กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 23 มกราคม 2552 00:22
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ชีวิตของประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่น

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ผมได้ไปเยือนตลาดเก่าสามชุกในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีคนจำนวนมากอย่างเหลือเชื่อที่ไปเที่ยวและรับประทานอาหารที่ตลาดแห่งนี้

ชาวบ้านสามชุกที่ประกอบกิจการร้านอาหารและร้านค้าอื่นๆ ล้วนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และคนที่ไปเที่ยวก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เพราะทั้งอร่อยลิ้นและสนุกตา

ตลาดเก่าร้อยปี ที่สามชุกเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากได้รับรู้ผ่านทางสื่อต่างๆ จนกระทั่งใครๆ ก็ชวนกันไปเที่ยวกันจนหนาแน่น ดังนั้น สิ่งที่ผมจะกล่าวในที่นี้จึงไม่ใช่การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งกินอาหาร หากแต่จะขออธิบายว่าตลาดเก่าสามชุกแห่งนี้ "เกิดใหม่" ได้อย่างไร

ภายหลังจากการขยายตัวของถนนในภาคกลางตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ทำให้จุดเชื่อมต่อทางการค้าขายภายในและอำเภอหรือจังหวัดเปลี่ยนแปลงไป โดยเปลี่ยนไปเกาะติดกับเส้นทางถนน ส่งผลให้การค้าทางลำน้ำค่อยๆ ยุติบทบาทลงไป พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงนี้ มีการขยายบทบาทของรัฐทางด้านการศึกษาที่ได้เปิดช่องทางให้เด็กๆ ในพื้นที่ต่างๆ เดินเข้าสู่บันไดของการศึกษาและการทำงานเฉพาะด้านที่ขยายมากทั้งในระบบราชการและเอกชน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้คนจำนวนมากมายจากอำเภอสู่จังหวัด จากจังหวัดเล็กสู่จังหวัดใหญ่ หรือจากลูกหลานชาวนาหรือพ่อค้ามาสู่อาชีพครู หมอ พยาบาล เป็นต้น

ความเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมานี้ ได้ทำให้ตลาดริมน้ำทั้งหมดของภาคกลางซบเซาลงอย่างรวดเร็ว ตลาดสามชุกก็เช่นเดียวกัน ร้านขายของต่างๆ เริ่มหยุดกิจการ ลูกหลานชาวตลาดย้ายไปทำงานที่อื่นๆ เพื่อแสวงหาอนาคตในการทำงานลักษณะใหม่ ที่พวกเขาคิดว่าดีกว่าอาชีพของพ่อแม่ ในขณะที่ลูกค้าของตลาดน้ำก็ลดจำนวนลง

ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจดังกล่าว คนสามชุกจำนวนหนึ่งพยายามที่จะรื้อฟื้นอดีตที่รุ่งเรืองกลับมา บุคคลที่เข้ามาจุดประกายคนแรก คือ อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งเป็นคนสุพรรณเช่นเดียวกัน ได้เข้ามาพูดคุยรวมกลุ่มครั้งแรก ต่อมา "โครงการเมืองน่าอยู่" ของชุมชนไท' class='anchor-link' target='_blank'>มูลนิธิชุมชนไทก็ได้เข้ามาทำงานร่วมกับชาวบ้าน

การทำงานของชุมชนไท' class='anchor-link' target='_blank'>มูลนิธิชุมชนไทได้เปิดพื้นที่ให้แก่การ "เล่าเรื่อง" อดีตของตลาดสามชุก และได้ร่วมเรียงร้อยประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่สัมพันธ์อยู่กับชีวิตของผู้คน จนกลายมาเป็น "ความทรงจำร่วม" ของชาวสามชุกขึ้นมา การรื้อฟื้นและการสร้างความทรงจำร่วมกันขึ้นมาใหม่นี้ ได้หยิบเอาแกนกลางของประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่นสามชุก คือ ตลาด ให้มาเป็นแกนกลางของการสร้างพื้นที่ใหม่ให้มีชีวิต

ความทรงจำต่ออดีตร่วมกันนี้ได้กลายเป็นพลังในการถักทอสายสัมพันธ์ทางสังคมที่เคยห่างหายกันไปในยุคพัฒนา ให้ทุกคนมาร่วมกันสร้างตลาดสามชุกให้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ โดยที่แต่ละคนก็ยอมที่จะสละปัจเจกภาพบางส่วน เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นในชุมชนใหม่

นายกเทศมนตรีของสามชุกขณะนั้น ได้แก่ คุณพงษ์อินทร์ ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เพราะท่านเป็นหลานของเจ้าของตลาดเล็กในตลาดสามชุก และท่านก็ได้รู้สึกต่อความทรงจำร่วมที่สร้างกันขึ้นมาใหม่นี้อย่างลึกซึ้ง การร่วมมือกันของการเมืองท้องถิ่นและชาวบ้านสามชุกทำให้เกิดกฎเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์จนตลาดสามชุกเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างงดงาม

กระบวนการรื้อฟื้นและสร้างความทรงจำต่ออดีตร่วมกันของคนตลาดเก่าสามชุกไม่ได้หยุดลงเพียงแค่ความสำเร็จของตลาดในวันนี้เท่านั้น หากแต่กลายเป็นพลังทางปัญญาที่ทำให้คนตลาดเก่าสามชุดสามารถมองเห็นได้ว่าในเงื่อนไขที่คนมาเที่ยวมากมายเช่นนี้ พวกเขาเองจะต้องปรับตัวอีกครั้งเพื่อที่จะตอบปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะความรู้ชุดที่สร้างขึ้นในช่วงแรกของการรื้อฟื้นนั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ อาทิเช่น ปัญหาขยะ ปัญหาการจัดระเบียบทางเดิน ฯลฯ ซึ่งเชื่อได้ว่าการพบปะปรึกษาหารือกันของพี่น้องที่ร่วมใน "ประวัติศาสตร์ของสามชุก" ชุดใหม่ของพวกเขา จะได้ความรู้ชุดใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

การรื้อฟื้นและสร้าง "ประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่น" ให้เป็นความทรงจำร่วมกันนี้ เป็นการสร้างและกระชับสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมเดิมให้เกิดความตระหนักถึงคุณค่าของ "พื้นที่" และ "ผู้คน" ที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน พลังที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ความภาคภูมิใจในความเก่าแก่โดยปราศจากแก่นสาร หากแต่เป็นพลังที่สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็น "ทุนทางวัฒนธรรม" ที่นำมาสู่การสร้างสรรค์การผลิตใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มได้ และการผลิตใหม่ที่สร้างจากทุนวัฒนธรรมนี้ จะมีลักษณะแตกต่างไปจากการผลิตที่เกิดจากทุนทั่วไป ตรงที่การผลิตใหม่จากทุนวัฒนธรรมจะเน้นอยู่ที่การกระจายโอกาสและรายได้ไปสู่ผู้คนที่ร่วมอยู่ในประวัติศาสตร์ชุดเดียวกัน ไม่ใช่การผลิตที่ดึงรายได้เข้าเฉพาะเจ้าของทุนคนเดียว หรือกลุ่มเดียวเท่านั้น

ทำอย่างไร จึงจะทำให้เกิดกระบวนการรื้อฟื้น และสร้าง "ประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่น" ขึ้นมาในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะทุกพื้นที่ล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าทั้งสิ้น

ประเด็นแรกที่ต้องตระหนัก ก็คือ "ประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่น" นั้น ไม่ใช่เพียงแค่โบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่คงเหลืออยู่เท่านั้น หากแต่แกนกลาง คือ ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ได้หล่อเลี้ยงชุมชน-ท้องถิ่นนั้นๆ มาเนิ่นนานต่างหาก และพัฒนาการของความสัมพันธ์ทางสังคมนี้เอง คือ พลังที่ได้ทำให้เกิด "ทุนวัฒนธรรม" หลากหลายลักษณะและหลากหลายรูปแบบแล้วแต่บริบททางสังคมของแต่ละชุมชนหรือท้องถิ่น ที่เจ้าของชุมชนหรือท้องถิ่นแต่ละแห่งสามารถจะดึงเอามาเป็นแกนกลางของความทรงจำต่ออดีตร่วมกัน และสามารถดึงเอามาเป็นทุนทางวัฒนธรรมของตนได้

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่ตายไปแล้ว ประวัติศาสตร์เป็นพลังที่ฝังแน่นอยู่ในปัจจุบันกาลที่จะผลักดันให้เราเดินไปสู่อนาคต ประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่นก็จะเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้ผู้คนในชุมชน-ท้องถิ่นได้มีโอกาสเลือกทางเดินไปสู่อนาคตได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ถูกบังคับให้เลือกเพียงเส้นทางที่เข้ามาเป็นขี้ข้าของระบบการผลิตสมัยใหม่เท่านั้น

ท่ามกลางวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การสร้างประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นทางเลือกและทางรอดที่สำคัญของคนจำนวนมากบนแผ่นดินนี้

 

Tags : ตลาดสามชุก สมเกียรติ อ่อนวิมล มูลนิธิชุมชนไท ประวัติศาสตร์ ชุมชน ท้องถิ่น อรรถจักร สัตยานุรักษ์

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement