การทบทวนตนเองว่ากลุ่มของตนมีพัฒนาการร่วมมากับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อย่างไรจะทำให้เข้าใจพื้นฐานอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด
ที่เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น และอีกด้านหนึ่งก็จะทำให้ช่วยให้มองเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งชัดเจนมากขึ้นไปด้วย การ "เห็นซึ่งกันและกัน" ชัดเจนมากขึ้นของคนในสังคมก็จะทำให้การปลุกเร้าด้วยวาทกรรม (จูงใจ) เกิดได้ยากมากขึ้น
ลูกหลานคนจีนที่เติบโตในสังคมไทยราวทศวรรษ 2490 ได้โอกาสในการศึกษาและการทำงานในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทห้างร้าน รวมทั้งส่วนหนึ่งได้มีส่วนในการขยายบทบาทธุรกิจของครอบครัวตนเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสังคมดำเนินมาอย่างดีตลอด คนกลุ่มนี้จึงสามารถที่จะสร้างฐานทางเศรษฐกิจและสร้างสถานทางสังคมของตนได้อย่างมั่นคง
การที่พวกเขาเติบโตมาในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญการเมืองถูกทำให้นิ่งสงบด้วยอำนาจรัฐเผด็จการ แม้ว่าจะมีรอยปะทุของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2516-2519 แต่ก็เป็นเวลาสั้นๆ ความคิดทางการเมืองเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” (Stability) จึงกลายมาเป็นหลักในการคิดและรู้สึก เพราะ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” เป็นฐานที่สำคัญของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขา
“เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ได้ถูกสร้างให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นหลังเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2516 โดยเริ่มจากการยุติการนองเลือดในปี พ.ศ. 2516, ยุติความขัดแย้ง พ.ศ. 2519, การต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่สำคัญ ภายหลังจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้สร้างระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบซึ่งต้องการความชอบธรรมลักษณะใหม่มารองรับ ระบอบการเมืองช่วงสมัยพลเอกเปรมจึงได้ทำให้เกิดการยึดโยงสถาบันพระมหากษัตริย์กับ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ทางสังคมการเมืองมากขึ้น
การยุติการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นนำในระบบราชการระหว่างพลเอกเปรม กับกลุ่มทหารหนุ่มและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนายทหารรุ่นห้ากับบางส่วนของนายทหารรุ่นเจ็ดในปี พ.ศ. 2535 ยิ่งทำให้หลักการ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ถูกโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะผู้ทรงรักษาเสถียรภาพทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งภายในกองทัพในช่วงของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในหนังสือเรื่อง “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : 60 ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย” ความว่า
“ชัยชนะของพลเอกเปรม และการดำรงอยู่ของดุลยภาพทางการเมืองที่ถูกคุกคาม
โดยคณะปฏิวัติคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากการสนับสนุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เหตุการณ์ความไม่สงบ
ยุติลงอย่างรวดเร็วโดยปราศจากความรุนแรง”
พร้อมกันนั้น หลังทศวรรษ 2500 การอธิบายรวบยอด “ประวัติศาสตร์” ของคนจีน (ที่ตัดสินใจอยู่ในประเทศไทย) ก็ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นในชุดคำกล่าวทำนองว่า "คนไทยเชื้อสายจีนได้อพยพหนีความเดือดร้อนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร"
การให้ความหมายแก่ประวัติศาสตร์ของกลุ่มพี่น้องจีนเช่นนี้มีพลังอย่างมากในการทุ่มตนเองเพื่อรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” อันมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง เพราะนี่คือการทดแทนบุญคุณที่บรรพบุรุษตนเองได้รับจากการพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
“เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองในระบบความคิดเห็นชุดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น “ประชาธิปไตย” และหลังทศวรรษ 2490 การสร้างความคิดความเชื่อที่ว่านักการเมืองเป็นคนเลวที่เห็นแก่ตัวและเป็นผู้ที่ก่อกวน “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ยิ่งทำให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่ผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวนั้นมีไม่มากนัก แต่หากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแสดงตนเองว่าเป็นผู้รักษา "เสถียรภาพ-ความมั่นคง" ได้ด้วยการทำอะไรที่เป็นเผด็จการก็จะได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มนี้
อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเคยได้รับความชื่นชมและชื่นชอบจากการปราบปรามยาเสพติด “ฆ่าตัดตอน” เพราะคนกลุ่มนี้เห็นว่าการปราบยาเสพติดด้วยการ “ฆ่าตัดตอน” เป็นการทำเพื่อรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของรัฐ
แต่เมื่อเกิดข่าวลือ/ข่าวปล่อยจากหลายฝ่ายว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเริ่มล้ำเส้นเข้ามาพื้นที่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้เกิดการปะทุขึ้นของความกังวลในเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” จากนั้น การสถาปนาตนเองเป็น “ลูกจีนรักชาติ-ลูกจีนกู้ชาติ” จึงก่อกำเนิดและแรงกล้าขึ้นทันที
ปัญหาความกังวลในเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ที่ถูกทำให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องหลายประเด็น แต่ทั้งหมดถูกทำให้รวมศูนย์ไปอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ในระบบคิดชุดนี้จะมองว่าหากไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีเสียคนเดียวแล้ว ความไม่แน่นอนเรื่องอื่นๆ ก็จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยตัวเอง
ความรู้สึกกังวลใน “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองไทยกลายมาเป็นกรอบการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นหลัง พ.ศ. 2545 และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน กรณีล่าสุด ได้แก่ การต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มอาจารย์ “ นิติราษฎร์” ซึ่งหากอ่านและคิดกันให้ดีแล้ว ข้อเสนอนี้เป็นการเสนอที่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ปลอดจากการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมือง เพราะนิติราษฎร์เห็นว่าการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ว่าลักษณะใดก็ตาม ก็จะทำให้มีคนที่เสียประโยชน์และไม่พอใจ อันจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งต้องการป้องกันการฟ้องร้องโดยใครก็ได้ซึ่งทำให้การฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งกันเกิดได้ง่ายมากขึ้น
แต่ข้อเสนอนี้กลับถูกโจมตีอย่างรุนแรง เพราะความปรารถนาดีของนิติราษฎร์นี้ที่จะคลี่คลายปัญหา จำเป็นต้องยกเลิก/ตัดสายโยงใยสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกใช้ไปในเรื่องการรักษา "เสถียรภาพ-ความมั่นคง" ทางสังคมการเมืองเสีย ซึ่งกลุ่มคนที่ต่อต้านดังกล่าวต่างวิตกกังวลกันมากในประเด็นที่หากไม่สร้างสายสัมพันธ์ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงคอยรักษาเสถียรภาพแล้ว บ้านเมืองก็จะวุ่นวายและปั่นป่วน
หากคนกลุ่มนี้พยายามทำความเข้าใจระบบการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายให้ดี ก็จะพบว่าหากจะถวายความจงรักภักดีเพื่อที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่แผ่นดินไทยก็จำเป็นที่จะต้องทำให้การเมืองเข้าไปแปดเปื้อนสถาบันฯให้น้อยที่สุด ซึ่งทางออกในเรื่องนี้มีไม่มากนัก และหนึ่งก็คือข้อเสนอของนิติราษฎร์
ในวันนี้ สังคมไทยต้องช่วยกันรักษา "เสถียรภาพ-ความมั่นคง" สังคมการเมืองด้วยมือของพวกเราเองครับ อย่าทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเหนื่อยกับปัญหาของพสกนิกรอีกเลยครับ
Tags : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น