ภายใต้ภัยพิบัติที่รุนแรงที่เกิดขึ้น ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคง "สงบนิ่ง" อยู่ในขนบของสังคมอย่างยิ่งใหญ่
ผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศแสดงความแปลกใจที่ไม่เกิดเหตุการณ์ละเมิดกฎเกณฑ์เหมือนประเทศอื่นที่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์รุนแรงเมื่อใด การละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคมจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น การปล้นสะดม หรือการปะทุความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เพื่อนอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในกำลังอยู่ที่ญี่ปุ่นเขียนจดหมายมาแสดงความแปลกใจแกมชื่นชมกับความสงบนิ่งของชาวเมืองญี่ปุ่น
ภาวะที่ชาวญี่ปุ่นสงบนิ่งไม่ได้หมายถึงการยอมรับชะตากรรมโดยไม่ดิ้นรน หากแต่การดิ้นรนของเพื่อนชาวญี่ปุ่นจะอยู่ในกรอบที่ต้องไม่กระทำการใดๆ ตามอำเภอใจของปัจเจกบุคคลอันจะนำมาซึ่งการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นหรือทำร้าย/ทำลายสังคม พลังของระบบอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้เป็นพลังของสำนึกถึงส่วนรวมที่ยืนยันความหมายของความเป็นญี่ปุ่นที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
อะไรคือพื้นฐานของความเป็นญี่ปุ่น
พลังสำคัญที่ร้อยรัดชาวญี่ปุ่นเอาไว้ด้วยกันจนไม่ละเมิดขนบของสังคม ได้แก่ สำนึกทางประวัติศาสตร์ ในช่วงของสงครามกลางเมืองหลังการปฏิรูปเมจิ (Boshin War) การลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลเมจิในพื้นที่เซนได และฟูกูชิมา ยังเป็นพื้นที่ของความทรงจำที่ "ฝัง" เอาไว้ในความสำนึก และในพื้นที่นี้ในสงครามโลกครั้งที่สอง พลเมืองและทหารญี่ปุ่นต่อสู้กับทหารอเมริกันอย่างทรหดทั้งๆ รู้ว่าสู้ไม่ได้และรู้อยู่ว่ายังไงๆ ญี่ปุ่นก็ต้องแพ้สงคราม
การกล่าวถึง "สงคราม" ไม่ได้หมายความถึงความคลั่งชาติเพียงอย่างเดียว แต่อยากกล่าวว่าแม้ในยามที่คนรู้ว่าหากทำสิ่งนั้นลงไป ตนเองก็จะต้องตาย แต่ก็ยังคงทำอยู่ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องพลังของสังคม และพลังที่ร้อยรัดคนภาคเหนือญี่ปุ่นเอาไว้ ได้แก่ สำนึกของการมีอดีตร่วมกันซึ่งผูกพันกันในหลายระดับ จากครอบครัว โยงใยสู่ชุมชน จากนั้นจึงสัมพันธ์มาสู่ท้องถิ่นและ "ชาติ" ในที่สุด ความสำนึกทางประวัติศาสตร์เช่นนี้จะไม่เปิดช่องให้ปัจเจกชนระบาย/ระเบิดความรู้สึกส่วนตัวให้ทำร้าย/ทำลายสายสัมพันธ์ในระดับต่างๆ ได้
ผมได้มีโอกาสยกตัวอย่างเปรียบเทียบสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ร้อยรัดสังคมญี่ปุ่นเช่นนี้กับความเสื่อมสลายของสำนึกทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยในการประชุมงานวิจัย "ยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย โดยกล่าวเน้นให้แก่ข้าราชการกระทรวงศึกษาที่เข้ามาร่วมฟังว่า หากผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการไม่คิดในเรื่องนี้ให้ดี พลังของสังคมไทยที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่างๆ ก็จะเสื่อมสลายไปด้วย เพราะเท่าที่ทราบผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาไม่มีและคิดไม่เป็นในเรื่องของสำนึกทางประวัติศาสตร์ (ผมเย้ยหยันไปด้วยเสียด้วยซ้ำว่าหากปลดข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงนี้ออกไปครึ่งหนึ่ง เชื่อว่าผลงานก็น่าจะได้เท่าเดิม ไม่น้อยไปกว่าเดิมแน่ๆ)
ผมยืมชื่อหนังสือที่มีชื่อเสียงของโฟเกล (Erza. F.vogel : Japan as number one) มาเป็นหัวข้อบทความไม่ใช่เพียงเพื่อที่จะเป็นการสร้างความหมายและความหวังให้แก่เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่กำลังประสบภัยพิบัติเท่านั้น หากแต่ต้องการที่จะชี้ให้การต่อสู้ของชาวญี่ปุ่นหลังสงครามโลกนั้นจนทำให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้นั้น เป็นเพราะพลังของการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่าง "ชีวิตส่วนตัว" กับ "ชีวิตสาธารณะ" โดยผ่านการผลิตและสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์หลายระดับซ้อนทับกัน จนกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของสังคมญี่ปุ่นยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และกำกับทางเดินและทางเลือกของผู้คนตลอดมา
สำนึกประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นจะคิดถึง "คนอื่น" พร้อมกับการคิดถึง "ตนเอง" จะไม่คิดถึง "ตนเอง" ก่อน "คนอื่น" เหมือนคนในบางประเทศ (ผมอยากจะบอกแก่คนชอบแก้กรรมว่า หากคิดถึง "คนอื่น" พร้อมกับการคิดถึง "ตนเอง" จะแก้ได้ "ทุกกรรม/กรรมทุกประเภท")
แม้ว่าความทุกข์เข็ญในคราวนี้หนักหนาสาหัสมากกว่าเดิมมาก แต่เนื่องจากว่าทั้งโลกกำลังมองว่าชาวญี่ปุ่นจะสู้ไหวหรือไม่ พลังของสังคมญี่ปุ่นที่จรรโลงสืบเนื่องมาจะสามารถรักษาจิตใจที่จะต่อสู้ต่อไปได้หรือไม่ ดังนั้น จึงเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นจะไม่ถอยหนีและจะต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าพลังของสังคมเท่านั้น จะผลักดันมนุษย์ให้สู้กับปัญหาทุกประการ
แม้ว่าในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา การเกิดคนชั้นกลางรุ่นใหม่ในเขตเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว ได้ทำให้เกิดรอยปริแยกของสังคมอยู่ไม่น้อย คนญี่ปุ่นรุ่นอายุห้าสิบขึ้นไปมักจะมองคนรุ่นหลังโดยเฉพาะคนอายุยี่สิบลงมาว่าไม่ค่อยจะเป็น "คนญี่ปุ่น" อีกแล้ว แต่ก็จะเห็นว่าการปรากฏขึ้นของ "หน้ากากเสือ" ที่คิดถึงผู้ลำบากยากเข็ญก่อนวิกฤติ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นใฝ่ฝันถึง
สภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็น "หินลองทอง" ให้แก่สังคมญี่ปุ่น ว่าจะสามารถฟันฝ่าไปได้หรือไม่ พระราชดำรัสของพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นที่เน้นว่า "อย่าสูญเสียความหวัง" ได้แสดงให้เห็นถึงความหนักหน่วงของสภาวะที่เกิดขึ้น เพราะโดยปกติพระองค์จะไม่ทรงกล่าวในที่สาธารณะในลักษณะนี้มาก่อน
ผู้เขียนเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นจะไม่สูญเสียความหวัง และผู้เขียนยังคงเชื่อมั่นในพลังทางสังคม-ชุมชนของญี่ปุ่นว่าจะยังคงเป็นฐานที่สำคัญทางด้านจิตใจให้แก่ชาวญี่ปุ่นโดยรวมให้ยืนหยัดต่อสู้กับความโหดร้ายของโลกธรรมชาติวันนี้
ขอให้มีกำลังใจต่อสู้นะครับ คนทั้งโลกให้ความหวังและกำลังจะมองญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างในการจะอยู่กับธรรมชาติที่แปรปรวนอย่างคาดไม่ถึงนี้ GAMBARE’
Tags : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น