิถีทางของประชาธิปไตยของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไม่ได้
นี่คือ มุมที่พวกเขาไม่ได้มอง หรือตั้งใจที่จะมองข้ามไป
เมื่อก่อน เรามัวแต่ห่วงภาพพจน์ของประเทศ เพราะกลัวว่าเวลาเอสแอนด์พีประกาศอันดับความน่าเชื่อถือของไทย อันดับเราจะลดลง นักลงทุนก็ไม่มาลงทุน ไอเอ็มเอฟออกมาแสดงความเห็นแต่ละที ก็กลายเป็นข่าว ต้องตามแก้ข่าวกันพัลวัน เลยมีเวลาสนใจแก้ปัญหาในบ้านในเมืองน้อยลงกว่าเดิม จะทำอะไรก็กลัวไปหมด สุดท้ายประเทศไทยเลยต้องเล่นตามเกมที่คนอื่นเขาวางไว้
ฟรีดอมเฮ้าส์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของทัศนคติ “ดำ-ขาว” ของตะวันตก ซึ่งครอบงำทิศทางการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจของโลกนี้มานับร้อยปี การนำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้ทั้งดุ้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เหมาะสมกับบ้านเมืองของเรา (และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ) ประชาธิปไตยเป็นเพียงแนวคิด ส่วนวิธีการนั้น ต้องหากันเอาเอง
จริงอยู่ การเมืองบ้านเราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด แต่หากมองกันยาวๆ หกสิบกว่าปีมานี้เราก้าวหน้าไปมากพอสมควร นานาชาติจะมองเรา วิพากษ์วิจารณ์เราอย่างไรก็ควรฟังหูไว้หู ตามหลักกาลามสูตร 10 สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือสังคมไทยต้องหาคำตอบให้ได้ว่า จากนี้ไป วิถีทางแห่งประชาธิปไตยของไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
Tags : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น