ผมมีโอกาสได้เป็นผู้ร่วมอภิปรายในเวทีสัมมนาใหญ่ ณ มหาวิทยาลัยหลักแห่งหนึ่งทางภาคเหนือเมื่อสัปดาห์ก่อน เลยถือโอกาสสอบทานความคิดความอ่าน
ของผู้คนในท้องถิ่นว่าคิดเห็นอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างเร่งรีบและเอาจริงเอาจังอย่างสังเกตเห็นได้
สิ่งที่ได้รับทราบจากผู้คนพบว่าอย่างน้อยในห้องสัมมนาแห่งนั้นยังมีความคิดเห็นผิดแผกแตกแยกกันอยู่หลายฝ่าย มีทั้งเห็นไปในแนวเดียวกับคณะ “นิติราษฎร์” มีทั้งออกมาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดและยังพอได้เห็นบางส่วนที่เลือกรับเอาประเด็นของแต่ละฝ่ายมาวิเคราะห์กลั่นกรองออกมาเป็นแนวทางออกของ “สิ่งซึ่งกำลังถกเถียงกัน” ที่ยังไม่แน่ใจนักว่าเป็น “ปัญหา” หรือเป็นเพียง “กระแส” ของคนเคลื่อนไหวที่ต้องการผลักดันไปข้างหน้าอย่างไม่ยอมจำนนมากกว่าจะเป็น "ปัญหาจริงๆ" ดังผมได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า “มาตรา 112 มิใช่ต้นเหตุของปัญหา”
เมื่อได้เห็นได้ฟังได้รับรู้ ตรวจทานข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้านถี่ถ้วน ผมจึง “กล้าจะประกาศย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่าถึงอย่างไรก็ขอ “คัดค้าน” การรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 อย่างถึงที่สุดเช่นกัน” เพราะนอกเหนือเหตุผลที่กล่าวถึงทั้งกรณี “ตรรกความคิด” ในการอ้างถึงเหตุผลของการเรียกร้องให้มีการแก้ไข ทั้งกลุ่มบุคคลบางคนที่ร่วมอยู่ในขบวนการ ทั้งการก่อเกิดแรงเสียดทานอย่างสูงทางสังคมที่อาจพลิกผันไปสู่ความรุนแรงเฉกเช่นเหตุการณ์ “ตุลาทมิฬในอดีต” ผมยังมองเห็นว่า “การรณรงค์เคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ต้องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว มีแนวโน้มจะยิ่งสร้างรอยร้าวทางสังคมมากขึ้น” แม้การอ้าง “เสรีภาพทางวิชาการไม่ว่าจะกี่ตารางนิ้วหรือกี่คืบศอก” มักเป็นเรื่องที่นักวิชาการอย่างพวกเราจำนวนหนึ่งมักชอบออกตัวเวลาต้องถอยออกจากมุมเชือก แต่ขอเรียนว่า ทุกครั้งที่ผมอ้างถึงคำนี้ จะต้องไม่สร้างปัญหาความเดือดร้อนไปถึงสังคมส่วนรวมที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างอย่างชอบธรรม
แต่กลายเป็นว่าเมื่อแรงกดดันต่อกลุ่ม 112 ทำท่าจะสยบการเคลื่อนไหวของบรรดานักวิชาการในกลุ่ม “นิติราษฎร์” และกลุ่มรณรงค์การแก้ไข 112 ให้เบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัดถึงขนาดเรียกได้ว่า “จากฝ่ายรุกกลายเป็นฝ่ายถอยด้วยความเพลี่ยงพล้ำ” ดังได้เห็นคนหลายคนพากันสละเรือกระโจนหนีกันเป็นทิวแถว แต่ในอีกด้านหนึ่งได้ปรากฏกิจกรรมของ “เครือข่าย” ออกมาในหลายรูปแบบ เท่าที่ทราบจากเวทีสัมมนาข้างต้นเข้าใจว่าอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวในชุดเครือข่าย เดินทางมาสัมมนาในเขตภาคเหนือตอนล่างและบนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยังมีรายชื่อนักวิชาการต่างประเทศร่วมรณรงค์ด้วยจำนวนตัวเลขของผู้ร่วมลงชื่อจำนวน 224 คน (เป็นสองเท่าของเลข 112) ซึ่งน่าจะมีนัยในเชิง “ท้าทาย” ให้เห็นว่า “อะไรก็หยุดไม่ได้” ผันแปรจากคำพูดของแกนนำบางคนที่บอกกล่าวเพียงต้องการให้ความรู้แนวคิดวิธีการ แต่สิ่งที่ดำเนินการอยู่นี้ของใครก็สุดแท้แต่กำลังจะกลายเป็น “การเผชิญหน้าประลองกำลัง” ซึ่งแนวคิดบางอย่างที่เคยมีคนเรียกเป็น “อวิชชา” อย่างเรื่อง “ตายสิบเกิดแสนแบบที่อดีตลัทธิสังคมนิยมสุดโต่งเคยใช้ในการปฏิวัติสังคมสำเร็จในหลายแห่ง” ไม่แน่ใจว่ายังเป็นแนวคิดที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวใจของใครหลายคนหรือไม่
จึงไม่น่าประหลาดใจที่มีการตั้งคำถามเกิดขึ้นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้เกิดความ “กล้า” และหลายคนใช้ภาษาชาวบ้านๆ ว่า “ลองของ” “ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ” เพราะแทนที่จะ “ล่าถอย” กลับมีคนไปล่ารายชื่อ “นักวิชาการมหาวิทยาลัยมีชื่อในต่างประเทศจำนวนหนึ่ง” ที่คนไม่อยู่ในแวดวงวิชาการอาจไม่รู้จักคนเหล่านี้ แต่ “คนวงใน” ล้วนคุ้นชินกับคนเหล่านี้เนื่องด้วย “นักวิชาการต่างชาติกว่าสองร้อยรายชื่อ” ที่ลงนามกันนั้น ไล่เรียงดูก็จะพบว่าไม่มีอะไรให้ประหลาดใจ เพราะหลายคนในนั้นมี “เครือข่ายเชื่อมต่อกับนักวิชาการไทยกลุ่มแรกอยู่ไม่น้อย” บางคนทำวิจัยร่วมกัน เคยมาสัมมนาในเมืองไทย ด้วยทุนวิจัยของเรา หรือ ของเขาเองก็มีอยู่หลายคน เรียกว่าต่างมีบุญมีคุณมีสายสัมพันธ์แนบแน่นเกื้อหนุนกันมาพอสมควร
ทำให้ต้องขยายความออกไปให้เห็นภาพว่า สำหรับผมแล้ว “ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นกับจำนวนหรือรายชื่อนักวิชาการต่างชาติต่างภาษา” ที่เผยตัวออกมา เพราะประเทศไทยเรามีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นคนลุกขึ้นมาทำอะไรให้ถูกต้องกันบ้างว่า “ในอนาคตต่อไปนี้ คนไทยจะเรียนประวัติศาสตร์ไทย เรื่องราวเกี่ยวกับคนไทยสังคมไทย ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาหรืออาศัยวัตถุดิบของเมืองนอกเมืองนา” แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ สถาบันชื่อดังอย่าง SOAS (The School of Oriental and African Studies แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน) ก็ดี หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาหลายต่อหลายแห่ง เช่น University of Hawaii at Manao ผู้ให้ทุน EAST-WEST Center กับนักศึกษาไทยเป็นประจำนั้น ก็เพราะเราเชื่อกันว่า “ของเขาดี” ของเขาที่ว่าคือ เขามีวัตถุดิบในแง่ข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศไทยและแถบภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ไว้มาก คิดในเชิงบวกคงมองได้ว่า “ฝรั่งสนใจใคร่รู้เรื่องของชาติไทย ช่างน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก” หากคิดในเชิงร้าย “ก็อาจตั้งข้อสงสัยว่า บรรดานักวิชาการที่ได้ทุนวิจัยหรือทำวิจัยไปได้รางวี่รางวัลของเขานั้น อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเราอาจกำลังปล่อยให้เขาชุบมือเปิบ ล้วงลึกเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของเราด้วยเม็ดเงินเพียงเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่”
สำหรับส่วนตัวอยากให้นักวิชาการ “ลดทิฐิ และอัตตาตัวตน” ของแต่ละผู้คนลงให้ได้ อย่ามองเป็นเรื่องการหักเหลี่ยมหักมุมหรือใครได้หน้าไม่ได้หน้าอะไร เพราะการต่อสู้กันทางวิชาการต่างกับ “การต่อสู้บนท้องถนน” เราในฐานะ “ปัญญาชน” เราใช้ปัญญา เราไม่จำเป็นต้องหักหาญเอาชนะกันทุกวิถีทาง ใครฟังเรา เราก็ยินดี ใครไม่เชื่อเราก็ปล่อยเขาไป ไม่จำเป็นต้องคาดคั้น หรือบ่มเพาะความคิดอุดมการณ์ (indoctrinated) เชื่อว่าเวทีในการบ่มเพาะความคิดทางปัญญาและการเรียนรู้ประชาธิปไตยสำหรับสังคมไทยคงไม่มีเพียงแค่ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว ล่ารายชื่อ อย่างที่ทำกัน เพราะหากความคิดดี เจตนาดี คนส่วนใหญ่คงยอมรับเชื่อถือไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าว ผมอยากเห็นนักวิชาการร้อนวิชาทั้งหลายมาช่วยกันคิด “วิธีการต้านการรัฐประหาร” อย่างที่ผมเคยชื่นชมหลายต่อหลายคนมาก่อนหน้านี้ เพราะมีแนวคิดสอดคล้องต้องกันและอยู่ในวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้กับการเมืองของประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าสิ่งที่พวกท่านกำลังทำกันอยู่อย่างสลับซับซ้อนในวันนี้
Tags : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น