นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ชี้แจงคำวิจารณ์ของนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
อดีต รมว.คลัง ที่เคยร่วมรัฐบาลเดียวกันว่าไม่มีความเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด 4 ฉบับเพื่อฟื้นฟูประเทศ กรณีที่นายธีระชัยระบุว่าภาระหนี้สาธารณะต่องบประมาณนั้นอยู่ที่ 9.33% ไม่ใช่ 12% ดังที่รัฐบาลอ้างเหตุผลในการออกพระราชกำหนด ซึ่งความหมายของนายธีระชัยหากแปลตรงไปตรงมาก็คือ รัฐบาลไม่ได้ให้ตัวเลขที่แท้จริงกับประชาชนในการอ้างเหตุผลของนโยบาย
นายกิตติรัตน์ยอมรับว่า ภาระหนี้ต่องบประมาณที่นายธีระชัยอ้างนั้นเป็นความจริง แต่สาเหตุที่สัดส่วนหนี้ลดลงก็เนื่องมาจาก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำนวน 1.14 ล้านล้านบาทให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริหาร เพราะหากไม่โอนหนี้ไปแล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะตามที่ประเมินไว้ตอนแรกก็คือ 12% ซึ่งเท่ากับว่ามีเหตุผลสองชุดในการอธิบายถึงภาระหนี้ต่องบประมาณ แต่ข้อเท็จจริงที่ตรงกันก็คือสัดส่วนหนี้สาธารณะต่องบประมาณปี 2555 คือ 9.33%
หากตัดประเด็นทางการเมืองหรือประเด็นความขัดแย้งระหว่างสองคนออกไป แล้วกลับมาพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยในหลายด้านเกี่ยวกับการคิดหนี้สาธารณะของรัฐบาล ด้านแรก หนี้สาธารณะต่องบประมาณจะประเมินอย่างไร ซึ่งในความหมายของนายธีระชัยคือภาระที่เกิดขึ้นจริง หมายถึง มีหนี้จริงและต้องจ่ายดอกเบี้ยจริง ในขณะที่ของนายกิตติรัตน์ อาจต่างออกไป เนื่องจากนำเอาหนี้กองทุนที่โอนไปให้ ธปท.ซึ่งขณะนี้ พระราชกำหนดยังไม่ประกาศมานับรวมด้วย
ประการที่สอง ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเมืองเรื่องตัวเลข โดยเฉพาะตัวเลขทางเศรษฐกิจและการใช้งบประมาณนั้น ประชาชนจะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน อย่างในกรณีนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลตัวเลขที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวเลขที่ให้ในการประเมินการก่อหนี้ การบริหารจัดการ และการสร้างภาระต่อสถาบันการเงิน ซึ่งผลกระทบต่อเนื่องตามมาอีกมาก ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าหากฝ่ายการเมืองต้องการจะดำเนินนโยบายใดๆ แล้ว ก็สามารถนำข้อมูลเพื่อมาสนับสนุนโดยใช้ข้อมูลไม่ถูกต้อง
ดังนั้น ประชาชนผู้เสียภาษีและติดตามในประเด็นอาจต้องการรู้ว่าความจริงคืออะไร และยิ่งข้อมูลต่างกันจากคนที่นั่งพิจารณาร่างพระราชกำหนด 4 ฉบับด้วยกัน ก็ยิ่งสร้างความสับสนมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยถึงเป้าหมายที่แท้จริงของพระราชกำหนดทั้ง 4 ฉบับว่าออกมาเพื่ออะไรกันแน่ และไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่จะเห็นการเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากความระแวงกับกฎหมายเหล่านี้มีมากขึ้นและเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าคนเริ่มไม่ไว้วางใจรัฐบาล
แน่นอนว่าในขณะนี้เป็นเรื่องยากจะกล่าวว่าใครผิดหรือถูก อย่างไรก็ตาม เราก็ได้เห็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเกรงว่าจะได้รับผลกระทบส่งเสียงกันมากขึ้น แต่ส่วนหนึ่งก็คือประชาชนต้องการรู้ความจริง และเราเชื่อว่าในขณะนี้กำลังจะมีการรอยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ ซึ่งถึงเวลานี้ ประชาชนก็จะได้รับรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร แม้อาจต้องใช้เวลายาวนาน บทเรียนจากกรณีนี้ก็คือนักการเมืองอาจลืมตัวไปว่าสังคมไทยในปัจจุบัน ประชาชนต้องการรู้ความจริงในเรื่องที่ส่งผลกระทบกับชีวิตในทุกเรื่อง
Tags : ประชาชนต้องการรู้ความจริง

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น