กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 15 เมษายน 2553 01:00
บทบรรณาธิการ
บทบรรณาธิการ

เฝ้าระวังนักฉวยโอกาส

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

นับจากเหตุการณ์ปะทะกันบนสี่แยกคอกวัว เมษาวิปโยค 10 เมษายน 2553 ซึ่งทำให้มีผู้ล้มตายมากถึง 23 ราย จนถึงขณะนี้ผ่านไป 4 วันแล้ว

เรายังไม่เห็นทางออกของประเทศ โดยกลุ่มแนวร่วม นปช.ยังคงปักหลักชุมนุมต่อเนื่องบนฐานที่มั่นใหม่ที่สี่แยกราชประสงค์ ท่ามกลางหมอกควันแห่งความสูญเสียและความเศร้าสลด  พร้อมๆ กับการถอนกำลังทหารของ ศอฉ. และวลี "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" มีข้อเสนอต่อทางออกจากวิกฤติของประเทศจากกลุ่มการเมืองออกมามากมาย

ข้อเสนอแรกที่ออกมาตั้งแต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงปืนในค่ำคืนวิปโยคด้วยซ้ำ คือ  "จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ"  เสียงนี้มาจากนักการเมืองฟากฝ่ายค้าน นำโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ตามด้วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทั้งสองเสนอให้เดินออกนอกกติกาประชาธิปไตย ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่จะทำหน้าที่กำหนดกรอบกติกาการเลือกตั้งที่เป็นธรรม  และเปิดทางให้ "คนนอก" เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรี จากนั้นให้รีบยุบสภาภายในเวลาหกเดือน

"ทางออก" แบบที่สอง  ว่าด้วย "ยุบสภา เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญสองมาตรา"  มาจากฟากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ ชุมพล ศิลปอาชา ซึ่งระบุว่า ณ ขณะนี้ รัฐบาลไม่จำเป็น ต้องสนใจเรื่องเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองอีกต่อไป ให้เดินตามโรดแมพของนายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งยุบสภาภายในเวลาหกเดือน ยังบอกอีกว่า นายบรรหารจะรับบทบาทเป็น "คนกลาง" เจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้หยุดการเคลื่อนไหว  โดยขอให้รัฐบาลใช้เวลาที่เหลือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงสองมาตราเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการ 

สำหรับ "ทางออก" ที่สาม ถูกปล่อยออกมาหยั่งเชิงอย่างน่าผิดหวัง เพราะเชื้อเชิญให้มี "รัฐประหาร"  บนวาทกรรม  "การเมืองเดินมาถึงทางตัน"  และจำเป็นต้องมีคนกลางมา "เป่านกหวีด" ความเห็นนี้ถูกประสานเสียงในเวลาใกล้เคียงกันจากวุฒิสมาชิกสรรหาหลายคน เช่น  พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ระบุว่า  "ไม่ขัดข้องเมื่อการเมืองถึงทางตัน จะมีกลุ่มที่มีอาวุธมายึดอำนาจแล้วทำสิ่งที่ชอบธรรม" 

เราเห็นว่าสามข้อเสนอ "ทางออกประเทศไทย" โดย นักการเมือง 3 กลุ่ม  ยังไม่ใช่ "ทางออก" ที่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง แต่กลับแฝงไว้ด้วยเป้าหมายเฉพาะหน้าของแต่ละกลุ่ม  โดยเฉพาะทางออกที่สาม ที่เปิดทางให้ "รัฐประหารผ่าทางตันการเมือง"  เราจึงเห็นว่าจำเป็นยิ่งที่คนไทยต้องช่วยปกป้อง ไม่ให้ประเทศต้องเดินไปสู่ทางออกที่นำไปสู่ความหายนะ  ในระยะยาว เราเห็นว่าท่ามกลาง "ฝุ่นควัน" จากความสูญเสีย ภาคประชาชนต้องพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างรอบคอบ แม้ว่าวลี "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" จะดังกระหึ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะปล่อยให้การตัดสินใจพาประเทศไปข้างหน้าขึ้นอยู่กับ "นักการเมือง" ที่มักแสวงหาทางออกแบบรวบรัด และคำนึงถึงหนทางก้าวสู่ "อำนาจ" เป็นตัวตั้ง จนถึงวันนี้เรายังเชื่อว่า "ทางออกของประเทศ" ต้องยึดโยงอยู่กับประชาธิปไตยและการเมืองภาคประชาชน บนแนวทางของสันติวิธี โดยไม่อาจปฏิเสธการเมืองในระบอบรัฐสภา และต้องเคารพในสิทธิและเสียงของประชาชน  ขณะเดียวกัน ต้องไม่เชื้อเชิญให้อำนาจนอกระบบเข้ามาจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้า

เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553  เป็นความสูญเสียที่ยากจะเยียวยา ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคน แต่เรายังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยไม่ถึงทางตัน และเพื่อไม่ให้ประเทศบอบช้ำไปกว่าที่เป็นอยู่ การแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมืองด้วยกลไกรัฐสภายังเป็นสิ่งจำเป็น

เราขอเสนอให้ภาคประชาชนส่งเสียงออกมาให้ชัดเจน ว่า เราจะไม่เอาอำนาจนอกระบบอย่างแน่นอน เราขอเรียกร้องให้ภาคประชาชนร่วมกันสกัดกั้นไม่ให้ความคิดเช่นนี้  กลายเป็น "ทางออก" เฉพาะหน้า เราต้องเดินกลับไปที่ "สันติวิธี" ลดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดแรงกดดันอันนำไปสู่ความรุนแรง จนเป็นช่องโหว่ให้นักฉวยโอกาสก้าวสู่อำนาจ วิถีทางเหล่านี้แม้จะไม่อาจชดเชยสิ่งที่สูญเสียไป และอาจทำให้เราอยู่กับเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองต่อไปอีก แต่เหนืออื่นใดเรายังสามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้อย่างถึงที่สุด

 

Tags : จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ยุบสภา รัฐประหาร

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

การเรียกร้องของแต่ละกลุ่มที่ปรากฎออกมาเรียกร้องเพื่อตนเองทั้งนั้นจริงๆ เป็นการฉกฉวยโอกาสในขณะที่รัฐบาลมีปัญหา เป็นการซ้ำเติมขู่เข็ญมากกว่า ไม่มีกลุ่มไหนเลยที่จะเสนอแนวคิดที่จะทำเพื่อชาติอย่างจริงจัง ล้วนแต่ทำเพื่อตนเองทั้งสิ้น แล้วประเทศไทยเราจะเดินหน้าไปได้อย่างไร ในขณะที่ภาคเอกชนก็รอลุ้นให้เหตุการณ์สงบ เพื่อที่จะได้ทำมาค้าขายได้ปกติ ที่จริงความสามารถในการแข่งขันภาคเอกชนไทยไม่ได้เป็นรองใคร มีความแข็งแกร่งสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ในรัฐบาลที่ผ่านมาจะหาความช่วยเหลือจากรัฐแทบไม่มี ต้องดิ้นรนช่วยตัวเองมาตลอด พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นเป็นขาขึ้น แทนที่จะเป็นช่วงกอบโกยผลประโยชน์ แต่กลับมีนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวหวังผลประโยชน์ตนเองมากกว่า ช่วยไล่นักลงทุนและฉุดเศรษฐกิจไทยไม่ให้โตเสียอีก เพียงเพื่อความต้องการสนองตัณหาของตนเองหรือผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มนปช.ที่การกระทำบ่งชี้ว่าทำเพื่อนายตัวเองที่รับจ้างมา กระหน่ำเศรษฐกิจไทยแบบไม่ลืมหูลืมตา ขณะที่พรรคร่วมบางพรรคกลับขู่เข็ญให้แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแทนที่จะร่วมกันแข็งขันเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบให้ยุติลงสักที เพื่อประเทศจะได้เข้าสู่ภาวะปกติ รู้สึกหลายคนพยายามบีบให้สถานการณ์เข้าสู่เกมการปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อที่จะหวังอะไรบางอย่างสำหรับกลุ่มตน โดยเฉพาะกลุ่มที่น่ากลัวก็คือกลุ่มนปช.ที่มีเป้าหมายแอบแฝงโดยการกระทำที่ส่อไปในทางรุนแรงโดยใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องมือในการให้บรรลุวัตถุประสงค์ แต่ถ้ารัฐบาลมีความอดทนอาศัยเวลา สุดท้ายทางกลุ่มนปช.คงอดทนไม่ไหวเพราะนานวันไปก็จำนวนไพร่พลลดน้อยถอยลงทุกทีก็คงต้องสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายอีกเพื่อเรียกแนวร่วม แต่ดูท่าคงจะยากเพราะประชาชนคนกรุงเริ้มเอือมระอาและอดทนไม่ไหวจนเริ่มมีกลุ่มที่ไม่พอใจการชุมนุมของนปช.ออกมารวมกลุ่มต่อต้านนปช.และแนวโน้มน่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าหมากเกมนี้แม้วทุ่มหมดหน้าตักจริงๆและคงเป็นการปิดฉากการเมืองของแม้วในที่สุด ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะต้องรีบปฏิรูปการเมืองและการศึกษาควบคู่กันไป เพราะถ้าสามารถยกระดับรากหญ้าให้เป็นชนชั้นกลางได้เมื่อไหร่ละก็ปัญหาการเมืองวุ่นๆก็คงหมดไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement