กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2555 01:00
ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ
ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

ทำไมต้อง พอล ไรอัน

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สัปดาห์ที่แล้ว นายพอล ไรอัน ประธานคณะกรรมการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร วัย 42 ปี ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน

เพื่อเสนอชื่อเป็นรองประธานาธิบดี สำหรับการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้  สำหรับ สาเหตุที่นายมิตต์ รอมนีย์ เลือกนายไรอันในครั้งนี้ น่าจะด้วยเหตุผล อย่างน้อยสามประการ ดังนี้
 

หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนโมเมนตัมที่นายรอมนีย์เองโดนหางเลขในประเด็นความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมของบริษัทกองทุนร่วมลงทุน Private Equity ที่ชื่อว่า Bain Capital ในอดีตของตนเองตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ให้เปลี่ยนมาโฟกัสที่ประเด็นการคลังของสหรัฐ ซึ่งมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก รวมถึงได้คู่หูผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีที่มีอายุค่อนข้างน้อย จึงนับได้ว่าเป็นการกระชากเรทติ้งและเบี่ยงเบนความสนใจออกจากเรื่องวุ่นวายส่วนตัวของตนเองได้เป็นอย่างดี
 

สอง ในปัจจุบัน ไม่มีใครในพรรครีพับลิกันมีความเชี่ยวชาญที่จะสามารถว่ากันลงไปถึงรายละเอียดของตัวเลขต่างๆ เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐได้ดีเท่ากับนายไรอัน โดยหลักการลดการขาดดุลภาครัฐของนายไรอัน คือ การลดภาษีจะทำได้เมื่อมีการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งก็ต้องมาจากการลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐก่อน
 

จากรูป จะเห็นได้ว่าช่องว่างของการตัดลดหนี้ภาครัฐระหว่างแผนของนายโอบามากับนายไรอันในอีก 10 ปีข้างหน้าแตกต่างกันถึงร้อยละ 14 เนื่องจากภายใต้แผนการลดการขาดดุลของนายไรอันนั้น สามารถลดค่าใช้จ่ายค่าสวัสดิการและช่วยเหลือต่อผู้สูงอายุ (Medicare) ลงถึงร้อยละ 42 และค่าสวัสดิการและช่วยเหลือต่อผู้เจ็บป่วย (Medicaid) ถึงร้อยละ 78 ภายในปี 2050 ซึ่งทั้งสองส่วนจัดเป็นค่าใช้จ่ายหลักส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐ แม้ว่างบการทหารภายใต้ข้อเสนอของนายไรอันจะยังสูงกว่าฉบับของนายโอบามาก็ตามที
 

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของการลดค่าใช้จ่ายมากมายเช่นนี้ เนื่องจากนายไรอันเสนอวิธีหรือเทคนิคในการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Medicare และ Medicaid ว่า หากสามารถเปลี่ยนจากการจ่ายแบบก้อนเดียวให้กับผู้รับสวัสดิการ มาเป็นเสนอทางเลือกให้ผู้รับสวัสดิการสามารถเลือกได้ว่าต้องการทางเลือกแบบใด จะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวได้
 

สาม ความสามารถที่โดดเด่นในการสื่อสารให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวของงบการคลังสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับชาวอเมริกันในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ ว่า จะลดลงได้อย่างไรให้มีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานั้น นายไรอันสามารถทำได้ดีคล้ายกับนายจอร์จ ออสบอร์น รองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ จึงนับว่าเป็นการกลบจุดที่ไม่โดดเด่นเท่าไรนักของนายรอมนีย์ในประเด็นดังกล่าว
 

ทว่า การเลือกนายไรอัน ก็มีจุดอ่อนที่นายรอมนีย์ต้องยอมรับความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
 

หนึ่ง นายไรอัน ถือว่ามีจุดขายเกือบที่จะเรียกได้ว่าเพียงมิติเดียว นั่นคือ มีความแม่นยำในตัวเลข และเทคนิคในการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีหน้าที่ดังกล่าวโดยตรงในสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว อีกทั้งวิธีการนำเสนอและบุคลิกภาพส่วนตัว ก็ดูแล้ว ไม่เป็นรองนายโอบามาแต่อย่างใด ทว่าการที่มีจุดเด่นเพียงมิติเดียว ก็เป็นจุดเสี่ยง ที่ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมักจะพลาดได้ ดังเช่น กรณีนางซาราห์ แพลิน ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
 

สอง สมมติฐานของการวิเคราะห์การลดงบดุลภาครัฐของนายไรอัน ในหลายๆ ส่วนยังค่อนข้างมองโลก ในแง่ดีและไม่ชัดเจนเท่าไรนัก อาทิเช่น การให้ทางเลือกกับผู้รับสวัสดิการในการเลือกผลประโยชน์ว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่าย Medicare และ Medicaid ได้หรือไม่ ตามการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ เนื่องจากไม่เคยมีใครใช้กันในระบบสวัสดิการที่ใหญ่มาก อย่างสหรัฐ
 

สาม แม้ว่านายไรอันจะจัดได้ว่าเป็นผู้ที่มีหลักการดี แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังเป็นคำถามเช่นกัน เนื่องจากประสบการณ์ในการปฏิบัตินโยบายในโลกแห่งความจริงตลอดเวลาเกือบ 20 ปีของชีวิตนักการเมืองนั้น นายไรอันยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็น ดูๆ ไป อาจจะคล้ายกับกรณีนายอเล็กซิส ซีพลาส พรรคซิลิซา ของกรีซ ซึ่งโพลล์การเลือกตั้งในช่วงต้นมาแรง ทว่ากลับมาแผ่วปลายในท้ายที่สุด
 

ท้ายสุด การตัดงบประมาณในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงอาจทำให้ฐานเสียงหลายส่วนของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องเสียประโยชน์จากการตัดลดงบประมาณต้องโดนกระทบกระเทือนได้เช่นเดียวกัน
 

ทีนี้ ถ้ามองช็อตถัดไปอีก สมมติว่า คู่ของนายรอมนีย์และไรอัน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเที่ยวนี้ขึ้นมาจริงๆ แล้วมาเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐจากนายเบน เบอร์นันเก้ เป็นบุคคลที่เน้นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยให้ความสนใจประเด็นการเติบโตเศรษฐกิจหรือการผ่อนคลายนโยบายการเงินน้อยกว่ามาก ก็น่าคิดเหมือนกันว่าภาพในอนาคตของเศรษฐกิจสหรัฐหลังจากนั้น จะเป็นไปในลักษณะใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยูโรยังไม่นิ่งเหมือนในตอนนี้
 

จากทั้งหมด ผมขอสรุปว่า ในมุมของความเป็นอยู่ของชาวอเมริกัน อาจเป็นไปได้ว่าการเข้ามาของนายรอมนีย์และไรอัน จะทำให้ชาวอเมริกันบางส่วนได้รับประโยชน์ แต่สำหรับภาพรวมของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐน่าจะไม่ดีขึ้น อย่างน้อยก็ในช่วงแรกๆ ที่ทั้งคู่เข้ามาเป็นรัฐบาล และนั่นก็หมายถึงว่าน่าจะไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นของสหรัฐอย่างน้อยก็ในระยะสั้นครับ

 
หมายเหตุ หนังสือเล่มใหม่ด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ววันนี้ครับ

Tags : ผศ.ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement