กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ทางเลือกสู่อนาคตของสังคมไทย (จบ)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสังคมไทยในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน “พื้นที่ชนบท” อย่างลึกซึ้ง

การทำการเกษตรทั้งหมดไม่ใช่การทำการเกษตรในลักษณะเดิมที่ใช้แรงงานครอบครัวเป็นฐานและทำเพื่อบริโภคเองอีกต่อไปแล้ว การทำการเกษตรที่ดำเนินมาล้วนแล้วแต่เป็นการผลิตเพื่อขายและใช้แรงงานจ้าง/เครื่องจักรในทุกระดับ ขณะเดียวกัน  รายได้หลักของครัวเรือนทั้งหมดที่ใช้ทั้งเลี้ยงชีพและจ้างแรงงานในไร่นานั้นมาจากการทำงานนอกภาคการเกษตร
 

กล่าวได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กล่าวข้างต้น แต่ปัญหาสำคัญ ก็คือว่า เราจะเข้าใจทางเลือกสู่อนาคตของคนกลุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิตเขาได้อย่างไร
 

หากแบ่งคนในสังคมไทยออกเป็นสองกลุ่มอย่างหยาบๆ คนกลุ่มแรก คือ คนชั้นกลางรุ่นเก่าที่ได้รับผลพวงจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษ 2510 มาก่อน คนชั้นกลางกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับคนชั้นกลางกลุ่มแรก (อายุสี่สิบขึ้นไป) แต่ในช่วงทศวรรษ 2510 พวกเขาเป็นเพียงแรงงานระดับล่างที่เข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ในช่วงว่างจากการเพาะปลูก ต่อมาพวกเขาได้พบว่าช่องทางในการเลื่อนฐานะนั้นอยู่ที่การออกไปทำงานนอกภาคเกษตร ในทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา การอพยพเพื่อทำงานนอกภาคเกษตรจึงเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานขายแรงงานต่างประเทศหรือในประเทศ จนกระทั่งในสองทศวรรษหลัง (2530-2540) งานนอกภาคเกษตรเป็นหนทางเดียวในการเลื่อนชนชั้นหรือเปลี่ยนสถานะของพวกเขา
 

การทำงานนอกภาคเกษตรของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้เป็นงานที่ต้องเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐมากขึ้น และมักจะละเอียดอ่อนกับการถูก/ผิดกฎหมายหรือถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามกฎหมาย เช่น การทำการค้าตามท้องถนน การขนส่งอย่างไม่เป็นทางการ (รถตู้ รถจักรยานยนต์รับจ้าง) ร้านค้าย่อย (ร้านเสริมสวยเล็กๆ ในหมู่บ้าน ฯลฯ)
 

ความจำเป็นที่ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับรัฐมากขึ้นกว่าชีวิตของชาวไร่ชาวนาปกติ ทำให้พวกเขาพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะใช้กฎหมายหรือการวินิจฉัยกฎหมายอย่างลูบหน้าปะจมูก เอกสารการวิจัยเรื่องสภาพปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชนและแนวทางการใช้กฎหมายเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหา ของ อาจารย์ทศพล ทรรศกุลพันธ์ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ชาวบ้านจำนวนมากมีความเห็นว่าการวินิจฉัยกฎหมายของเจ้าหน้าที่นั้นมีความไม่ถูกต้องมากมาย และเป็นไปอย่างเข้าข้างคนบางกลุ่มมากกว่าชาวบ้านธรรมดา
 

การดำเนินชีวิตนอกภาคเกษตรกรรมของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้มีความ “เสี่ยง” หลายประการด้วยกัน นอกจากที่มาจากทางด้านเจ้าหน้าที่และกฎหมายของรัฐแล้ว ความไม่มั่นคงและแน่นอนของการค้าขายรายย่อยก็เป็นปัจจัย “เสี่ยง” อีกด้านหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าการค้าในวันรุ่งขึ้นจะดีหรือเลวอย่างไร และหากเลวแล้ว พวกเขาจะไปหาเงินทุนมาลงทุนต่อในวันต่อไปอย่างไร 
 

การเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐถี่ขึ้นและเข้มข้นมากขึ้นและการดำรงอยู่ในสภาวะ “ความเสี่ยงสูง” เช่นนี้ก่อให้เกิดความ “ตึงเครียด” ทางสังคมมากขึ้น ลัทธิพิธีจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อผ่อนคลายความ “ตึงเครียด” ทางสังคมนี้ เช่น  ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร. 5  ลัทธิพิธีจาตุคามรามเทพ ลัทธิพิธีแก้กรรม ฯลฯ เพราะพวกเขาไม่สามารถจะต่อรองและจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่มีต้นต่อมาจากรัฐได้ เช่น กฎหมายเทศกิจกฎหมายการจราจร กฎหมายภาษีรายได้ ฯลฯ หรือปัญหาที่มาจากความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจรายย่อย
 

หลังทศวรรษ 2540 การขยายตัวของรัฐทางด้านการบริการ ได้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าตนเองมี “หลังพิง” ที่จะต่อสู้/ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกับ “ความเสี่ยง” ที่ต้องเผชิญทุกเมื่อเชื่อวันได้ การจัดการในเรื่องคิวรถจักรยานยนต์รับจ้างทำให้คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างลดต้นทุนที่จะต้องจ่ายรายเดือนและรายวันลงไปทันที การแปลงสินทรัพย์และเปิดธนาคารออมสินให้แก่สินเชื่อประชาชนเป็นการเอื้อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่อนคลายความเสี่ยงของการค้าขายรายย่อย รวมทั้ง “หลังพิง” ที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาพยาบาลที่ถูกลงอย่างมากที่ทำให้พวกเขามีโอกาสได้เข้ารับการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น
 

ทางเลือกของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่ไม่ใช่การแบมือของจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความต้องการที่จะให้รัฐบาลสร้าง “หลังพิง” ให้แก่การลงแรงในการดำรงชีวิตและเพื่อที่จะสร้างสรรค์ชีวิตให้ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป คนชั้นกลางกลุ่มนี้ไม่ใช่เรียกร้องต่อรัฐเหมือนคนในประเทศที่ขอความช่วยเหลือจากสวัสดิการของรัฐแล้วไม่ทำอะไร หากแต่คนกลุ่มนี้ได้พยายามเลื่อนฐานะตนเองด้วยแรงกายและแรงใจอย่างมากทีเดียว ลองคิดถึงเจ้าของอู่แท็กซี่ดูซิครับ เมื่อยี่สิบปีก่อนนั้น เป็น “เจ๊กดาวน์ ลาวผ่อน” ตอนนี้กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็น “ลาวดาวน์ พี่น้องลาวผ่อน” ครับ
 

ทางเลือกที่สำคัญของคนชั้นกลางใหม่กลุ่มนี้ ได้แก่ ความต้องการได้รับการบริการจากรัฐที่แตกต่างออกไป เพราะเมื่อก่อนนั้น การบริการของรัฐจะจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงหรือข้าราชการเท่านั้น แต่หลังจากพวกเขาได้สร้างเนื้อสร้างตัวได้ระดับหนึ่งแล้ว พวกเขาเริ่มตระหนักว่าได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่มีความหมายต่อรัฐ พวกเขาจึงควรได้รับการบริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม
 

การสร้าง “หลังพิง” ให้แก่คนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้ไม่ได้ทำให้คนชั้นกลางรุ่นเก่าเสียผลประโยชน์แต่ประการใด ในทางกลับกัน หากคนชั้นกลางใหม่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้น พวกเขาก็จะค่อยๆ เลื่อนตนเองเข้าสู่ภาคการผลิตที่เป็นทางการและเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของสังคม ซึ่งก็จะทำให้กลุ่มคนชั้นกลางเก่าได้รับผลประโยชน์ร่วมเพิ่มมากขึ้นไปด้วย การกล่าวทำนองว่าหากคนชั้นล่าง (กลางใหม่) ได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ชนชั้นกลางเก่าก็จะเสียผลประโยชน์จึงเป็นการพูดของคนที่ไม่รู้เรื่องและเป็นการพูดเพื่อหาพวกสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มตนเองเท่านั้น
 

ทางเลือกของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนสังคมให้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะพวกเขาเองก็ตระหนักดีว่าชีวิตที่ดีกว่าเดิมของพวกเขารออยู่ข้างหน้าในสังคมนี้ ไม่ใช่สังคมที่เป็น “สังคมนิยม” หรือ “สังคมเพ้อฝัน” อะไรทั้งสิ้น เพียงแต่พวกเขากำลังต้องการความเท่าเทียมจากการบริการจากรัฐเท่านั้นเอง
 

หากเราเข้าใจในทางเลือกของคนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้ พยายามให้กลไกอำนาจรัฐทุกระดับโปร่งใส และปฏิบัติต่อคนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมไม่ลูบหน้าปะจมูก ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มก็จะลดลงทันที

Tags : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    ลัทธิรูปเคารพใดๆ หรือลัทธิพิธีกรรมใดๆ
    มีสาเหตุมาจาก"ความตึงเครียด"ทางสังคม
    แน่หรือ? เห็นบางอย่างมาแล้วก็ไป 
    บางอย่างอาจมีมานานตั้งแต่ที่คนเริ่ม
    อยู่กันแบบชุมชน และบางอย่าง
    กลับเป็นจุดพบปะของคนทั้งยากดีมีจน
    ขอแค่มี"ความเชื่อ"เหมือนกัน
    แต่ส่วนมากก็เพื่อ"กำลังใจ"ในการทำมาหากิน
    หรือในการดำรงชีวิต ก่อนที่บางส่วนจะ
    กลายเป็นพุทธพาณิชย์ วัตถุสักการะพาณิชย์
    ตามกระแสบริโภคนิยมในภายหลัง...

    2540 เป็นปีแรกที่เรามีรัฐธรรมนูญ
    ที่เกิดจากการร่วมสรรสร้างของตัวแทน
    หลากหลาย หลังจากที่"ตกผลึก"ในระดับหนึ่ง
    ว่านอกจากโครงสร้างทางกฎหมายจะต้อง
    ปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนเข้าไปมี"ส่วนร่วม"
    มากขึ้น ไม่่ปล่อยให้"นักการเมือง"ตัดสินใจ
    กัน"โดยลำพัง"อีกต่อไป เพราะคนจำพวกนี้
    ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลง
    ยกระดับตัวเองให้มี"มาตรฐาน"ทั้งวิธีการ
    ทำงานและจิตใจ
    แต่ประเทศชาติและประชาชนแทบไม่ได้
    อะไรเลยในอีก 10 ปีต่อมา ทางวัตถุก็
    เจริญขึ้นเพียงเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับที่ถูก
    เพื่อนบ้าน"ทิ้งห่าง"
    ปัญหายังคงวนเวียนอยู่กับ"การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม"แม้ว่าจะมี
    คนหน้าใหม่เข้ามา แต่สุดท้ายแล้วชนชั้นกลาง
    ไม่ว่าจะเกิดปีไหน ก็ยังคงตกเป็น"เบี้ยล่าง"
    ให้รัฐรีดภาษีเอาไปโกงกิน และเหลือแจก
    เป็นระบบสวัสดิการสังคม และเงินประทัง
    ชีวิตคนชั้นล่าง"นิดหน่อย" เนื่องด้วยปัญหา
    เดิมๆที่ไม่เคยใส่ใจแก้ไข
    สำหรับ"ชนชั้นกลาง"ไม่ว่าเก่าหรือใหม่
    ล้วนได้รับผลกระทบจากการจัดการที่
    "ไม่เป็นธรรม"เหมือนกันหมด
    ต้อง"ถีบตัวเอง"ให้เข้าเงื่อนไขของรัฐ
    เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี แต่พวกเศรษฐีมั่งมี
    ทำการค้าอาจไม่เสียภาษีสักบาท บางราย
    มีอำนาจก็แก้กฎหมายยกเว้นตัวเองได้เบ็ดเสร็จ

    ตั้งแต่ 2540 ที่เข้าสู่โลกาภิวัฒน์
    เผด็จการไม่มี แต่โลกเสรีของทุนทั้งเก่าและใหม่
    กลับเข้ายึดครองสิ่งที่ควรจะเป็นของคนทั้งชาติ
    อย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น และไทยก็เป็น
    ประเทศแรกๆที่ชนชั้นกลางลุกขึ้นต่อต้าน
    การแปลกปลอมนั้น ด้วยที่มี"ศีล"เป็นเครื่องมือ
    ช่วยตรวจสอบ จึงไวต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น
    เป็นธรรมดาและเป็นข้อพิสูจน์ในวันนี้ได้ว่า
    เราไม่ได้หลงทาง เพราะคนอเมริกันชั้นกลาง
    ในประเทศที่เป็นบริโภคทุนนิยมสมัยใหม่สุดขั้ว
    ก็เพิ่งจะตื่นลุกขึ้นมาประท้วงต่อการเอารัด
    เอาเปรียบของชนชั้นนำเหมือนกัน

    คิดว่าชนชั้นกลางในเมืองไทย
    ไม่ได้ต้องการ"หลังพิง" ไม่ได้ต้องการอิงใคร
    อาจต้องการแค่กฎที่เป็นธรรม และเด็ดขาด
    เลิกลูบหน้าปะจมูก ไม่มีเอกสิทธิใดที่จะ
    เหนือไปกว่ากฎหมาย ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก
    เราต่างรู้ว่า"เสียเวลา"กับนักการเมือง
    ไปมากแล้ว และผิดชอบชั่วดีไม่สามารถ
    พิสูจน์ได้จากการเลือกตั้ง เราต่างเรียนรู้ว่า
    ลำพังสติปัญญาของนักการเมืองคงไม่อาจ
    ทำให้เรา"ก้าวทัน"คนอื่นได้อีกต่อไป
    ดังนั้นเราอาจต้องการให้ตัวแทนเป็นแค่
    "ปากเสียง" แต่ไม่ต้องการการตัดสินใจ
    ของตัวแทนนั้นอีกต่อไป...

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement