กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ทางเลือกสู่อนาคตของสังคมไทย (2)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การทบทวนตนเองว่ากลุ่มของตนมีพัฒนาการร่วมมากับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อย่างไรจะทำให้เข้าใจพื้นฐานอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด

ที่เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น และอีกด้านหนึ่งก็จะทำให้ช่วยให้มองเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งชัดเจนมากขึ้นไปด้วย การ "เห็นซึ่งกันและกัน" ชัดเจนมากขึ้นของคนในสังคมก็จะทำให้การปลุกเร้าด้วยวาทกรรม (จูงใจ) เกิดได้ยากมากขึ้น
 

ลูกหลานคนจีนที่เติบโตในสังคมไทยราวทศวรรษ 2490 ได้โอกาสในการศึกษาและการทำงานในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทห้างร้าน รวมทั้งส่วนหนึ่งได้มีส่วนในการขยายบทบาทธุรกิจของครอบครัวตนเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสังคมดำเนินมาอย่างดีตลอด คนกลุ่มนี้จึงสามารถที่จะสร้างฐานทางเศรษฐกิจและสร้างสถานทางสังคมของตนได้อย่างมั่นคง
 

การที่พวกเขาเติบโตมาในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญการเมืองถูกทำให้นิ่งสงบด้วยอำนาจรัฐเผด็จการ แม้ว่าจะมีรอยปะทุของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2516-2519 แต่ก็เป็นเวลาสั้นๆ   ความคิดทางการเมืองเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” (Stability) จึงกลายมาเป็นหลักในการคิดและรู้สึก เพราะ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” เป็นฐานที่สำคัญของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขา
 

“เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ได้ถูกสร้างให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นหลังเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2516 โดยเริ่มจากการยุติการนองเลือดในปี พ.ศ. 2516, ยุติความขัดแย้ง พ.ศ. 2519, การต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่สำคัญ ภายหลังจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้สร้างระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบซึ่งต้องการความชอบธรรมลักษณะใหม่มารองรับ ระบอบการเมืองช่วงสมัยพลเอกเปรมจึงได้ทำให้เกิดการยึดโยงสถาบันพระมหากษัตริย์กับ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ทางสังคมการเมืองมากขึ้น
 

การยุติการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นนำในระบบราชการระหว่างพลเอกเปรม กับกลุ่มทหารหนุ่มและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนายทหารรุ่นห้ากับบางส่วนของนายทหารรุ่นเจ็ดในปี พ.ศ. 2535 ยิ่งทำให้หลักการ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ถูกโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น
 

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะผู้ทรงรักษาเสถียรภาพทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งภายในกองทัพในช่วงของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์  ในหนังสือเรื่อง “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : 60 ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย” ความว่า
 

“ชัยชนะของพลเอกเปรม และการดำรงอยู่ของดุลยภาพทางการเมืองที่ถูกคุกคาม
 

โดยคณะปฏิวัติคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย  หากปราศจากการสนับสนุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เหตุการณ์ความไม่สงบ
 

ยุติลงอย่างรวดเร็วโดยปราศจากความรุนแรง”
 

พร้อมกันนั้น หลังทศวรรษ 2500 การอธิบายรวบยอด “ประวัติศาสตร์” ของคนจีน (ที่ตัดสินใจอยู่ในประเทศไทย) ก็ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นในชุดคำกล่าวทำนองว่า "คนไทยเชื้อสายจีนได้อพยพหนีความเดือดร้อนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร" 
 

การให้ความหมายแก่ประวัติศาสตร์ของกลุ่มพี่น้องจีนเช่นนี้มีพลังอย่างมากในการทุ่มตนเองเพื่อรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” อันมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง   เพราะนี่คือการทดแทนบุญคุณที่บรรพบุรุษตนเองได้รับจากการพึ่งพระบรมโพธิสมภาร   
 

“เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองในระบบความคิดเห็นชุดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น “ประชาธิปไตย” และหลังทศวรรษ 2490 การสร้างความคิดความเชื่อที่ว่านักการเมืองเป็นคนเลวที่เห็นแก่ตัวและเป็นผู้ที่ก่อกวน “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ยิ่งทำให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่ผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวนั้นมีไม่มากนัก แต่หากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแสดงตนเองว่าเป็นผู้รักษา "เสถียรภาพ-ความมั่นคง" ได้ด้วยการทำอะไรที่เป็นเผด็จการก็จะได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มนี้
 

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเคยได้รับความชื่นชมและชื่นชอบจากการปราบปรามยาเสพติด “ฆ่าตัดตอน” เพราะคนกลุ่มนี้เห็นว่าการปราบยาเสพติดด้วยการ “ฆ่าตัดตอน” เป็นการทำเพื่อรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของรัฐ
 

แต่เมื่อเกิดข่าวลือ/ข่าวปล่อยจากหลายฝ่ายว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเริ่มล้ำเส้นเข้ามาพื้นที่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  ซึ่งทำให้เกิดการปะทุขึ้นของความกังวลในเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” จากนั้น  การสถาปนาตนเองเป็น “ลูกจีนรักชาติ-ลูกจีนกู้ชาติ” จึงก่อกำเนิดและแรงกล้าขึ้นทันที 
 

ปัญหาความกังวลในเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ที่ถูกทำให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องหลายประเด็น แต่ทั้งหมดถูกทำให้รวมศูนย์ไปอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ในระบบคิดชุดนี้จะมองว่าหากไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีเสียคนเดียวแล้ว ความไม่แน่นอนเรื่องอื่นๆ ก็จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยตัวเอง
 

ความรู้สึกกังวลใน “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองไทยกลายมาเป็นกรอบการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นหลัง พ.ศ. 2545 และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน กรณีล่าสุด ได้แก่ การต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มอาจารย์ “ นิติราษฎร์” ซึ่งหากอ่านและคิดกันให้ดีแล้ว ข้อเสนอนี้เป็นการเสนอที่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ปลอดจากการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมือง เพราะนิติราษฎร์เห็นว่าการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ว่าลักษณะใดก็ตาม ก็จะทำให้มีคนที่เสียประโยชน์และไม่พอใจ อันจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  รวมทั้งต้องการป้องกันการฟ้องร้องโดยใครก็ได้ซึ่งทำให้การฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งกันเกิดได้ง่ายมากขึ้น
 

แต่ข้อเสนอนี้กลับถูกโจมตีอย่างรุนแรง เพราะความปรารถนาดีของนิติราษฎร์นี้ที่จะคลี่คลายปัญหา จำเป็นต้องยกเลิก/ตัดสายโยงใยสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกใช้ไปในเรื่องการรักษา "เสถียรภาพ-ความมั่นคง" ทางสังคมการเมืองเสีย ซึ่งกลุ่มคนที่ต่อต้านดังกล่าวต่างวิตกกังวลกันมากในประเด็นที่หากไม่สร้างสายสัมพันธ์ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงคอยรักษาเสถียรภาพแล้ว บ้านเมืองก็จะวุ่นวายและปั่นป่วน 
 

หากคนกลุ่มนี้พยายามทำความเข้าใจระบบการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายให้ดี ก็จะพบว่าหากจะถวายความจงรักภักดีเพื่อที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่แผ่นดินไทยก็จำเป็นที่จะต้องทำให้การเมืองเข้าไปแปดเปื้อนสถาบันฯให้น้อยที่สุด  ซึ่งทางออกในเรื่องนี้มีไม่มากนัก และหนึ่งก็คือข้อเสนอของนิติราษฎร์
 

ในวันนี้ สังคมไทยต้องช่วยกันรักษา "เสถียรภาพ-ความมั่นคง" สังคมการเมืองด้วยมือของพวกเราเองครับ อย่าทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเหนื่อยกับปัญหาของพสกนิกรอีกเลยครับ

 

Tags : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    PUCCAPUCCA

    ฝ่ายการเมืองของคุณทักษิณต่างหากที่...สร้างวาทะกรรม..เรื่อง การปฏิวัติปี 49 สถาบันอยู่เบื้องหลัง โดยใช้คำที่หลบซ่อน...ว่าเป็นอำมาตย์..แต่การเคลื่อนไหว ผ่านการแสดงออกผ่าน สื่อต่างๆของพวกเค้า..นั้นมันพุ่งตรงไปที่สถาบัน...แม้กระทั่ง นิตยาสาร ทักษิณว๊อยซ์ ..ที่ออกอาวุธแรงๆ มาหลายต่อหลายดอก..."ไพร่ตาสุดท้าย"...หนึ่งเล่ม "ปิดหน้าปล้น" บ้านจะดีต้องเริ่มที่พ่ออีกหนึ่งเล่ม 2เล่มติดๆ ที่มุงไปโจมตีสถาบันตรงๆ

    ทั้งๆที่ยังสรุปอะไรไม่ได้เลย..ว่ามีความเป็นจริงมากมายขนาดไหนที่ การปฏิวัติดังกล่าว สถาบันเป็นผู้รู้เห็น..นี่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ มาตรา 112 มาทำลายกันเลยนะ...นี่มันกล่าวหากันตรงๆไปเลย..

    มันจึงตามมาด้วยที่มาและการต่อต้านของคนที่ไม่เห็นด้วยในการแก้ไข มาตรา 112 เพราะอะไร เพราะพวกเค้าไม่ไว้วางใจว่า..กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในการแก้ไขมาตรานี้ ตรงไปตรงมาขนาดไหน..

    ทำไมสิ่งที่ คณะนิติราษฎร์เสนอ ถึงไม่มีคนที่จะรับฟังซักเท่าไร...ทั้งๆที่มันก็น่าจะฟังได้..ก็เพราะกระบวน นักวิชาการในกลุ่ม 112 รวมทั้งตัวท่าน อาจารย์ อรรถจักรเอง..ก็เป็นกลุ่มนักวิชาการ ที่สนับสนุนกระบวนการการเคลื่อนไหว ของ คนเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่อง..อยู่ในกลุ่ม นักวิชาการ นิติประชาธรรม...ที่เคยใช้ความเป็น 2 มาตรฐาน ในการให้คุณค่าในการเคลื่อนไหว ของคน 2 กลุ่ม คือ เหลือง กับ แดง ไว้ดัง ม๊อบที่บ้าคลั่ง กับ การเคลื่อนไหวของประชาชนที่งดงาม...

    คือ กลุ่มนักวิชาการที่ได้เลือกข้างมาตั้งแต่ต้น...มาเคลื่อนไหว ในจังหวะที่ดูเหมือนจะเปิดช่องให้ การหมิ่นหยามดูแคลนในความเป็นมนุษย์ต่อสถาบัน เปิดแผลกว้างออกไปไกลกว่าเดิม..ซึงการด่าทออย่างหยาบคาย ในสื่อต่างๆ ยังจัดการได้ไม่หมด..แล้วก็มาอ้างว่า ทำเพื่อดึง พระมหากษัตริย์ ไม่ให้มามีส่วนต่อเชื่อมกับการเมือง..มันฟังยังไง ยังไง ก็ไม่รู้...ผมคนนึงที่เห็นด้วยถ้าจะแก้ กฏหมายที่มันไม่ตอบสนอง ต่อวิถีชีวิตของประชาชน..

    มาตรา 112 มันก็มาออกฤทธิ์มากๆตอนที่ ถึงจุดสุกงอมมากๆ ของความเชื่อที่ฝ่ายแดงปูมาตั้งแต่ต้น..ว่า อย่างไรเสีย สถาบันก็มีส่วนรับรู้ กับการรัฐประหาร 49 คนที่เป็นหน่วยรบพิเศษ กล้าตาย อย่าง คุณ ดา ตอปิโด คุณ สุชาติ นาคบางไทร..กลายเป็น 2 คนแรกที่ ด่าอย่างสาดเสียเทเสีย..และก็ถูกดำเนินคดี

    ตามมาด้วย..อีกหลายต่อหลายคน ที่มีชุดความคิดแบบเดียวกัน ดาหน้ากันออกมาด่าทออย่างหยาบคาย เช่น กรณี ชายคนนึงที่อายุ 60 ยังไม่เกษีรณ เช่น อากง..

    การปลุกให้คนเชื่อ แล้วดาหน้ากันออกมา กล่าวหาด่าทอ ชิงชัง สถาบัน..กับ คนที่คิดจะแก้ กฏหมาย 112 เพื่อคิดว่า หวังดีต่อสถาบัน ดันเป็นคนกลุ่มเดียวกัน..มันก็เลยทำให้คนที่เค้าติดตาม เหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นไม่ไว้ใจ มันก็ถูกของเค้าแล้วไม่ใช่หรอครับอาจารย์

    บางที ถ้าให้คนกลุ่มอื่นๆ มาเสนอ ผมว่า น่าจะมีคนรับฟังมากกว่านี้นะครับ...ทั้งๆที่ มันก็เป็นเรื่องที่ คนไทยควรจะต้องรับฟัง

  • ความเห็นที่ 1

    PUCCAPUCCA

    ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์...ในบางช่วงของบทความนะครับ..แต่พอมาถึงเรื่อง..ที่ ท่านอาจารย์กล่าวว่า ครั้งนึง กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนกลุ่มนึง ที่ได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่องตลอดมา กับ มุมมองเรื่อง "เสถียรภาพ และความมั่นคง" ที่ยึดโยงกับระบอบกษัตริย์..โดยไม่เคยได้ใส่ใจอะไรต่อ ประชาธิปไตยมากนัก

    สมัย คุณทักษิณ เรืองอำนาจ ก็สนับสนุนคุณทักษิณ เรื่องปราบ ยาเสพติด และ ฆ่าตัดตอน...แต่พอได้ยิน ข่าวปล่อย ข่าวลือจากฝ่ายตรงข้าม..ก็หลงเชื่อ เกิดปรากฏการณ์การต่อ ต้าน เป็น ลูกจีนรักชาติ ลูกจีนกู้ชาติ

    ผมมองอย่างนี้ครับ....ผมว่าท่านอาจารย์ดูแคลน คนกลุ่มนี้มากจนเกินไป..สิ่งที่ทำให้คนที่ต่อต้านคุณทักษิณ ปรากฏตัวออกมา อย่างมากมายนั้น...มิใช่การเชื่อใน ข่าวลือ ข่าวปล่อยแล้ว เชื่อโดยไม่ผ่านการ คิดและไตร่ตรอง มนุษย์นะครับอาจารย์ มิใช่วัตถุ...มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ กับแค่มีคนปล่อยข่าวเรื่อง คุณทักษิณล้ำเส้นสถาบัน แล้วคนแห่กันมา มากมายมหาศาล

    สมัยคุณทักษิณ เรืองอำนาจ..ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มลูกจีนหรอกครับ..คนอีกหลายต่อหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางระดับล่าง และระดับกลางนี่แหละที่ ชอบเป็นพิเศษ...ขนาดพระสงฆ์ที่ได้ชื่อว่า เป็นที่นิยมชมชอบของคนชั้นกลางในส่วนนี้ อย่าง หลวงพ่อคูณ ยังเห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว มันสะท้อนมุมมอง ความนิยมของคนกลุ่มนี้ได้ดีระดับหนึ่งเลยนะครับ

    คืออย่า พยายาม อธิบายแล้วสรุปด่วนๆ เลยว่า ก็ไอ้ลูกจีนกลุ่มนี้เนี่ยแหละที่เคยชอบใน วิธีฆ่าตัดตอน และก็มาเกลียดเพราะเชื่อในข่าวปล่อย...ผมว่ามันหยาบเกินไปนะครับ

    สิ่งที่ลูกจีน หรือ ลูกลาว อย่างผม...ทนไม่ได้นั้น..มันคงไม่ใช่เรื่องข่าวปล่อยเรื่อง พระมหากษัตริย์เป็นแน่..แต่มันมีมากมายหลายต่อหลายเรื่อง..ซึ่งเรื่องหลักๆ เลยก็คือ รับไม่ได้อย่างมากเรื่อง คอรัปชั่น และรับไม่ได้อย่างมากเรื่อง ไม่ยอมเสียภาษี ..ปรากฏการณ์ คนใช้รวยเป็นพันล้าน ลูกรวยเป็นพันล้าน..

    มันสร้างความปวดร้าวให้กับคนอย่างพวกผม..ซึ่งโดนภาษีขูดรีดอย่างปวดร้าว..ในสมัยคุณทักษิณ คุยกับ สำพากร อำเภอ เขาพูดให้ฟังกับปากเค้าเองเลยว่า..มีโยบายให้แต่ละจังหวัด..เก็บภาษีให้เป็นไปตามตัวเลขที่รัฐต้องการ..โดยบีบบังคับให้ สำพากรในแต่ละจังหวัดจัดเก็บให้เป็นไปตามนั้น จังหวัดไหน แหล่งอุตสาหกรรมเยอะรอดไป จังหวัดไหนไม่มี นั่นแหละ..ฉิบหายเลยครับอาจารย์...โดนทั้งกลางปี สิ้นปี ย้อนหลัง แทบสิ้นเนื้อประดาตัว..นี่ก็เรื่องนึง

    เรื่อง การฆ่าตัดตอนนี่ก็อีกเรื่องที่รับไม่ได้..รัฐตำรวจ และ คนมีเงินเท่านั้นที่ถูกเสมอ..มาสิ้นสุดความอดทน ก็ตอน คดีทนาย สมชาย..ที่ปรากฏว่า รัฐตำรวจโดยได้รับไฟเขียวจาก ผู้นำระดับสูง ให้ อุ้ม...ถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน.

    สิ่งเหล่านี้คือความไม่พึงใจเบื้องต้น...ต่างหาก มิใช่เรื่องล้ำเส้น สถาบัน และกระบวนการความเป็นเหลือง ถ้าอาจารย์ได้ สำผัสจริงๆ ลูกจีนก็แค่ ส่วนเล็กๆ ในกระบวนการ..มุสลิม ลาว พวน มอญ หลากหลายมากมาย ที่แต่ละคนมีความไม่พอใจ ต่ออะไรบางอย่างที่มิใช่ เรื่องปล่อยข่าว คุณทักษิณ ล้ำเส้นกษัตริย์

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement