เป็นเรื่องดีที่ทุกฝ่ายกลับมาพูดถึง "ปรองดอง" กันอีกครั้งหนึ่ง เพราะนี้คือทางออกระยะยาว ในการแก้ปมความขัดแย้งของชาติ
เพียงแต่เราห่วงว่า "ปรองดอง" ที่นักการเมืองถกเถียงกันนั้น มักเคลือบด้วยผลทางการเมืองเสมอ โดยเฉพาะการแย่งชิงมวลชน เพื่อเตรียมสู้ศึกการเลือกตั้ง ซึ่งทุกฝ่ายทราบดีว่าแม้รัฐบาลจะประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าในปีนี้ ยังไม่มีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แต่สำหรับการเมืองไทยแล้ว ความเป็นไปได้เกิดขึ้นทุกเวลา การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ย่อมมีให้เห็นอยู่ตลอด ดังนั้นแต่และกลุ่มพรรคการเมือง ย่อมที่จะหยิบประเด็น "ปรองดอง" เป็นนโยบายของพรรค ตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่หวังเห็นความสงบในประเทศนี้
วันนี้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ยังไม่สามารถแสดงความชัดเจนและจริงใจ พอที่จะเชื่อได้ว่ากำลังขับเคลื่อนแผนปรองดองอย่างจริงจัง เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีตัวแปรของการปรองดองมากมาย ในส่วนฝ่ายค้านเอง ต้องยอมรับความจริงว่า อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ แม้ว่าวานนี้ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกมาแถลงว่าอดีตนายกรัฐมนตรี สนับสนุนแผนปรองดอง โดยที่ปรึกษาอดีตนายกฯ ระบุว่า "ประการแรก พ.ต.ท.ทักษิณ มีความยินดีที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการปรองดองและยินดีที่จะเดินหน้าเข้าสู่แนวทางปรองดอง ประการที่สอง แม้จะเป็นการปรองดองที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยแต่จะต้องเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทางการเมืองทุกสี เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น"
ขณะที่ในมุมมองของพรรครัฐบาลนั้น ประเมินแผนปรองดองของเพื่อไทย โดยเชื่อว่ากระบวนการของกลุ่มคนเสื้อแดงคงเดินต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เห็นได้จากการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ที่ผ่านมาที่คนกรุงเทพฯ ปฏิเสธไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือว่าเสื้อแดง อีกทั้งพรรคเพื่อไทยผูกติดอยู่กับกลุ่มคนเสื้อแดงมากจนเกินไป ทำให้เกิดปัญหากับการทำงานของ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย จนต้องย้ายหนีออกจากพรรคดังที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องถอยออกมาโดยเลือกใช้วิธีการเสนอแผนปรองดองให้กับรัฐบาล ที่สำคัญไปกว่านั้นแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า แผนปรองดอง ยังไม่ใช่บทสรุปของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด เป็นเพียงข้อเสนอของบางกลุ่ม อย่างไรก็ตามบางกระแสก็พยายามออกมายืนยันว่า ข้อเสนอที่เปิดโดย ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นั้น ได้รับการประสานจากบุคคลหลายฝ่าย ทั้งจากฝ่ายทหาร นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ภายในประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยทุกฝ่ายต่างลงความเห็นตรงกันว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านควรจะมีท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องกระบวนการที่จะทำให้เกิดความปรองดอง การแถลงข่าวของ นายปลอดประสพ จึงอาจจะถือว่า "เป็นการหยั่งท่าทีของรัฐบาลว่าเห็นด้วยหรือไม่"
เราเห็นว่าแผนปรองดองจะเกิดผล มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัตินั้น ต้องเกิดจากแรงผลักดันของภาคประชาชนเท่านั้น เพราะเรามิอาจคาดหวังจากเป้าหมายของฝ่ายการเมืองได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของฝ่ายค้านหรือรัฐบาล สาระมักหวังผลทางการเมืองแทบทั้งสิ้น ดังนั้นสาธารณชน ต้องเป็นผู้ดำเนินการวางกรอบ และบังคับให้นักการเมืองทุกฝ่ายดำเนินการตาม เพราะแนวทางเพื่อนำไปสู่ยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริงนั้น จะสำเร็จได้ ต้องมาจากความต้องการของคนส่วนใหญ่เท่านั้น

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น