กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 01:00
ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

เศรษฐกิจจีน (ยังคง) สบายดี

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ปี 2012 เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป ด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 และมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับ

คำถามยอดฮิตของบรรดาสื่อไทยที่ขอนัดสัมภาษณ์ดิฉันในช่วงนี้ รวมไปถึงนักธุรกิจเอกชน ข้าราชการและแวดวงวิชาการที่ดิฉันได้ไปพบเจอ ก็จะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า วิกฤติเศรษฐกิจยุโรปจะส่งผลกระทบต่อจีนมากแค่ไหน  ไปจนถึงคำถามสุดกู่ที่ว่า เศรษฐกิจจีนจะเกิดวิกฤติตามไปด้วยหรือไม่  จึงจะขอตอบชัดๆ แบบฟันธงตรงนี้ไปเลยว่า  ณ ขณะนี้ เศรษฐกิจจีน (ยังคง) สบายดี แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวและเริ่มเติบโตช้าลงจากที่เคยสูงพุ่งพรวด แต่ขอย้ำว่า มิได้เป็นการ “ถดถอย” ทางเศรษฐกิจ

 

 

เมื่อเดือนที่แล้ว ดิฉันได้รับเชิญให้เดินทางไปเมืองกุ้ยหลินของจีนเพื่อบรรยายเรื่อง AEC ให้กับศูนย์ Think-Tank ในสังกัดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำกวางสี ในฐานะเป็น Senior Consultant ของศูนย์  ทำให้มีโอกาสพบเจอพรรคพวกผู้เชี่ยวชาญจีนหลายคน ดิฉันก็เลยยิงคำถามทำนองเดียวกันนี้ และขอให้ฝ่ายจีนช่วยวิเคราะห์แนวโน้มด้วย  ซึ่งคำตอบที่ได้รับฟังมาน่าสนใจมาก จึงจะขอนำมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์วันนี้ค่ะ

 

 

ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่า  ปีนี้สำคัญอย่างไรสำหรับผู้นำจีนและแวดวงการเมืองจีน  คงจะไม่ใช่เพียงแค่การเป็นปีมังกร แต่ปลายปีนี้จะมีการเปลี่ยนถ่ายส่งต่ออำนาจทางการเมืองจากผู้นำรุ่นที่ 4 ไปเป็นรุ่นที่ 5 หรือจะเรียกว่า “จีนผลัดแผ่นดิน” ก็ได้  เรื่องนี้สำคัญมากพรรคพวกในจีนได้ให้ข้อสังเกตว่า “ยังไงเสีย ผู้นำจีนและรัฐบาลจีนชุดนี้คงจะไม่ยอมลงจากตำแหน่งไปด้วยภาพลักษณ์ด้านลบแบบ “จบไม่สวย” อย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้พวกเขาได้สร้างผลงานไว้มากแล้ว ก็ย่อมจะต้องผลักดันเศรษฐกิจจีนอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้ยังคงดูดีต่อไป และเพื่อที่จะฝากจารึกผลงานที่น่าจดจำไว้ก่อนลาจาก”  และผู้เชี่ยวชาญจีนที่คุยด้วยยังได้ฝากประโยคเด็ดทิ้งท้ายว่า “ประเทศนี้ อำนาจพรรคฯ นำเศรษฐกิจ”

 

 

นอกจากนี้ ประเทศจีนยังมีจุดเด่นของการมีมาตรการและเครื่องมือที่หลากหลายในการนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตต่อไป ซึ่ง ระบบการเมืองและกลไกต่างๆ ของรัฐบาลจีน เอื้อให้สามารถ “สั่งการได้จริง” ด้วย 

 

 

สำหรับตัวอย่างมาตรการที่รัฐบาลจีนนำมาใช้ในรอบนี้   เช่น มาตรการกระตุ้นตัว C หรือ consumption  เร่งการบริโภคในประเทศ  ที่น่าสนใจ คือ การอุดหนุนการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานโดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุน 100-400 หยวนต่อคนต่อชิ้นในการซื้อเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์จอแบน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องทำความร้อนด้วยน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

 

 

ส่วน มาตรการกระตุ้นตัว I หรือ investment เพื่อผลักดันการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนก็มีหลากหลายเครื่องมือ  ทั้งการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และการลดสัดส่วนเงินสำรองเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้มีเม็ดเงินออกมาปล่อยเงินกู้ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น 

 

 

ที่ไม่พลาด คือ  การกระตุ้นตัว G หรือ Government Spending โดยการทุ่มเทงบประมาณเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล  เช่น  การเร่งอนุมัติโครงการขนาดใหญ่  โครงการพลังงานสะอาด  พร้อมๆ ไปกับการลดตัว T หรือ Tax เช่น การลดภาษีการบริโภค (consumption tax) สำหรับสินค้าหลายรายการและการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย  เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศลดกระแสการออกไปชอปปิงสินค้าหรูในต่างประเทศ  

 

 

ที่น่าสนใจเช่นกัน คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 20 (จากอัตราปกติร้อยละ 25) สำหรับธุรกิจ SMEs ในจีนที่มีกำไรน้อยและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข เช่น กรณีเป็นผู้ผลิต SMEs ต้องมีจำนวนพนักงานไม่ถึง 100 คน ทรัพย์สินไม่ถึง 30 ล้านหยวน ภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายต่อปี มีมูลค่าต่ำกว่า 300,000 หยวน หรือกรณีเป็นกิจการ SMEs ประเภทอื่น จะต้องมีพนักงานไม่ถึง 80 คน และมีทรัพย์สินไม่เกิน  10 ล้านหยวน เป็นต้น

 

 

ทั้งนี้  มีรายงานว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลจีนค่อยๆ ทยอยออกมาใช้อัดฉีดเพื่อพยุงและรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านหยวน

 

 

สำหรับประเด็นวิกฤติยุโรปจะกระทบเศรษฐกิจจีนมากเพียงใด  ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของจีน  และมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20.1 ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปที่ท่าทางจะลากยาวไปอีกนานและทำให้กำลังซื้อในยุโรปลดลง ย่อมจะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกของจีนไปสหภาพยุโรปต้องลดลงตามไปด้วย มีรายงานตัวเลข 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า การ ส่งออกของจีนไปกลุ่มสหภาพยุโรปลดลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้มูลค่าการค้ารวมกับจีนลดเหลือ 163,060 ล้านดอลลาร์ โดยเปรียบเทียบแล้ว ประเทศสหรัฐ จึงขยับขึ้นมา (แทนที่สหภาพยุโรป) ในการเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีนด้วยมูลค่าแซงหน้าแบบเฉียดฉิว คือ 165,300 ล้านดอลลาร์ 

 

 

อย่างไรก็ดี จีนได้ใช้วิกฤติเป็นโอกาส โดยการหาประโยชน์จากวิกฤติยุโรปในครั้งนี้ด้วยการ หันไปเน้นออกไปลงทุนในยุโรปมากขึ้น  กลุ่มทุนจีนทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนขนาดใหญ่ได้ฉกฉวยโอกาสในการออกไป ขยายการลงทุนกว้านซื้อและชอปปิงโรงงานราคาถูกในยุโรป รวมไปถึงการเข้าไปควบรวมกิจการต่างๆ ในยุโรปหลายประเทศ  จึงช่างเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะและสอดคล้องกับนโยบาย “เดินออกไป” (Zou Chu Qu) หรือ  going global policy ของรัฐบาลจีนที่ต้องการส่งเสริมให้มีการออกไปสร้างอาณาจักรของทุนจีนในต่างประเทศ ทำให้ ตอนนี้จีนขยับขึ้นเป็นนักลงทุน FDI  ต่างชาติมากติดอันดับ 5 ของโลกไปแล้ว

 

 

นอกจากนี้  จีนมิได้ส่งออกหรือพึ่งพาเพียงแค่ตลาดยุโรปเท่านั้น แต่มังกรจีนได้มีตลาดส่งออกที่หลากหลาย โดยเฉพาะการหันมาเน้นตลาดอาเซียน จนสามารถกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน และอาเซียนเองก็ขยับขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนด้วย

 

 

โดยสรุป  ดิฉันค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมือรัฐบาลจีนว่า น่าจะ “เอาอยู่” และรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปในรอบนี้ได้  อย่างน้อยภายในปี 2012  เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป  ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ที่ต้องการฝากผลงานและลาจากตำแหน่งอย่างดูดีและสวยงาม รวมทั้งมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ  แม้จะไม่โตแบบพุ่งพรวดเหมือนในอดีต และคาดว่าน่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5  ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวเลขเป้าหมายที่รัฐบาลจีนตั้งใจไว้แต่เดิมโดยระบุในแผนพัฒน์ฯ ฉบับ 12 ของจีน (2011-2015)  ที่จะหันมาเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาภาคต่างประเทศ และจะย่างก้าวเดินเติบโตอย่างมีคุณภาพ มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต

 

 

Tags : จีน ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement