กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2555 01:00
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

เข้าใจสังคมมนุษย์ (2)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ในคราวที่แล้วผมได้ค้างเอาไว้ว่า สังคมมนุษย์ตามแบบของ Grid/Group Theory นั้น แบ่งออกได้เป็นสี่จำพวกใหญ่ๆ

โดยแบบแรกที่เรียกว่า Fatalists นั้น หาได้ยากมากแล้วในปัจจุบัน คงเหลือแต่อีกสามแบบที่ยังแข่งขันกันอยู่ มาดูกันต่อว่า แต่ละแบบนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

แบบที่สอง เรียกว่า Hierarchists เป็นสังคมที่เชื่อทั้งเรื่อง Grid และ Group อย่างเหนียวแน่น และเป็นแบบที่ผูกขาดโลกของเรามาตั้งแต่ในยุคกลาง เพราะเป็นสังคมที่รักษาความสงบเรียบร้อยได้ง่าย มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยอาศัยชนชั้นหรือตำแหน่งทางสังคม (High Grid) เป็นกลไก ในขณะเดียวกัน ก็มีสถาบันทางสังคมที่เข้มแข็งคอยดึงหมู่คณะไว้ให้เป็นเอกภาพ (High Group) เช่น สถาบันชาติ ศาสนา องค์กร ครอบครัว เป็นต้น เสถียรภาพในสังคมแบบนี้เกิดขึ้น จากการทำให้ทุกคนในสังคมคิดแบบเดียวกัน เชื่อในสิ่งเดียวกัน เมื่อทุกคนเหมือนกันหมด การกระทบกระทั่งกันก็มีน้อย ผู้ปกครองก็ปกครองง่าย
 

แบบที่สาม เรียกว่า Individualists เป็นสังคมที่ตรงข้ามกับแบบที่แล้วโดยสิ้นเชิง เพราะอ่อนทั้ง Grid และ Group เน้นเชื่อเรื่องการพึ่งพาตนเอง เชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์ มองความแตกต่างกันเป็นโอกาสมากกว่าเป็นภัยคุกคามสังคม ถ้าใครอยากมีชีวิตที่ดีก็ต้องขวนขวาย ไม่หวังพึ่งพารัฐ หรือผู้ปกครอง ปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวจัดสรรทรัพยากรและเกิดการแบ่งงานกันทำเองตามอุปสงค์/อุปทานตามหลักทุนนิยมแบบเสรี สังคมแบบนี้จะค่อนข้างตัวใครตัวมัน สังคมอเมริกันถือว่าเป็นตัวอย่างของสังคมที่เอียงไปในทางนี้มากที่สุดในโลก และได้แพร่อิทธิพลไปยังส่วนอื่นๆ ของโลกเสรีในยุคปัจจุบันด้วย
 

แบบที่สี่ คือ Egalitarians ได้แก่สังคมที่ยังมีวาระให้คนมีค่านิยมตรงกันอย่างสังคมดั้งเดิมอยู่ แต่ว่าไม่เชื่อเรื่องการจัดระเบียบสังคมตามลำดับชั้น ค่านิยมที่สำคัญที่สุดของสังคมแบบนี้จึงเกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมกันและการกระจายการใช้ทรัพยากรอย่างเท่าเทียมเป็นหลัก ตัวอย่างของสังคม Egalitarians ในอดีตแบบสุดโต่ง คือ โลกคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบันมีระบบรัฐสวัสดิการที่มีกลุ่มประเทศ Nordic (เช่น เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฯลฯ) ที่เป็นผู้นำแนวความคิดนี้และมีความสุดโต่งน้อยลง พวก Egalitarians เชื่อว่า คนเราควรมีความเท่าเทียมกันในการใช้ทรัพยากรแม้แต่ละคนจะมีความสามารถหรือสติปัญญาต่างกันเพราะคนเก่งคือคนที่เกิดมาโชคดีกว่าคนอื่น จึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันส่วนที่ตนเองหาได้บางส่วนให้กับคนอื่นๆ ด้วย รัฐยังมีบทบาทสูงในการกระจายรายได้ในสังคมแบบนี้ จึงต่างจากสังคมทุนนิยมเสรีที่เชื่อเรื่องการให้รางวัลคนตามผลงานเป็นหลัก ถ้าจะเท่าเทียมกันก็เฉพาะในแง่การเมืองและโอกาสในการทำงานเท่านั้น (ตามแนวคิดเสรีประชาธิปไตยของ John Rawls)
 

นอกจากนี้ สังคมแบบ High Group/Low Grid (แบบที่สี่) ในปัจจุบันยังรวมไปถึง แนวคิดของคนบางส่วนในสมัยนี้ที่เลิกเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ ว่า จะเป็นกลไกที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับแต่ละภาคส่วนเล็กๆ ในสังคมตามแนวทางแบบเก่าได้ จึงเชื่อว่าหากหน่วยย่อยของสังคมต้องการสิ่งใดก็ต้องเรียกร้องหรือประท้วงกดดันเอาเอง ทำให้เห็นการประท้วงมากขึ้นในโลก แบบที่สุดโต่งไปเลย คือ พวกขบวนการก่อการร้ายที่มุ่งทำลายกลุ่มอื่นที่มีอุดมการณ์ตรงข้ามกับตนเป็นหลักโดยไม่จำกัดวิธีการด้วย
 

ดูเหมือนว่าโลกของเราในปัจจุบันจะมีแนวโน้มที่จะมุ่งไปสู่สังคมแบบ Low Grid มากขึ้น ทั้งแบบ High Group (liberalism) และ Low Group (capitalism) ที่แข่งขันกันเองอีกที ทำให้โลกของเรามีระดับของความวุ่นวายสูงขึ้น บางคนมองว่า การกลับไปสู่สังคมแบบ High Grid เท่านั้น คือ หนทางที่จะนำโลกไปสู่ความสงบเรียบร้อยเหมือนเดิม ในขณะที่บางคนมองว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านไปที่จะนำโลกไปสู่สังคมแบบใหม่ และในอดีตสังคมมนุษย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ยุคหนึ่งเป็นอย่างหนึ่งอีกยุคหนึ่งก็กลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง และทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็มักเต็มไปด้วยความวุ่นวาย จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลอะไร

 

Tags : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement