กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

112 ประลองกำลัง แต่อย่าใช้กำลัง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ผมมีโอกาสได้เป็นผู้ร่วมอภิปรายในเวทีสัมมนาใหญ่ ณ มหาวิทยาลัยหลักแห่งหนึ่งทางภาคเหนือเมื่อสัปดาห์ก่อน เลยถือโอกาสสอบทานความคิดความอ่าน

ของผู้คนในท้องถิ่นว่าคิดเห็นอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างเร่งรีบและเอาจริงเอาจังอย่างสังเกตเห็นได้
 

สิ่งที่ได้รับทราบจากผู้คนพบว่าอย่างน้อยในห้องสัมมนาแห่งนั้นยังมีความคิดเห็นผิดแผกแตกแยกกันอยู่หลายฝ่าย มีทั้งเห็นไปในแนวเดียวกับคณะ “นิติราษฎร์” มีทั้งออกมาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดและยังพอได้เห็นบางส่วนที่เลือกรับเอาประเด็นของแต่ละฝ่ายมาวิเคราะห์กลั่นกรองออกมาเป็นแนวทางออกของ “สิ่งซึ่งกำลังถกเถียงกัน” ที่ยังไม่แน่ใจนักว่าเป็น “ปัญหา” หรือเป็นเพียง “กระแส” ของคนเคลื่อนไหวที่ต้องการผลักดันไปข้างหน้าอย่างไม่ยอมจำนนมากกว่าจะเป็น "ปัญหาจริงๆ" ดังผมได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า “มาตรา 112 มิใช่ต้นเหตุของปัญหา”
 

เมื่อได้เห็นได้ฟังได้รับรู้ ตรวจทานข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้านถี่ถ้วน ผมจึง “กล้าจะประกาศย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่าถึงอย่างไรก็ขอ “คัดค้าน” การรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 อย่างถึงที่สุดเช่นกัน” เพราะนอกเหนือเหตุผลที่กล่าวถึงทั้งกรณี “ตรรกความคิด” ในการอ้างถึงเหตุผลของการเรียกร้องให้มีการแก้ไข ทั้งกลุ่มบุคคลบางคนที่ร่วมอยู่ในขบวนการ ทั้งการก่อเกิดแรงเสียดทานอย่างสูงทางสังคมที่อาจพลิกผันไปสู่ความรุนแรงเฉกเช่นเหตุการณ์ “ตุลาทมิฬในอดีต”  ผมยังมองเห็นว่า “การรณรงค์เคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ต้องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว มีแนวโน้มจะยิ่งสร้างรอยร้าวทางสังคมมากขึ้น” แม้การอ้าง “เสรีภาพทางวิชาการไม่ว่าจะกี่ตารางนิ้วหรือกี่คืบศอก” มักเป็นเรื่องที่นักวิชาการอย่างพวกเราจำนวนหนึ่งมักชอบออกตัวเวลาต้องถอยออกจากมุมเชือก แต่ขอเรียนว่า ทุกครั้งที่ผมอ้างถึงคำนี้ จะต้องไม่สร้างปัญหาความเดือดร้อนไปถึงสังคมส่วนรวมที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างอย่างชอบธรรม
 

แต่กลายเป็นว่าเมื่อแรงกดดันต่อกลุ่ม 112 ทำท่าจะสยบการเคลื่อนไหวของบรรดานักวิชาการในกลุ่ม “นิติราษฎร์” และกลุ่มรณรงค์การแก้ไข 112 ให้เบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัดถึงขนาดเรียกได้ว่า “จากฝ่ายรุกกลายเป็นฝ่ายถอยด้วยความเพลี่ยงพล้ำ” ดังได้เห็นคนหลายคนพากันสละเรือกระโจนหนีกันเป็นทิวแถว แต่ในอีกด้านหนึ่งได้ปรากฏกิจกรรมของ “เครือข่าย” ออกมาในหลายรูปแบบ เท่าที่ทราบจากเวทีสัมมนาข้างต้นเข้าใจว่าอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวในชุดเครือข่าย เดินทางมาสัมมนาในเขตภาคเหนือตอนล่างและบนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยังมีรายชื่อนักวิชาการต่างประเทศร่วมรณรงค์ด้วยจำนวนตัวเลขของผู้ร่วมลงชื่อจำนวน 224 คน (เป็นสองเท่าของเลข 112) ซึ่งน่าจะมีนัยในเชิง “ท้าทาย” ให้เห็นว่า “อะไรก็หยุดไม่ได้” ผันแปรจากคำพูดของแกนนำบางคนที่บอกกล่าวเพียงต้องการให้ความรู้แนวคิดวิธีการ แต่สิ่งที่ดำเนินการอยู่นี้ของใครก็สุดแท้แต่กำลังจะกลายเป็น “การเผชิญหน้าประลองกำลัง” ซึ่งแนวคิดบางอย่างที่เคยมีคนเรียกเป็น “อวิชชา” อย่างเรื่อง “ตายสิบเกิดแสนแบบที่อดีตลัทธิสังคมนิยมสุดโต่งเคยใช้ในการปฏิวัติสังคมสำเร็จในหลายแห่ง” ไม่แน่ใจว่ายังเป็นแนวคิดที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวใจของใครหลายคนหรือไม่
 

จึงไม่น่าประหลาดใจที่มีการตั้งคำถามเกิดขึ้นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้เกิดความ “กล้า” และหลายคนใช้ภาษาชาวบ้านๆ ว่า “ลองของ”  “ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ” เพราะแทนที่จะ “ล่าถอย” กลับมีคนไปล่ารายชื่อ “นักวิชาการมหาวิทยาลัยมีชื่อในต่างประเทศจำนวนหนึ่ง” ที่คนไม่อยู่ในแวดวงวิชาการอาจไม่รู้จักคนเหล่านี้ แต่ “คนวงใน” ล้วนคุ้นชินกับคนเหล่านี้เนื่องด้วย “นักวิชาการต่างชาติกว่าสองร้อยรายชื่อ” ที่ลงนามกันนั้น ไล่เรียงดูก็จะพบว่าไม่มีอะไรให้ประหลาดใจ เพราะหลายคนในนั้นมี “เครือข่ายเชื่อมต่อกับนักวิชาการไทยกลุ่มแรกอยู่ไม่น้อย” บางคนทำวิจัยร่วมกัน เคยมาสัมมนาในเมืองไทย ด้วยทุนวิจัยของเรา หรือ ของเขาเองก็มีอยู่หลายคน เรียกว่าต่างมีบุญมีคุณมีสายสัมพันธ์แนบแน่นเกื้อหนุนกันมาพอสมควร
 

ทำให้ต้องขยายความออกไปให้เห็นภาพว่า สำหรับผมแล้ว “ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นกับจำนวนหรือรายชื่อนักวิชาการต่างชาติต่างภาษา” ที่เผยตัวออกมา เพราะประเทศไทยเรามีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นคนลุกขึ้นมาทำอะไรให้ถูกต้องกันบ้างว่า “ในอนาคตต่อไปนี้ คนไทยจะเรียนประวัติศาสตร์ไทย เรื่องราวเกี่ยวกับคนไทยสังคมไทย ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาหรืออาศัยวัตถุดิบของเมืองนอกเมืองนา” แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ สถาบันชื่อดังอย่าง SOAS (The School of Oriental and African Studies แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน) ก็ดี หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาหลายต่อหลายแห่ง เช่น University of Hawaii at Manao ผู้ให้ทุน EAST-WEST Center กับนักศึกษาไทยเป็นประจำนั้น ก็เพราะเราเชื่อกันว่า “ของเขาดี” ของเขาที่ว่าคือ เขามีวัตถุดิบในแง่ข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศไทยและแถบภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ไว้มาก คิดในเชิงบวกคงมองได้ว่า “ฝรั่งสนใจใคร่รู้เรื่องของชาติไทย ช่างน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก” หากคิดในเชิงร้าย “ก็อาจตั้งข้อสงสัยว่า บรรดานักวิชาการที่ได้ทุนวิจัยหรือทำวิจัยไปได้รางวี่รางวัลของเขานั้น อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเราอาจกำลังปล่อยให้เขาชุบมือเปิบ ล้วงลึกเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของเราด้วยเม็ดเงินเพียงเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่”
 

สำหรับส่วนตัวอยากให้นักวิชาการ “ลดทิฐิ และอัตตาตัวตน” ของแต่ละผู้คนลงให้ได้ อย่ามองเป็นเรื่องการหักเหลี่ยมหักมุมหรือใครได้หน้าไม่ได้หน้าอะไร เพราะการต่อสู้กันทางวิชาการต่างกับ “การต่อสู้บนท้องถนน” เราในฐานะ “ปัญญาชน”  เราใช้ปัญญา เราไม่จำเป็นต้องหักหาญเอาชนะกันทุกวิถีทาง ใครฟังเรา เราก็ยินดี ใครไม่เชื่อเราก็ปล่อยเขาไป ไม่จำเป็นต้องคาดคั้น หรือบ่มเพาะความคิดอุดมการณ์ (indoctrinated) เชื่อว่าเวทีในการบ่มเพาะความคิดทางปัญญาและการเรียนรู้ประชาธิปไตยสำหรับสังคมไทยคงไม่มีเพียงแค่ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว ล่ารายชื่อ อย่างที่ทำกัน เพราะหากความคิดดี เจตนาดี คนส่วนใหญ่คงยอมรับเชื่อถือไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าว ผมอยากเห็นนักวิชาการร้อนวิชาทั้งหลายมาช่วยกันคิด “วิธีการต้านการรัฐประหาร” อย่างที่ผมเคยชื่นชมหลายต่อหลายคนมาก่อนหน้านี้ เพราะมีแนวคิดสอดคล้องต้องกันและอยู่ในวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้กับการเมืองของประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าสิ่งที่พวกท่านกำลังทำกันอยู่อย่างสลับซับซ้อนในวันนี้

Tags : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 5

    NuttelPantip

    ประลองกำลัง 2 ฝ่าย ระหว่าง เหตุผล กับ คลั่ง

  • ความเห็นที่ 4

    newpoliticsparty

    ทำไม กลุ่มพวกนี้ ถึงรุกคิดแก้ ม.112 ทั้ง ๆ ถ้าพอมีสมองอยู่บ้าง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หรือ เอาข่าวนี้ มาบดบังข่าวน้ำท่วม เพราะสังคมไทยชอบลืม ทั้ง ๆ น้ำท่วมคราวนี้เสียหายมาก โดย ปชช ที่เป็นเจ้าของประเทศเสียหายมาก แต่ไม่รู้ว่า เหตุสำคัญที่ทำให้เสียหายมากเพียงนี้ คือฝีมือของผู้บริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด โดยไม่สืบสาวเอาเรื่องใคร ๆ เลย

    แต่อย่างไรก็ตาม ระบอบอะไรก็ตาม ถ้าได้มา ผู้นำที่เลว ก็ถือว่า ระบอบนั้นเลวพอ ๆ กัน เพราะฉะนั้น ปชต ที่ว่า แต่ได้มาซึ่งผู้นำที่เลว มันก็คือ ปชต แบบปลอม ๆ ปชต แบบเลว ๆ นั่นเอง

  • ความเห็นที่ 3

    Jirach

    จริงๆหากนักวิชาการกลุ่มนี้มีสติใคร่ครวญ
    สักนิดถึงประเด็นที่นำเสนอ หากเป็นเรื่อง
    ละเอียดอ่อน เหตุใดจึงต้องละล่ำละลัก
    เร่งเร้าทั้งการกระทำและคำพูด?

    เมื่อทราบดีแล้วว่าเป็นกรณีอ่อนไหว
    ด้วยพื้นฐานคุณลักษณะของ"บัณฑิต"ที่ดี
    แทนที่จะมีความระมัดระวังทั้งคำพูดและ
    การกระทำ  แต่กลับใช้ความรุนแรงของ
    "ภาษาและท่วงท่า"ในการนำเสนอ
    ในประเด็นที่"ขัดสายตา"คนส่วนใหญ่
    ซ้ำๆกันหลายครั้ง ไม่แก้ไขแม้จะได้รับ
    การเตือนว่าเสรีภาพที่ใฝ่หานั้นอาจจะ
    ดู"เกินเลย"กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่สังคมให้
    การยอมรับนับถือ

    พวกนี้ไม่ใช่เหยื่อ
    แต่"สังคม"ต่างหากที่ตกเป็น"เหยื่อ"!
    ของเรื่องราวที่พยายามจะบิดเบือน
    ของเรื่่องที่ถูกจับได้ว่าพยายามจะโกหก
    ด้วยกิริยา-วาจาที่ดูก้าวร้าว ไม่ใยดีต่อ
    การเปิดใจกว้างรับฟังความเห็นต่าง
    นั่นคือสิ่งที่คนพวกนี้"ลงมือก่อน"(อีกแล้ว!)
    หากว่า"บริสุทธิ์ใจ" ทำไมไม่เปิดระดม
    ความคิดเห็นก่อน ไม่ใช่ไป"ตั้งธง"ผูกขาด
    เอาไว้แล้วว่าต้องแก้?
    (สิ่งที่พวกนี้เรียกร้องในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ตัว
    กลับทำเสียเองในตอนแรก)

    คำถามแรกที่ตามมาคือ พวกนี้เป็นใคร
    มี"หัวนอนปลายเท้า"ในการสร้างคุณงาม
    ความดีให้แก่บ้านเมืองมาก่อนหรือไม่?
    หรือเคยอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์แก่กิจ
    สาธารณะใดบ้างหรือเปล่า? หรือเอาแต่
    หมกตัวอยู่ในโลกตำราเมื่อวานซืน
    จนไม่เคยเห็นว่าอะไรเกิดขึิ้น"จริง"ในสังคมนี้

    เรากำลังเข้าสู่ 3G 
    นึกว่าคนอื่นเขาจะไม่"รู้ทัน"หรือว่า
    ไป"ตัดตอน"เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์
    มาเป็นช่วงๆ เพราะต้องการสิ่งใด
    อย่าได้โกรธ ที่คนส่วนใหญ่เขาก็
    "อ่านสถานการณ์"ออก
    เขารู้ว่า"หัวก้าวหน้า"อย่างคนพวกนี้
    ก็เป็นแบบเดียวกับพวกที่ชิงเป็นประชาธิปไตย
    ในปี 2475 แล้วมันฉิบหายหรือเป็นของดี
    ก็เห็นได้จากทุกวันนี้

    คนเสื้อแดงไม่ควรจะหลับหูหลับตาฟังแต่
    นักการเมืองไพร่ๆ สื่อสารมวลชนไพร่
    หรือนักวิชาการไพร่ๆ ที่มักจะไม่พูดความจริง
    ทั้งหมด คนพวกนี้จะเคยบอกสักครั้งมั้ย
    ว่าอย่าได้เชื่อง่ายๆในสิ่งที่เขาพูด
    ให้ไตร่ตรองด้วยวิจารณญาณของตัวเอง?
    นางฟ้าของไพร่ ไม่ได้ค่าความดีอะไร
    นอกจากให้ความสำคัญแต่กับเรื่อง
    กิน-ขี้-ปรี้-เยี่ยว เพลิดเพลินเจริญใจ
    อยู่ในโลกของเดรัจฉาน...

    สังคมจะเป็นปรกติได้ ก็ต่อเมื่อสามารถควบคุม
    "คนชั่ว"ให้อยู่ในที่ๆเหมาะสมได้ ปฏิกิริยา
    ของสังคมจึงมีนัยเพียงแค่ต้องช่วยกัน
    "จำกัดวง"คนชั่ว ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่
    "คนส่วนใหญ่" เขาจึงออกมาพร้อมกัน
    โดยไม่ต้องนัดหมาย...ก็เท่านั้นเอง

    ถ้าเป็นนักการเมืองแล้วไม่อยากถูกรัฐประหาร
    ก็จงทำแต่ความดี รักษาความเป็นธรรม 
    อย่าฉ้อฉล คดโกง ทำร้ายหรือทำลายชาติ
    ..มันก็มีแค่นั้น

  • ความเห็นที่ 2

    NuttelPantip

    วิธีการต้านรัฐประหาร ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ถ้าการรัฐประหารยังแอบอ้างเจ้า รัฐประหารเพื่อเจ้า
    โดยการที่ทหารใช้วิธีดึงประชาชนให้สนับสนุนการทำรัฐประหาร โดยอ้างประเด็นมีคนล้มเจ้า
    วิธีง่ายที่สุดในการต่อต้าน ก็คือเจ้าบอกทหารว่า ประเทศประชาธิปไตยอำนาจมาจากปวงชน
    การทำรัฐประหาร คือการละเมิดอำนาจปวงชน ยกตัวอย่างเมื่อครั้ง มาร์คเรียกร้อง นายกพระราชทาน
    ท่านก็ทรงออกมากล่าวตักเตือนว่า มั่ว ก็ทำให้ประเด็นเรื่องนายกพระราชทานจบไป

  • ความเห็นที่ 1

    ssss15

    คนไทยคิดอย่างไรกับกฏหมายของไทย
    พอรับได้
    แต่ชาวต่างชาตินี่ซิ
    มาสอดอะไรกับเรื่องของเรา
    ต้องประณามคนไทยใจเป็นทาสทั้งหลาย
    ที่ไม่รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควร

    โดยเฉพาะ รมต.ของเรา
    ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นสิทธิ์ของชาวต่างชาติที่เข้าชื่อ ร่วมแก้ ม. 112
    รัฐธรรมนูญของไทย
    กฏหมายลูกมาตราไหน
    ที่อนุญาตให้ ต่างด้าว มีสิทธิ์เข้าชื่อขอแก้กฏหมาย

    อยากให้คนไทยรวบรวมรายชื่อ
    ขอแก้กฏหมายของประเทศเขาบ้าง

    คนไทยที่ไปชักชวนชาวต่างประเทศเหล่านั้น
    ยังเป็นคนไทยอยู่หรือ
    ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่
    แต่มีสมองห-ม-า ปัญญาค-ว-า-ย
    ก็สมควรจับไปทำปุ๋ยให้หมด

    อย่าอยู่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอีกต่อไป

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement