การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสังคมไทยในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน พื้นที่ชนบท อย่างลึกซึ้ง
การทำการเกษตรทั้งหมดไม่ใช่การทำการเกษตรในลักษณะเดิมที่ใช้แรงงานครอบครัวเป็นฐานและทำเพื่อบริโภคเองอีกต่อไปแล้ว การทำการเกษตรที่ดำเนินมาล้วนแล้วแต่เป็นการผลิตเพื่อขายและใช้แรงงานจ้าง/เครื่องจักรในทุกระดับ ขณะเดียวกัน รายได้หลักของครัวเรือนทั้งหมดที่ใช้ทั้งเลี้ยงชีพและจ้างแรงงานในไร่นานั้นมาจากการทำงานนอกภาคการเกษตร
กล่าวได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กล่าวข้างต้น แต่ปัญหาสำคัญ ก็คือว่า เราจะเข้าใจทางเลือกสู่อนาคตของคนกลุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิตเขาได้อย่างไร
หากแบ่งคนในสังคมไทยออกเป็นสองกลุ่มอย่างหยาบๆ คนกลุ่มแรก คือ คนชั้นกลางรุ่นเก่าที่ได้รับผลพวงจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษ 2510 มาก่อน คนชั้นกลางกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับคนชั้นกลางกลุ่มแรก (อายุสี่สิบขึ้นไป) แต่ในช่วงทศวรรษ 2510 พวกเขาเป็นเพียงแรงงานระดับล่างที่เข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ในช่วงว่างจากการเพาะปลูก ต่อมาพวกเขาได้พบว่าช่องทางในการเลื่อนฐานะนั้นอยู่ที่การออกไปทำงานนอกภาคเกษตร ในทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา การอพยพเพื่อทำงานนอกภาคเกษตรจึงเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานขายแรงงานต่างประเทศหรือในประเทศ จนกระทั่งในสองทศวรรษหลัง (2530-2540) งานนอกภาคเกษตรเป็นหนทางเดียวในการเลื่อนชนชั้นหรือเปลี่ยนสถานะของพวกเขา
การทำงานนอกภาคเกษตรของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้เป็นงานที่ต้องเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐมากขึ้น และมักจะละเอียดอ่อนกับการถูก/ผิดกฎหมายหรือถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามกฎหมาย เช่น การทำการค้าตามท้องถนน การขนส่งอย่างไม่เป็นทางการ (รถตู้ รถจักรยานยนต์รับจ้าง) ร้านค้าย่อย (ร้านเสริมสวยเล็กๆ ในหมู่บ้าน ฯลฯ)
ความจำเป็นที่ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับรัฐมากขึ้นกว่าชีวิตของชาวไร่ชาวนาปกติ ทำให้พวกเขาพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะใช้กฎหมายหรือการวินิจฉัยกฎหมายอย่างลูบหน้าปะจมูก เอกสารการวิจัยเรื่องสภาพปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชนและแนวทางการใช้กฎหมายเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหา ของ อาจารย์ทศพล ทรรศกุลพันธ์ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ชาวบ้านจำนวนมากมีความเห็นว่าการวินิจฉัยกฎหมายของเจ้าหน้าที่นั้นมีความไม่ถูกต้องมากมาย และเป็นไปอย่างเข้าข้างคนบางกลุ่มมากกว่าชาวบ้านธรรมดา
การดำเนินชีวิตนอกภาคเกษตรกรรมของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้มีความ “เสี่ยง” หลายประการด้วยกัน นอกจากที่มาจากทางด้านเจ้าหน้าที่และกฎหมายของรัฐแล้ว ความไม่มั่นคงและแน่นอนของการค้าขายรายย่อยก็เป็นปัจจัย “เสี่ยง” อีกด้านหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าการค้าในวันรุ่งขึ้นจะดีหรือเลวอย่างไร และหากเลวแล้ว พวกเขาจะไปหาเงินทุนมาลงทุนต่อในวันต่อไปอย่างไร
การเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐถี่ขึ้นและเข้มข้นมากขึ้นและการดำรงอยู่ในสภาวะ “ความเสี่ยงสูง” เช่นนี้ก่อให้เกิดความ “ตึงเครียด” ทางสังคมมากขึ้น ลัทธิพิธีจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อผ่อนคลายความ “ตึงเครียด” ทางสังคมนี้ เช่น ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร. 5 ลัทธิพิธีจาตุคามรามเทพ ลัทธิพิธีแก้กรรม ฯลฯ เพราะพวกเขาไม่สามารถจะต่อรองและจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่มีต้นต่อมาจากรัฐได้ เช่น กฎหมายเทศกิจกฎหมายการจราจร กฎหมายภาษีรายได้ ฯลฯ หรือปัญหาที่มาจากความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจรายย่อย
หลังทศวรรษ 2540 การขยายตัวของรัฐทางด้านการบริการ ได้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าตนเองมี “หลังพิง” ที่จะต่อสู้/ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกับ “ความเสี่ยง” ที่ต้องเผชิญทุกเมื่อเชื่อวันได้ การจัดการในเรื่องคิวรถจักรยานยนต์รับจ้างทำให้คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างลดต้นทุนที่จะต้องจ่ายรายเดือนและรายวันลงไปทันที การแปลงสินทรัพย์และเปิดธนาคารออมสินให้แก่สินเชื่อประชาชนเป็นการเอื้อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่อนคลายความเสี่ยงของการค้าขายรายย่อย รวมทั้ง “หลังพิง” ที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาพยาบาลที่ถูกลงอย่างมากที่ทำให้พวกเขามีโอกาสได้เข้ารับการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น
ทางเลือกของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่ไม่ใช่การแบมือของจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความต้องการที่จะให้รัฐบาลสร้าง “หลังพิง” ให้แก่การลงแรงในการดำรงชีวิตและเพื่อที่จะสร้างสรรค์ชีวิตให้ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป คนชั้นกลางกลุ่มนี้ไม่ใช่เรียกร้องต่อรัฐเหมือนคนในประเทศที่ขอความช่วยเหลือจากสวัสดิการของรัฐแล้วไม่ทำอะไร หากแต่คนกลุ่มนี้ได้พยายามเลื่อนฐานะตนเองด้วยแรงกายและแรงใจอย่างมากทีเดียว ลองคิดถึงเจ้าของอู่แท็กซี่ดูซิครับ เมื่อยี่สิบปีก่อนนั้น เป็น “เจ๊กดาวน์ ลาวผ่อน” ตอนนี้กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็น “ลาวดาวน์ พี่น้องลาวผ่อน” ครับ
ทางเลือกที่สำคัญของคนชั้นกลางใหม่กลุ่มนี้ ได้แก่ ความต้องการได้รับการบริการจากรัฐที่แตกต่างออกไป เพราะเมื่อก่อนนั้น การบริการของรัฐจะจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงหรือข้าราชการเท่านั้น แต่หลังจากพวกเขาได้สร้างเนื้อสร้างตัวได้ระดับหนึ่งแล้ว พวกเขาเริ่มตระหนักว่าได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่มีความหมายต่อรัฐ พวกเขาจึงควรได้รับการบริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม
การสร้าง “หลังพิง” ให้แก่คนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้ไม่ได้ทำให้คนชั้นกลางรุ่นเก่าเสียผลประโยชน์แต่ประการใด ในทางกลับกัน หากคนชั้นกลางใหม่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้น พวกเขาก็จะค่อยๆ เลื่อนตนเองเข้าสู่ภาคการผลิตที่เป็นทางการและเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของสังคม ซึ่งก็จะทำให้กลุ่มคนชั้นกลางเก่าได้รับผลประโยชน์ร่วมเพิ่มมากขึ้นไปด้วย การกล่าวทำนองว่าหากคนชั้นล่าง (กลางใหม่) ได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ชนชั้นกลางเก่าก็จะเสียผลประโยชน์จึงเป็นการพูดของคนที่ไม่รู้เรื่องและเป็นการพูดเพื่อหาพวกสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มตนเองเท่านั้น
ทางเลือกของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนสังคมให้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะพวกเขาเองก็ตระหนักดีว่าชีวิตที่ดีกว่าเดิมของพวกเขารออยู่ข้างหน้าในสังคมนี้ ไม่ใช่สังคมที่เป็น “สังคมนิยม” หรือ “สังคมเพ้อฝัน” อะไรทั้งสิ้น เพียงแต่พวกเขากำลังต้องการความเท่าเทียมจากการบริการจากรัฐเท่านั้นเอง
หากเราเข้าใจในทางเลือกของคนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้ พยายามให้กลไกอำนาจรัฐทุกระดับโปร่งใส และปฏิบัติต่อคนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมไม่ลูบหน้าปะจมูก ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มก็จะลดลงทันที
Tags : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น