กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 8 เมษายน 2553 15:02
เกียรติอนันต์  ล้วนแก้ว
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

คาร์ล มาร์กซ เสื้อแดงพันธุ์แท้

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หากเสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกกดขี่จากรัฐ เป็นผู้เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ มีความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น จนแทบไม่มีที่ยืนในระบบทุนนิยม

ภาพความเป็น "ซ้าย" ของเสื้อแดงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก คงไม่ผิดที่จะยกให้ คาร์ล มาร์กซ เป็นบรรพบุรุษทางความคิดของคนเสื้อแดง
 

คาร์ล มาร์กซ เชื่อว่า สังคมที่ขาดความเท่าเทียมกัน ไม่มีวันจะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะชีวิตที่ถูกกดขี่นั้น จะกลายเป็นความเจ็บปวดสะสมในสังคมที่รอวันระเบิด สำหรับมาร์กซแล้ว ระบบทุนนิยมมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี กดขี่ผู้ที่ด้อยกว่าได้อย่างสะดวกโยธินเป็นที่สุด
 

แม้ว่าภาพลักษณ์ของมาร์กซจะเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมแบบสุดขั้ว จนดูเหมือนจะอยู่คนละด้านกับนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่บูชาจัดสรรทรัพยากรโดยใช้กลไกตลาด แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ความเชื่อของมาร์กซในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันนี้ ไม่ได้ค้านกับความคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเลยแม้แต่น้อย! 
 

สมมติว่า วันนี้เป็นแรกของการสร้างโลก ทุกคนเกิดมามีที่ดินเท่ากัน มีบ้านคนละหลัง มีรถคนละคัน มีเงินติดตัวมาแต่เกิดเท่ากัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเลย ลองนึกดูว่า อีกห้าร้อยปีข้างหน้า ความเท่าเทียมกันนี้จะยังคงอยู่หรือไม่?
 

ไม่อย่างแน่นอน
 

ความแตกต่างที่เกิดขึ้นห้าร้อยปีให้หลัง เป็นเพราะแต่ละคนเกิดมาพร้อมด้วยความถนัดที่แตกต่างกัน โอกาสในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ระดับการประสบความสำเร็จในชีวิตจึงไม่เท่ากัน สุดท้าย ความแตกต่างทางเศรษฐกิจก็ยังต้องเกิดขึ้นอยู่ดี เพียงแต่ในระบบทุนนิยมสุดขั้ว ความแตกต่างนี้จะเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงที่สุด เราจะเห็นคนอยู่บ้านหลังใหญ่โตหรูหราและคนอดตายริมถนน โดยที่รัฐไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ  
 

สังคมแบบนี้เป็นสังคมที่ไม่พึงประสงค์ เพียงแต่ในความเป็นจริงแล้ว 
 

ตราบใดที่ทุกคนยังต้องทำมาหากิน ยังมีการแบ่งงานกันทำ
 

ตราบใดที่คนเรายังต้องพึ่งพากันและกัน
 

ตราบใดที่ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง
 

ตราบนั้น ความไม่เท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
 

มาร์กซเองรู้ซึ้งในเรื่องนี้ดี เพราะตลอดชีวิตของเขาอยู่อย่างยากจน บางช่วงของชีวิตต้องระหกระเหเร่ร่อน พบกับความทุกข์ยากด้วยตัวเอง อดมื้อกินมื้อ อยู่ในบ้านซอมซ่อ อุปสรรคในชีวิตเหล่านี้ทำให้เขาเข้าใจหัวอกคนจน คนถูกกดขี่ได้อย่างถึงแก่น เขาถึงได้เสนอสังคมอุดมคติที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
 

ในฐานะนักอุดมคติ หน้าที่ของมาร์กซ คือ การนำเสนอสิ่งที่เขาเชื่อ แล้วปล่อยให้สังคมตัดสินว่า จะเราเอาความเชื่อของเขาไปใช้มากน้อยแค่ไหน
 

หากใครได้อ่านงานเขียนของมาร์กซอย่างละเอียดจะรู้ว่า เขาไม่ได้เป็นคนมองโลกอย่างสุดโต่ง ตัดขาดจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม มาร์กซมีความลุ่มลึกเกี่ยวกับความเป็นไปของโลกในระดับหาตัวจับยาก หลายๆ ที่ในงานเขียน "ว่าด้วยทุน" ของเขา มีการอ้างถึงเหตุการณ์ในโลกเป็นความเป็นจริง มาร์กซเห็นความสำคัญของพลังสะสมของสังคม ที่ทำให้เกิดการวัฏจักรของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับ ของสังคม ว่า มีส่วนช่วยให้สังคมก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเป็นการมองที่ล้ำหน้ากว่านักคิดในยุคเดียวกันไปหลายขุม 
 

แล้วคนที่มีมุมมองที่ลึกซึ้งเช่นนี้ มีหรือที่จะไม่รู้ว่า สังคมในอุดมคติของเขานั้น ไม่มีทางจะเป็นจริงได้
 

สาเหตุที่เขาเลือกจะเขียนมุมมองที่สุดโต่งแบบนี้ เพราะต้องการเสนอไม้บรรทัดทางสังคม เพื่อให้รู้ว่า สังคมที่ควรจะเป็นมีหน้าตาเช่นไร แล้วเอาไม้บรรทัดนี้ไปวัดว่า ตอนนี้สังคมของเราห่างจากสิ่งที่ควรจะเป็นไปมากน้อยแค่ไหน เป็นการป้องกันไม่ให้สังคมมุ่งหน้าไปสู่การทำลายล้างตัวเอง
 

ไม่มีสังคมไหนที่ไว้ใจให้พลังทุนนิยมสามารถแผลงฤทธิ์ได้ตามใจชอบ ความจริงแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจมีการพัฒนา หน่วยงานและกฎหมายสำหรับควบคุมพฤติกรรมของพลังทุนนิยมก็มีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว 
 

นโยบายสาธารณะของประเทศทุกประเทศในโลก ต่างก็มีกลิ่นอายของมาร์กซแฝงอยู่ทั้งนั้น นโยบายด้านการประกันสุขภาพของอเมริกาที่เพิ่มจะกลายเป็นกฎหมาย นโยบายช่วยเหลือคนตกงานของยุโรป การทำประกันสังคมและการลดหย่อนภาษีของไทย คือ ตัวอย่างของนโยบายที่ต้องการโอบอุ้มผู้ได้รับความเดือดร้อน ให้มีหลักประกันขั้นต่ำ ชีวิตไม่ถึงกับต้องเป็นไปตามยถากรรมไปเสียทุกอย่าง
 

คนเสื้อแดงที่กำลังชุมนุมกันอยู่ในตอนนี้ มีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่มาเพราะรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราจริงๆ ไม่ได้มาเพราะเงิน ไม่ได้ถูกหลอกมา เป็นคนที่มาด้วยใจ เป็นคนที่มาด้วยความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง เป็นคนที่มาเพราะต้องการเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเพื่อนร่วมชาติ ต้องการเห็นการเมืองไทยเดินไปข้างหน้า คนเหล่านี้แหละ คือ ลูกหลานพันธุ์แท้ของคาร์ล มาร์กซ คนเหล่านี้แหละที่เป็นผู้รักชาติที่แท้จริง มีแต่พวกเขาเท่านั้น ที่คู่ควรกับการเป็นเสื้อแดงพันธุ์แท้
 

ก้าวต่อไปของคนเสื้อแดงพันธุ์แท้เหล่านี้ คือ การแยกตัวออกจากบรรดาเสื้อแดงเทียม ที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของคนกลุ่มน้อย เพราะตอนนี้ภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงในสายตาของคนในสังคม เป็นแค่การเคลื่อนไหวเฉพาะกิจ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "ป่วนบ้านเมือง สร้างเรื่องยุบสภา หาเงินคืน ยื่นโอกาสให้คุณทักษิณ"
 

คนเสื้อแดงที่เป็นซ้าย ที่ร่วมเคลื่อนไหวตอนนี้มีอยู่พอสมควร หากมีการรวมกลุ่มที่ดี มีเป้าหมายทางสังคมที่ชัดเจน ทำงานอย่างโปร่งใส ถึงไม่จ่ายเงิน ก็มีคนอยากมาเป็นเสื้อแดงพันธุ์แท้อีกเยอะแยะ ถึงตอนนั้น เสื้อแดงพันธุ์แท้จะกลายเป็นพันธมิตรของคนเสื้อขาวและเสื้อชมพู ที่ต้องการเป็นสังคมอยู่ด้วยความสมานฉันท์ เสื้อแดงพันธุ์แท้สามารถเดินกอดคอกับเสื้อเหลืองฮาร์ดคอร์ ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีความโปร่งใสมั่นคง หากทำได้เช่นนี้ เสื้อแดงจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมือง ที่ไม่ว่านักการเมืองหน้าไหนก็ไม่อาจมองข้ามได้
 

ประเทศไทย ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ ความเดือดร้อนของคนไทย หากจะให้แจกแจง คงจะเป็นหางว่าว ยาวหลายสิบกิโล
 

การเมืองไทยที่ยังติดอยู่หล่ม ต้องการคนช่วยกันผลักให้ก้าวไปข้างหน้า
 

สังคมไทยยังต้องการการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ ว่า เราต้องการสังคมแบบไหน
 

ด้วยเหตุนี้ สังคมไทย ไม่สิ! แม้แต่สังคมโลกก็ขาดคนเสื้อแดงพันธุ์แท้ไม่ได้ เพียงแต่คนเสื้อแดงที่โลกต้องการ ควรมีพฤติกรรมและเป้าหมายที่แตกต่างจากสิ่งที่แกนนำการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนพูดและแสดงออกมา การต่อสู้เพื่อผู้ถูกกดขี่ทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่การต่อสู้เพื่อ "ไพร่" ไม่ได้หมายความว่า ผู้ต่อสู้จะต้องทำตัวหยาบคาย กักขฬะ หลอกลวง บิดเบือนความจริง ใช้ความรุนแรง การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่สูงส่ง ต้องมาคู่กับวิถีทางในการต่อสู้ที่สง่างาม
 

การที่คนกรุงและคนไทยจำนวนไม่น้อย มีน้ำอดน้ำทนยอมให้คนเสื้อแดงทำโน่นทำนี่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะอยากให้โอกาสคนเสื้อแดงได้บอกเล่าเรื่องราวจากมุมมองของพวกเขาให้สังคมได้รับรู้ ถึงเวลาแล้ว ที่แดงแท้ต้องแยกตัวออกจากบรรดาแดงเทียม ที่ทำตัวเหมือนนักเลง ใช้วาจามากกว่าปัญญา เป็นคนป่วนมากมากกว่านักปฏิรูป 
 

เสื้อแดงพันธุ์แท้นั้น ต้องมีต่อสู้อย่างขาวสะอาดสง่างาม ให้สมกับอุดมการณ์อันสูงส่ง ที่ต้องการเห็นชีวิตที่ดีกว่าของผู้ด้อยโอกาสในสังคม เหมือนกับที่คาร์ล มาร์กซ อยากให้เกิดขึ้นจริง

 

Tags : คาร์ล มาร์กซ เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16

ผมมีบทความมาฝากอาจารย์เรื่องหนึ่ง คือ ภาษีที่ดินเหมาะทำรัฐสวัสดิการแทนภาษีเงินได้ก้าวหน้า (http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=364&c=1 )
ขอบคุณครับ

จากเว็บเศรษฐศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม
http://utopiathai.webs.com

ความคิดเห็นที่ 15

อาจารย์เขียนดีมากในการปลุกสำนึกให้แดงแท้แยกตัวจากแดงเทียมที่เป็นแกนนำอยู่
ผมสงสัยว่าพวกแดงเทียมจะยึดถือตามความตอนท้ายของแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ (มาร์กซ์หรือเองเกลส์ ?) ดังนี้:

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ต้องการปกปิดอำพรางทรรศนะและความมุ่งหมายของตน พวกเขาประกาศอย่างเปิดเผยว่าจุดหมายของพวกเขาจะบรรลุได้ก็มีแต่ใช้ความรุนแรงโค่นระบอบสังคมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดเท่านั้น ปล่อยให้ชนชั้นปกครองตัวสั่นอยู่เบื้องหน้าการปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ไปเถิด ในการปฏิวัตินี้ชนกรรมาชีพจะไม่สูญเสียอะไรเลยนอกจากโซ่ตรวนเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาจะได้มาก็คือ โลกทั้งโลก
ชนกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน!
(http://www.marxists.org/thai/archive/marx-engels/1848/communist-manifesto/index.htm

ความคิดเห็นที่ 14

อ่านจบแล้วยังคิดไม่ออกว่าแดงแท้ในอุดมคติของคุณ เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว เขาจะมาร่ีวมกลุ่มกับพวกเสื้อแดงกักขยะไปเพื่อ........เพราะหากเขามีความคิดดีขนาดนั้น....คงจะไม่ร่วมเดินแนวทางนี้

ความคิดเห็นที่ 13

เห็นพ้องด้วย สังคมอุดมคติยังคงเป็นความจำเป็น ในโลกที่เป็นจริงมีหลายๆสิ่งที่เป็นปัจจัยแวดล้อมให้สิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็นไม่เป็นไปตามที่คิด แต่การมีอุดมคติที่ดีและมั่นคงคือการมีแนวทางที่จะปรับโน้มชีวิตเข้าหาทางดีเสมอ สังคมไทยต้องสอนลูกหลานเพิ่มอีกอย่างคือการมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นเรื่องสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตัว ถ้าทำได้แล้วเราจะเห็นว่า เรื่องร้อยแปดที่เป็นปัญหามันไม่ใช่ปัญหาเลย
กรณีเรื่องสถาบันและชนชั้น โดยธรรมชาติคนเราเกิดมาก็ไม่เท่ากัน จนตายไปก็ยังคนไม่เท่ากันถ้าเรายังรู้สึกกันแบบนั้น แต่ความเป็นจริงคือเกิดมาตัวเปล่า ตายไปก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ ความต่างอยู่ที่ตอนยังเป็น เราปฏิบัติตัวอย่างไร ทำคุณงามความดีอะไร แบ่งปันอะไร เพราะคนในสังคมมองแต่ตัวเอง เลยไม่เห็นอะไรเลย

ความคิดเห็นที่ 12

Good job with the discussions na ka

ความคิดเห็นที่ 11

คุณลมเหนือครับ....

ผมได้อ่านคำอธิบายแล้ว....เห็นหน้าปกหนังสือของ Voice taksin เล่มล่าสุดแล้ว...(ช่างฮึกเหิม และ เหิมเกริมขึ้นทุกวัน)

ขอบคุณ และยินดีเช่นเดียวกันครับ สำหรับไมตรีอันดีจากกัลยาณมิตร

สำหรับตัวผม "สถาบัน ไม่ใช่สัญญลักษณ์"...สถาบันไปด้วยกันได้ดีกับระบอบการปกครองของไทย

เหตุการณ์หลายครั้งหลายหนในบ้านเมืองเรา...ผ่านเรื่องราวร้ายๆ ได้ ด้วยสถาบัน...เช่น สัมพันธภาพอันดีของสมเด็จพระเทพฯ หรือ ราชวงศ์ กับประเทศจีน...(ประชากรพันกว่าล้านคน)...เป็นความชาญฉลาดขององค์พระประมุขของเราที่ส่งราชวงศ์ไปเจริญสัมพันธไมตรี ไปศึกษา ตลอดเวลาอันยาวนาน...(เรื่องรายละเอียดมากกว่านี้ ไม่ขออธิบาย เดี๋ยว "ลมเหนือ" จะเบื่อ)...แต่นี่คือ เศษเสี้ยวของคุณงามความดี ที่สถาบันมีต่อประเทศของเรา

ทั้งที่ "นักการเมือง" เป็นสิ่งน่ารังเกียจ แต่จำเป็น...ผมสงสัยว่า นักวิชาการต่างๆ ทำไมไม่ช่วยกันหาหนทาง ทำงานวิจัย แก้ไข ปัญหา "การเมือง" "การคอร์รัปชั่น" ในบ้านเมืองของเรา...จริยธรรมนักการเมืองหายไปไหนหมด...ได้รองประธานสภา ขึ้นเวทีม็อบ...จนได้ฉายาว่า "ท่านรองโรมานอฟ"...ได้ สส.(ผู้แทนปวงชนชาวไทย) ตัดต่อเทป ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เหตุการบ้านเมืองบานปลาย ด้วยการตลบแตลงของกลุ่มคนเล็กๆ...ที่ยุยง ปลุกปั่น ให้ชาวบ้านหลงเชื่อ

ได้ความปั่นป่วนในการประชุมสภา...ไม่ยอมให้นับทำให้ขาดองค์ประชุม...(แต่ตัวไปโผล่อยู่ที่เขมร...ไปต้อนรับพ่อของตัวเองที่หนีคุกหนีคดีไป)...ขอโทษที...ที่มีอารมณ์อีกแล้ว

ท้ายนี้...ผมเห็นความดีของ "ระบอบทักษิณ" อยู่บ้าง
1. เผยธาตุแท้ และตัวตนของคนในสังคม...ว่าใครคิดอย่างไร เช่น ซ้ายจัด ขวาจัด
2. เห็นสัจธรรม ว่า อิทธิพลของความโลภ และ อำนาจของเงิน มันร้ายกาจ รุนแรง ล้างผลาญ และ จับประเทศ และ คนทั้งประเทศ เป็นตัวประกันได้จริงๆ
3. เห็นว่า การที่ประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น...พอจะสุขสบายกันอยู่บ้าง...เริ่มขี้เกียจ มีลูกจ้าง (เป็นพม่า เขมร ลาว) ที่อพยพมาอยู่ในไทย...เริ่มเหงากันละมั๊ง เริ่มว่างกัน จึงคิดล้มโน่น ล้มนี่ ตีกันเอง

ขอบคุณครับที่รับฟัง...โอกาสหน้าคุยกันใหม่ครับลมเหนือ...

ความคิดเห็นที่ 10

คห ที่ 1 ครับ

ผมเห็นด้วยกัน คห 1 ว่า พลังตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แต่เราต้องไม่ลืมว่า มาร์กซก็เหมือนคนทั่วไปที่ยังมีความรัก โลก โกรธ หลง เราน่าจะชื่นชมเขาในฐานะนักคิด ที่เสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งของสังคม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับผู้ด้อยโอกาส

ความคิดเห็นที่ 9

กล่าวสวัสดี คุณก๊วยเจ๋ง กัลยาณมิตร ขอความกรุณาอย่าได้ กล่าวโทษ คอลัมภ์นิสต์คนไหนในเวปนี้เลย ที่เขาอาจมีทรรศนะที่แตกต่างออกไป

ความหมายของผมที่ พยายาม เขียนความคิดเห็น ก็เพื่อ ให้เห็นถึงมุมมองของ มนุษย์คนนึงที่เห็นต่างไปเท่านั้น อย่าได้กล่าวโทษเจ้าของพื้นที่แห่งนี ที่เขามีทรรศนะที่ไม่ตรงกับเราเลย

ถ้าสังเกตุจากผู้เขียนบทความนี้ ผมเข้าใจได้ว่า ท่านผู้นี้ก็มีความรักและหวังดีต่อสังคมไทยไม่ต่างจากใครๆ และก็คงไม่ต่างจากบทความของ ท่านอื่นๆ ผมเข้าใจในเจตนาของพวกเขา แต่อาจจะต่างกันที่มุมมองในแต่ละคน

สังคมไทยเราขาด บรรยากาศแห่งการพูดคุย แลกเปลี่ยนกันฉันท์มิตร ให้คิดเสียว่า วิกฤติครั้งนี้ ทำให้คนไทยได้พูดคุยกันเยอะขึ้น ผมว่าก็น่าจะสบายใจขึ้นนะ

ความคิดเห็นที่ 8

คงไม่ใช่ให้แดงพันธุ์แท้ แยกออกจากพันธุ์เทียมเท่านั้น เหลืองก็ต้องแยกออกจากเหลืองเน่าด้วย ถ้าจะบอกว่าทักษิรเลว หรือคิดว่า สนธิ ดี ??? กลับไปตรองใหม่อย่างใช้ข้อมูล เหตุผลมากกว่าอารมณ์นะ ขณะที่เสื้อแดงเขามาเพาะความคับข้องใจเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศณษฐกิจ สังคม และความอยุติธรรม แต่เสื้อเหลืองจำนวนมากกลับมาเพื่อปกป้องสถานภาพที่ได้เปรียบขอตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังจะเห็นปรากฏการณ์ลัทธิ์พวกพ้อง โดยพยายามดึงมือทรงพลังที่ทุกคนต้องแหงนดู เป็นเเป็นเครื่องมือในการเล่นงานศัตรูอย่างขัดกับความชอบธรรมบ่อยๆ สมคบกับกลุ่มทหารที่ถือว่าล้าหลังทางการเมืองจน * ่ไม่กลับมาก่อการยึดอำนาจ แล้วก็ปล่อยให้มีการแบ่งทรัพย์โจรกันเอิกเกริก โดยไม่รู้สึกกระดากปากที่เคยด่าทักษิณมา พล.อ. สนนธิ หลังยึดอำนาจ รวยล้นฟ้าทันที แต่ไม่มีเหลืองหน้าไหนไปตรวจสอบ สนธิ ลิ้ม เพิ่งล้มละลาย กิจการขาดทุนทุกอย่าง แต่ใช้ชีวิตเยี่ยงราชา มีทรัพย์สินที่โกงไปจากประเทศตอนล้มบนฟูกเป็นหมื่นๆล้าน เอาไปแอบไว้ที่เกาะไหหลำ ฮ่องกง ประเทศจีน และที่ต่างๆอีกมากมาย ทำไมเหลืองไม่รียกร้องให้เอามาคืน GT 200 เรือเหาพมหาสนุกของทหาร โกงไทยเข้มแข้ง ทำไมรสนาที่ประกาศตัวว่า ฉันของพิทักษ์ทรัพย์ของแผ่นดิน กลับนิ่งเงียบเหมือนเงินมันอุดปากอยู่ แถมเวลาจะพูดแต่ละครั้งรู้สึกได้เลยว่า เงินที่เข้าท้องเธอมหาศาล มันทำให้เธอเปลี่ยนปหมด จากคนที่เป็นความหวังของประชาชน กลายเป็นผู้ทรยศอยางน่าอดสูที่สุด ASTV กลับกลายเป็นสื่ออันธพาลที่คอยกุข่าวสาดโคลนจนคนที่คิดต่างแทบไม่มีที่ยืนในสังคมไทย พลังแห่งความโกรธแค้นเหล่านี้ จึงระเบิดออกมาเหมือนเขื่อนแตก มองไปที่ไหนก็แดงไปหมด อย่าไปหวังเลยว่าขันทีเฒ่าหรือคนที่อยู่เบื้องหลังจะช่วยพยุงสถานการณ์ในครั้งนี้ได้ เพราะถ้าคืนลงมามากกว่านี้ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่อย่างที่คิดไม่ถึงก็ได้ เตรียมตัวนับถอยหลังได้เลย

ความคิดเห็นที่ 7

สวัสดีครับ...ลมเหนือ

ผมเห็นด้วยกับลมเหนือ...ตรงที่ว่า "พวกนี้ต้องการสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าพวกตัวเองไม่ต้องการสถาบัน" (ขอโทษที่พูดตรงๆ)...เพราะผมโดนด่าว่าบ่อยมากในการแสดงความคิดเห็นในเว็บประชาไท

ผมเคยพูดกับแฟนผมว่า "พวกนักวิชาการ" พวกนี้ มีแนวคิดน่ากลัว ฝังหัวคนรุ่นใหม่...ให้น้อยเนื้อต่ำใจ คลั่งแค้น อาฆาต ชิงชัง ทำลายล้างสิ่งดี...แฟนเราบอกว่ายาก "สมัยนี้เด็กรุ่นใหม่ ไม่คิดเป็นนักรบแล้ว คิดแต่จะเป็นนักร้อง บ้าคลั่งเกาหลี"

นักวิชาการพวกนี้ (ซ้ายจัด) กระจายอยู่ทั่วไป...ในทุกสื่อ ไม่รู้ไปเอาเงินทุนมาจากไหน...ในเว็บกรุงเทพธุรกิจ...(เป็น บมจ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นมาก คงมีกรรมการเป็นคนฟากฝั่ง "ระบอบทักษิณ" ส่งให้มาเขียนบทความประเภทนี้ เพราะทุนเขาเยอะมาก...อาจารย์บางคนเขียนบทความชิ้นหนึ่ง แต่ได้ลงในหลายเว็บ...งานของ อ.ใจ ก็ยังมีอยู่)

เรื่อง "ปฏิวัติ ฝรั่งเศส"....เขาพยายามเขียนบทความอิงแอบ แนวคิดพวกนี้เสมอ...ครั้งหนึ่งอ่านเนชั่นสุดสัปดาห์ นักวิชาการพวกนี้...เขียนเรื่องป้ายการชุมนุม เทียบเคียง กับกิโยติน (เครื่องตัดศีระษะ) ของฝรั่งเศส...ซึ่งที่จริงการพัฒนาของการปกครองของเราไม่เหมือนกับเขา เจ้า หรือ สถาบัน ของเราก็ไม่เหมือนกับเขา

การปกครองของเรา ค่อยๆ เปลี่ยน...จนมาถึงประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ถ้าของฝรั่งเศส เขาสมบูรณาญาสิทธิราช แล้ว เป็นประชาธิปไตยเลย

แต่ "นักวิชาเกิน" พวกนี้ไม่เคยมองรากเหง้าของสังคมไทย...กลับมองเลยไปถึงความไม่เท่าเทียม เรื่องชนชั้น....กลับไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ คือ ความเป็นไทย มีแต่ใครๆ อยากมาอยู่ประเทศของเรา (มีแต่ประเทศอื่นอิจฉา...เราจึงมองพวกนี้มี อีโก้สูง มีความผิดปกติทางจิตใจ...สุขสบายตามอัตภาพแล้วไม่พอใจ...อยากเห็นสงครามกลางเมือง เพื่อสนองตัณหา อุดมคติตัวเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่า เหตุการณ์ในอนาคตจะส่งผลร้ายให้กับประเทศเราอย่างไรบ้าง)

ผมเคยเถียง อ.ใจ ผ่านเว็บไปว่า...ต่อให้ อ.ใจ และ ผม ตายไปอีก 100 ปี หรือ อีก 1,000 ปี ก็ไม่มีวันเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แต่ประเทศไทย...แต่ทุกประเทศในโลกใบนี้ ไม่มีวันเท่าเทียมกัน

เมื่อวาน ได้ดู คม ชัด ลึก แว๊บๆ เห็น อ.วรเจตน์ยังพูดว่า "ฝ่ายนิยมเจ้า" อยู่เลย...ถ้าเราอยู่ตรงหน้าเราจะถามว่า อ.เป็นฝ่ายไหน..."ฝ่ายนิยมทักษิณ หรือ ฝ่ายนิยมทุนสามานย์ดี"

แต่ถ้าไม่ออกทีวี...เขาจะเรียกคนที่เห็นต่างว่า พวกคลั่งเจ้า ขี้ข้าอำมาตย์ พวกโง่ คร่ำครึ พวกไดโนเสาร์

ขอโทษทีที่ผมเขียระบายออกจะสะเปะ สะปะ...แต่ผมอยากถามอาจารย์พวกนี้ว่า...พ่อแม่สอนมั๊ยว่าสถาบันมีบุญคุณกับประเทศชาติบ้านเมืองเราอย่างไรบ้าง...อยากถามพวกเขาว่ามีศาสนาไหม...ถ้ามี นับถือศาสนาอะไร...เคยนั่งสมาธิกันไหม...เคยนึกถึงความตายไหม...แล้วรู้ไหมว่ากิเลส คือ อะไร...ทางใดบ้างที่ดับกิเลส (ความทะยานอยาก) ได้

แต่ก็อีกนั่นแหละ...เขาแยบยลจริงอย่างที่ลมเหนือว่า "ม่ายงั้น เขาจะเชื่อรึว่า ทักษิณ คือ พระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิด มาล้างแค้น"

ความคิดเห็นที่ 6

ปัญหามันอยู่ที่ว่า กลุ่มซ้ายในแดงที่เป็นคนเดินยุทธศาสตร์ จะใช้วิธีคิดในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทย ไปในแนวทางอย่างไร การปฏิวัติโค่นสัญลักษณ์ อย่างฝรั่งเศษ,รัสเซีย,เนปาล หรือ จะบูรณาการให้เป็นวิธีเปลี่ยนผ่านแบบไทยๆ

เพราะจากสุ้มเสียงของกลุ่มแดง การกดขี่ที่พวกเขาได้อธิบาย มันเป็นการกดขี่ที่มุ่งเป้าไปที่ ระบบอำมาตย์และเจ้า ในสังคมที่พวกเขายังมองว่าเป็นสังคม แบบศักดินาชนชั้นอยู่

พวกเขาไม่ได้ อธิบายถึง การกดขี่ที่เกิดขึ้นในสังคม ทุนนิยมแต่อย่างใด เราจึงเห็นภาพมวลชนนั่งชื่นชมและศรัทธา กับทุนใหญ่ อย่างทักษิณ ได้อย่างไม่ได้ขวยเขินอะไร

ลูกหลานของ มาร์ค ที่อาจารย์ได้อธิบาย มันจะเกิดจริงได้ในวิธีคิด ของคนเสื้อแดง หรือ เรากำลัง เผชิญกับ สงครามของการ โค่นล้มเชิงสัญลักษณ์ ที่คล้ายๆกับ ปรากฎการณ์ ในฝรั่งเศษ

ผมนั่งอ่าน บทความและมุมมอง ของ คอลัมนิสต์ ท่านนึง ในเวปนี้ ที่เขาพูดถึงเรื่องสัญลักษณ์ในการปฏิวัติฝรั่งเศษไว้อย่างน่าสนใจ

และผมก็คิดว่า มันกำลังเกิดวิธีคิด แบบนี้ขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ สังเกตุได้ จากวาทกรรม ไพร่ อำมาตย์ หรือ หลายต่อหลายสิ่ง ที่กระบวนการซ้ายฝ่ายนำในฝ่าย สีแดง ได้พยายามสื่อสาร เป็นสัญลักษณ์ออกสู่สังคม ในขณะนี้

พวกซ้ายแดง มีความชาญฉลาดในการขับเคลื่อนกระบวนการนี้อย่างแยบยล หลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาสื่อสารออกมา เขากำลัง สื่อกับคนชั้นกลาง ในสังคมให้เห็นด้วยถึงการขับเคลื่อนครั้งนี้ โดยมีภาพของมวลชนจำนวนมาก มาเป็นข้ออ้างให้ชนชั้นกลางได้เห็นปรากฎการณ์ดังกล่าว ว่าเกิดภาพแห่งความไม่เท่าเทียม การกดขี่ และคนจน เดือดร้อนกับจริงๆกับการมีชนชั้น

แต่พวกเขากลับไม่ได้สื่อสารความตั้งใจอย่างแท้จริง ให้มวลชนได้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา ถึงระดับความกดขี่ ว่าแท้ที่จริงแล้ว คนจน กำลัง โดนการกดขี่จากสังคม ในรูปแบบใด ทุนนิยม หรือ ศักดินาเจ้า

เราจึงมองเห็น การเคลื่อนไหวบางอย่างเช่น สัญลักษณ์ที่ใช้ ในการโจมตี เจ้าอย่างตรงไปตรงมา ในหนังสือ voice taksin ซึ่งผมเชื่อว่า เขาไม่ได้ต้องการสื่อสาร กับมวลชนของพวกเขาหรอก แต่เขากำลังสื่อสารกับชนชั้นกลาง ทั่วๆไปทั้งสังคม ให้เห็นถึงวาระอันเหมาะสมกับการ เปลี่ยนแปลง พลิกแผ่นดินครั้งนี้ ให้คนชั้นกลางได้รับรู้ไว้ว่า

พวกคุณจะรออะไรกันอยู่ เมือภาพของการถูกกดขี่ รังแกซึ่งปรากฎให้เห็นจากจำนวนคนก็มีแล้ว สังคมมีความพร้อมแล้ว อีกไม่นาน มวลชนที่เห็นจะขับเคลื่อนไปในแนวทางของการ "ปฏิวัติประชาชน"
ชนชั้นกลางจึงเลือกเอาว่า พร้อมหรือยังที่จะเข้าร่วม

มันจึงได้เกิด ทรรศนะอย่างท่านอาจารย์ เกียรตินันท์ เกิดขึ้น เพราะการพูดผ่านภาพปรากฎของคนจน มันจะโน้มน้าว ให้สังคม โดยเฉพาะชนชั้นกลางให้เห็นด้วยกับวิธีคิดดังกล่าว เชื่อในมุมมองดังกล่าว
แล้วก็เกิดแนวร่วมจากชนชั้นกลาง โดยบริสุทธิ์ใจ
ซึ่งบางครั้ง ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ที่ประโยชน์ของมันจะพุ่งไปตกลงที่ ทุนใหญ่อย่าง คุณทักษิณ ด้วยเช่นกัน เส้นแบ่งแห่งความ ถูกต้อง ความจริง ความงาม มันจึงซ้อนทับกันอยู่

ซึ่งพวกเขาก็ได้อำพราง ข้อเท็จจริงบางอย่างไว้อย่าง แยบยล ข้อเท็จจริงบางประการคือ ประชาชนส่วนใหญ่ในคนสีแดง ก็ไม่ได้คิดว่า การดำรงอยู่ของชนชั้นเจ้ามีปัญหาต่อชีวิตพวกเขา และพวกเขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กระบวนการขับเคลื่อนของ ฝ่ายนำสีแดง กำลังนำพวกเขาไปสู่สิ่งใด

หรืออะไรคือ ศรัตรูตัวจริงที่พวกเขาต้องต่อสู้ หรือพวกเขากำลัง ดำรงชีวิตอยู่ในสังคม แบบใด ทุนมีอำนาจ หรือ ศักดินามีอำนาจ

บทความเรื่อง การต่อสู้โค่นล้มสัญลักษณ์ในการปฏิวัติ ฝรั่งเศษ มันทำให้ผมเห็นถึงความน่ากลัวอะไรบางอย่าง ทั้งๆที่สถานการณ์ในฝรั่งเศษตอนนั้น มันไม่ได้มีวี่แววของการใช้ความรุนแรงอะไรเลย

แต่มันได้เกิดความรู้สึกร่วมที่รู้สึกถึงความยากลำบากในชีวิตและรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นของคนจนๆ ในฝรั่งเศษในตอนนั้น เป็นความรู้สึกที่อยู่ในใจ และคับแค้นมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร

และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีข่าวลือ บางเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้เรื่องข้อเท็จจริง บางอย่าง เป็นตัวจุดชนวน ให้เกิดการใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์โลก

ผมคิดว่าสังคมไทย ควรจะต้องมีวุฒิภาวะและความชาญฉลาดเพียงพอ ที่จะเท่าทันในกระบวนการ และสถานการณ์ดังกล่าว แล้วเลือกที่จะขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคม โดยวิธีการที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง อย่างสังคมอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นได้

ความคิดเห็นที่ 5

ทฤษฎีของคาร์ส เป็นเรื่องจริงที่ต้องกำหนดว่า เรื่องอะไรที่เท่าเทียมกัน พระพุทธเจ้าตรัสไว่าว่า คนเราเท่าเทียมกันในเรื่องความเน่าเหม็นของร่างกาย ไม่มีใครขี้ไม่เหม็น ไม่มีใครพ้นความเน่าเหม็นนี้ไปได้

และคนเราก็แตกต่างกันในเรื่องคุณธรรมเท่านั้นเอง หากนำความจริงอันได้ไปใช้

ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลก็จะเห็นความจริงที่ไม่ใช่ภาพหลอกบนภูเขาของตัวเอง รัฐบาลจะเป็นรัฐบาลได้ต้องมีพรหมวิหาร4 เหมือนพระพรหมที่เอราวัญ ไม่ว่าจีน ไทย ฝรั่ง คนรวยอยู่แล้ว คนอยากรวย คนจน เมื่อไปหาท่าน ท่านต้องให้ความรักทุกคนโดยไม่เลือกหน้า ทั้งหลายทั้งปวงมีเรื่องเดือดร้อน มีความอยาก ต้องมีกรุณาช่วยได้ให้เต็มที่(ไม่ใช่เตะถ่วงความเจริญอย่างในปัจจุบัน) มีมุทตาจิตหากเขาได้ดี มีอุเบกขาหากช่วยแล้วเขาเดือดร้อน

เสื้อแดงก็จำเป็ฯนต้องมีความชัดเจนในการเรียกร้องสิ่งที่ต้องโดยความถูกต้อง ผู้ร่วมอหิงสาก็จะมาสมทบมากขึ้น ตามคาวมเห็นของคุณเกียรติอนันต์ซึ่งผมไม่ต้องอธิบายเพราะชัดเจนมากๆ

ความคิดเห็นที่ 4

เห็นด้วยกับ อ.เกียรติอนันต์ เป็นอย่างยิ่ง
ขออนุญาตเน้นย้ำ 2 ย่อหน้านี้ครับ

ก้าวต่อไปของคนเสื้อแดงพันธุ์แท้เหล่านี้ คือ การแยกตัวออกจากบรรดาเสื้อแดงเทียม ที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของคนกลุ่มน้อย เพราะตอนนี้ภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงในสายตาของคนในสังคม เป็นแค่การเคลื่อนไหวเฉพาะกิจ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "ป่วนบ้านเมือง สร้างเรื่องยุบสภา หาเงินคืน ยื่นโอกาสให้คุณทักษิณ"


คนเสื้อแดงที่เป็นซ้าย ที่ร่วมเคลื่อนไหวตอนนี้มีอยู่พอสมควร หากมีการรวมกลุ่มที่ดี มีเป้าหมายทางสังคมที่ชัดเจน ทำงานอย่างโปร่งใส ถึงไม่จ่ายเงิน ก็มีคนอยากมาเป็นเสื้อแดงพันธุ์แท้อีกเยอะแยะ ถึงตอนนั้น เสื้อแดงพันธุ์แท้จะกลายเป็นพันธมิตรของคนเสื้อขาวและเสื้อชมพู ที่ต้องการเป็นสังคมอยู่ด้วยความสมานฉันท์ เสื้อแดงพันธุ์แท้สามารถเดินกอดคอกับเสื้อเหลืองฮาร์ดคอร์ ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีความโปร่งใสมั่นคง หากทำได้เช่นนี้ เสื้อแดงจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมือง ที่ไม่ว่านักการเมืองหน้าไหนก็ไม่อาจมองข้ามได้

ความคิดเห็นที่ 3

สัมคมไร้ชนชั้นเป็นเรื่องทางทฤษฏีที่ดูน่านับถือ แต่ในทางปฏิบัติ น่าจะเป็น
การกำหนด ทรัพยากรขั้นพื้นฐาน ของพลเมือง ว่า อย่างน้อย ควรจะมีคุณภาพชีวิตเช่นใด ได้รับทรัพยากรเท่าใด

แต่ต้องมีหน้าที่(อาชีพ)ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อแลกกับทรัพยากรขั้นพื้นฐานนั้นๆ
(หางานง่ายๆให้ทำ ไม่ใช่ให้สวัสดิการขั้นพื้นฐานไปฟรีๆ)
(ทำไม่เป็นก็ฝึกให้ทำจนเป็น)(ตอนฝึกก็ได้ทรัพยากรน้อยหน่อย) วันละ 8 ชั่วโมงน่ะ

ทรัพยากร(ไม่น่าจะให้เป็นเงิน ให้เป็นของ กันการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์)
อาหาร
ที่พักอาศัย
เสื้อผ้า
การรักษาพยาบาล
นันทนากร

ความคิดเห็นที่ 2

เห็นด้วยอย่างยิง

ความคิดเห็นที่ 1

พึ่งตื่นจากยุค 70 หรอครับ สมัยเหมา ปฏิวัติวัฒธณธรรม?

มันพรูฟมานานมากแล้วว่า โลกนี้ขาดเศรษฐกิจตลาดไม่ได้ถ้าต้องการอยู่กันอย่างเหลือกินเหลือใช้ มากซ์ ก็แค่เป็นนึกปรัชญานิยมเอาใจคนจนคนนึง ที่พิมพ์อะไรแรงๆแต่ผิดๆ

ถ้าระบบสังคมนิยมถูกต้อง เราคงไม่มีเกาหลีเหนือที่ไม่มีข้าวกิน จีนที่ถีบเหมากับมากซ์ลงแล้วเลือกเติ้งหรอก

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement