สถานการณ์คอร์รัปชั่นของประเทศขณะนี้ต้องถือว่ารุนแรง พิจารณาจากเครื่อง ชี้วัด และผลสำรวจต่างๆในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา
หนึ่ง ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ หรือ Transparency International ที่ออกมาเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ให้คะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของไทย 3.4 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งต้องถือว่าประเทศไทยสอบตกในเรื่องคอร์รัปชั่น
สอง ผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย ประจำเดือนธันวาคม 2554 โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้คะแนนสถานการณ์คอร์รัปชั่นที่ 3.6 จากคะแนน เต็ม 10 ซึ่งชี้ว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยอยู่ในเกณฑ์รุนแรง
สาม ในผลการสำรวจชุดเดียวกันร้อยละ 61 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “การที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่มีผลงาน และทำประโยชน์ให้สังคมเป็นเรื่องที่รับได้” ร้อยละ 81 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยินดีมีส่วนร่วมในการป้องกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และร้อยละ 73 พร้อมที่จะแจ้งและรายงานเบาะแส เมื่อมีการทุจริตคอร์รัปชั่น
ข้อมูลเหล่านี้ชี้สอดคล้องกันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยรุนแรง คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับการอ้างว่ารัฐบาล (ก็คือนักการเมือง) ที่ทุจริตคอร์รัปชั่นแต่มีผลงานเป็นเรื่องที่รับได้ และคนส่วนใหญ่พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการป้องกันต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชั่นและให้เบาะแสเมื่อคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดชี้ว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น
ปัญหาคอร์รัปชั่นที่รุนแรงอย่างของเรา ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาของระบบของประเทศไปแล้ว ทำให้การแก้ไขปัญหาได้เลยจุดที่จะใช้เฉพาะการปราบปรามของทางการ เป็นวิธีแก้ไขปัญหา เมื่อปัญหาเป็นปัญหาเชิงระบบ การแก้ไขก็ต้องเป็นระบบ ต้องใช้ทั้งการเอาจริงเอาจังทางกฎหมาย การร่วมใจของภาคเอกชนที่จะร่วมกันปฏิเสธไม่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชั่น และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่พร้อมจะ ตรวจสอบ และเปิดโปงพฤติกรรมคอร์รัปชั่น ในประเทศที่การแก้ไขคอร์รัปชั่นทำได้สำเร็จ เช่นใน ฮ่องกง สิงค์โปร์ หรือ เกาหลีใต้ การแก้ไขก็ใช้แนวทางนี้ คือ การร่วมกันของการปราบอย่างจริงจังตามกฏหมาย การร่วมมือของธุรกิจเอกชนที่ปฏิเสธคอร์รัปชั่น และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน
ภายใต้แนวทาง หรือ ยุทธศาสตร์ดังกล่าว มาตรการที่หลายประเทศที่แก้ไขคอร์รัปชั่นได้สำเร็จใช้จะคล้ายคลึงกัน คือ
หนึ่ง เอาผิดกับคนใหญ่คนโตของบ้านเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อทำลายความเชื่อของสังคมที่ว่า กฎหมายไม่เอาจริงกับคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะไม่เอาจริงกับบุคคลที่มีอิทธิพล หรือมีอำนาจทางการเมือง หรือมีตำแหน่งหน้าที่สูงในสังคม ในต่างประเทศในเกือบทุกประเทศที่การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นทำได้สำเร็จ จุดเปลี่ยนสำคัญจะเริ่มจากการทำลายความเชื่อดังกล่าวโดยการเอาผิด และดำเนินคดีกับข้าราชการประจำ หรือนักการเมืองระดับสูงที่ทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น ในกรณีของอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจของฮ่องกง และที่กำลังทำอยู่ขณะนี้ ในกรณีของอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และบุคคลระดับนำของพรรคการเมืองใหญ่ของอินโดนีเซีย
สอง นโยบายเศรษฐกิจของประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับการใช้กลไกตลาด และการแข่งขันที่เสมอภาคเป็นเครื่องมือจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจ อันนี้คือ หัวใจของการแก้คอร์รัปชั่น เพราะประเทศที่การทำธุรกิจไม่มีการแข่งขันที่เสมอภาค และไม่มีความโปร่งใส ประเทศจะล่อแหลมต่อการเกิดคอร์รัปชั่น
สาม การทำธุรกิจระหว่างภาคราชการกับเอกชนต้องมีวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้โดยบุคคลภายนอก เพราะในประเทศที่การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไม่มีระบบแน่นอน เลือกปฏิบัติ ไม่โปร่งใส และไม่มีการตรวจสอบจากภายนอก แรงจูงใจให้เกิดคอร์รัปชั่นจะสูงมาก
สี่ ในประเทศที่แก้คอร์รัปชั่นได้สำเร็จ บริษัทเอกชนจะร่วมมือกันเป็นแนวร่วมที่พร้อมใจกันทำธุรกิจอย่างโปร่งใส มีการแข่งขันที่เสมอภาค ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น และมีจรรยาบรรณการทำธุรกิจที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลที่ดี ทั้งการทำธุรกิจระหว่างกัน และกับภาครัฐ บริษัทที่พร้อมจะคอร์รัปชั่น มักจะมองการเป็นแนวร่วมปฏิบัติที่ปฏิเสธคอร์รัปชั่น ว่าเป็นเรื่องเสียเปรียบ แต่ในมุมมองของบริษัทที่ตรงไปตรงมา ความเสียเปรียบเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ในระยะยาวบริษัทจะได้ประโยชน์มหาศาลจากความยั่งยืนของธุรกิจ และภาพลักษณ์ที่ดีที่จะมีต่อองค์กร และพนักงาน และ
ห้า มีเครือข่ายภาคประชาชนที่พร้อมจะร่วมเปลี่ยนทัศนคติสังคม และเยาวชนให้ไม่เอาคอร์รัปชั่น พร้อมร่วมตรวจสอบ ให้เบาะแส เปิดโปงพฤติกรรมนักการเมือง ข้าราชการประจำ และธุรกิจเอกชนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ปัจจุบันการเปิดโปงพฤติกรรมคอร์รัปชั่นทำได้ง่ายและเร็ว ผ่านสื่อทางสังคม หรือ Social media เช่นในกรณีของอินเดีย
นี่คือยุทธศาสตร์ห้าด้านที่หลายประเทศใช้และประสบความสำเร็จ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดจริงๆที่จะจุดชนวนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ก็คือการเอาจริงของผู้นำประเทศที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ผ่านมาที่ปัญหาคอร์รัปชั่นในบ้านเรารุนแรงขึ้นมาก ก็เพราะผู้นำไม่เอาจริงกับการแก้ไขปัญหา ดังนั้นรัฐบาล โดยเฉพาะผู้นำประเทศจะเป็นความหวังเดียวที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง
รัฐบาลปัจจุบันได้ประกาศนโยบายสามด้านที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ หนึ่ง แก้ไขปัญหายาเสพติด สอง แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สาม แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ขณะที่สองเรื่องแรก รัฐบาลได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา แต่สำหรับปัญหาคอร์รัปชั่น รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ และสวนทางกับความพร้อมของประชาชน ที่จะให้ความร่วมมือแก้ไขปัญหา ทำให้ขณะนี้มีช่องว่างมากในเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นระหว่างสิ่งที่รัฐบาลประกาศกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
รัฐบาลสามารถปิดช่องว่างนี้ได้ทันที โดยดำเนินการในประเด็นการแก้ไขคอร์รัปชั่นที่ค้างอยู่ เช่น การทำให้กฎหมายใหม่ของปปช. นำมาสู่การปฏิบัติใช้ได้จริง เช่น เรื่องการเปิดเผยราคากลาง และการจัดทำบัญชี รายรับรายจ่ายเฉพาะในโครงการการซื้อขายกับภาครัฐ สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ง่ายและเร็วโดยอำนาจบริหาร โดยไม่มีประเด็นทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ ที่คนทั้งประเทศจะได้ประโยชน์ ก็หวังว่า เราจะเห็นความก้าวหน้าของนโยบายแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจากรัฐบาลเร็วๆ นี้
Tags : ดร.บัณฑิต นิจถาวร

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น