กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 8 ตุลาคม 2552 01:00
ผศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
ผศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

อีสานไทยไม่ไกลจีน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทราบหรือไม่ว่า "อีสานของไทยไม่ไกลจีน" เลย แต่ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า มีแต่ภาคเหนือของไทยที่สามารถเชื่อมโยงทางถนนไปยังประเทศจีนได้

ซึ่งแท้จริงแล้ว อีสานของไทยเราก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแดนมังกรเช่นกัน และที่สำคัญ ภาคอีสานยังอยู่ใกล้กับ อภิมหาตลาดของจีนใน "มณฑลกวางตุ้ง" มากกว่าภาคเหนือของไทยด้วยค่ะ
 

ในขณะนี้ เราสามารถนั่งรถจากภาคอีสานไปยังประเทศจีน โดยผ่านลาวและเวียดนามได้หลากหลายทางเลือก ทั้งจากจังหวัดนครพนม หรือจังหวัดหนองคาย รวมไปถึงจังหวัดมุกดาหาร ที่ผู้อ่านอาจจะพอคุ้นเคยแล้ว เพียงแค่ข้ามแม่น้ำโขงจากจังหวัดชายแดนในภาคอีสานของไทยไปยังประเทศลาว เราก็สามารถใช้เส้นทางบกในลาวเพื่อเชื่อมโยงไปออกชายแดนของเวียดนาม และตรงไปยังมณฑลชายแดนของจีน คือ กวางสี ซึ่งอยู่ติดกับมณฑลกวางตุ้งได้เลยค่ะ
 

สำหรับเส้นทางบกในประเทศลาว จะมีหมายเลขต่างๆ กำกับ อาทิเช่น R 9 หมายถึง เส้นทางหมายเลข 9 และในขณะนี้ มี "สารพัด R" ในลาวที่สามารถเชื่อมโยงไปเวียดนามต่อไปถึงจีน
 

อย่างไรก็ดี ดิฉันจะขอเน้นเฉพาะเส้นทางสาย R ในลาวที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในด้านสภาพเส้นทางที่จะใช้เป็นเส้นทางโลจิสติกส์การค้าไทย-จีน และได้เคยนำทีมวิจัยไปสำรวจเส้นทางเหล่านี้มาแล้วหลายรอบในช่วงปีที่ผ่านมา จึงจะขอเปรียบเทียบให้เห็นว่า แต่ละแนวเส้นทาง R ในลาวจะเป็นอย่างไร จากไหนไปไหน และระยะทางเท่าไร 
 

ทางเลือกแรก เส้นทาง R 12 จากจังหวัดนครพนม ข้ามแม่น้ำโขงไปก็จะเจอกับแนวเส้นทาง R 12 ในเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนของลาว ซึ่งตรงไปยังด่านชายแดนนาพาวของลาว ที่เชื่อมต่อกับด่านจาลอของเวียดนาม ระยะทางในช่วงนี้ 145 กิโลเมตร สำหรับสินค้าสำคัญที่มีการขนส่งโดยใช้เส้นทางนี้ เพื่อไปป้อนตลาดจีน คือ บรรดาผลไม้สดของไทย
 

ทางเลือกที่สอง เส้นทาง R 13 เชื่อมต่อ R 8 จากด่านบึงกาฬในจังหวัดหนองคาย ข้ามแม่น้ำโขงไปยังด่านปากซันในแขวงบอริคำไซของลาว แล้วต่อด้วยเส้นทางบกสาย R 13 ไปประมาณ 87 กิโลเมตร ก่อนที่จะไปเปลี่ยนเข้าเส้นทาง R 8 ที่แยกน้ำทอน และตรงไปยังด่านชายแดนน้ำพาว ที่เชื่อมต่อกับด่านเกาแจวของเวียดนาม ระยะทางในช่วง R 8 ดังกล่าวประมาณ 199 กิโลเมตร และต้องผ่านภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว หากแต่มีทิวทัศน์สวยงาม จึงเหมาะที่จะเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ส่วนสินค้าหลักที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ เท่าที่ดิฉันเคยสังเกตเห็น คือ บรรดา "น้องหมา" อันแสนโอชะในสายตาของคนเวียดนามและคนจีน (บางกลุ่มบางพวก)
 

ทางเลือกที่สาม เส้นทาง R 9 จากจังหวัดมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขงโดยสะพานข้ามโขงแห่งที่ 2 ไปยังแขวงสะหวันเขตของลาว และตรงไปยังด่านแดนสะหวัน ที่เชื่อมกับด่านลาวบาวของเวียดนาม ระยะทางในช่วงเส้นทาง R 9 นี้ คือ 240 กิโลเมตร สำหรับสินค้าที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ เพื่อไปป้อนตลาดปลายทางในจีนมีน้อยมาก เพราะเป็นเส้นทางที่อ้อมกว่าแนวสองเส้นทางแรก แต่ก็เหมาะสำหรับขนส่งไปป้อนตลาดเวียดนามตอนกลาง อาทิเช่น ดานัง
 

จะเห็นได้ว่า เส้นทาง R 12 เป็นถนนในลาวที่ตรงไปออกชายแดนเวียดนามได้สั้นที่สุด และสะดวกที่สุดในขณะนี้ และจากประสบการณ์ไปตะลุยเส้นทาง R 12 มาแล้วสองรอบในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ยังพบว่า เส้นทาง R 12 คดเคี้ยวน้อยกว่าเส้นทาง R 8 
 

นอกจากนี้ หากสะพานข้ามโขงแห่งที่ 3 จากนครพนมไปยังเมืองท่าแขกของลาวสร้างเสร็จในปี 2011 ตามที่คาดการณ์ไว้ ก็จะยิ่งเพิ่มศักยภาพของเส้นทาง R 12 จากนครพนมไปยังอภิมหาตลาดของจีนในกวางตุ้ง โดยผ่านด่านชายแดนผิงเสียงของจีนในกวางสี
 

ล่าสุด ดิฉันเพิ่งกลับจากการนำทีมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทย 20 กว่าท่านร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินทางด้วยรถบัสไปตามเส้นทาง R 12 นี้ไปจนถึงปลายทางในแดนมังกร
 

ในวันแรก คณะของเรายังได้แวะเวียนไปสำรวจความคืบหน้าของการสร้างสะพานข้ามโขงแห่งที่ 3 ที่ตำบลบ้านห้อม จังหวัดนครพนม ตัวสะพานตั้งอยู่ห่างตัวเมืองประมาณ 8.8 กิโลเมตร และคาดว่าจะสร้างเสร็จในวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 (เลขสวยและจำง่ายด้วยค่ะ) ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ที่ร่วมนำคณะเดินทางไปด้วยถึงกับบอกว่า "ทำไมช่างรวดเร็วเช่นนี้" เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดเชียงราย 
 

หากนับระยะทางหลังจากข้ามแม่น้ำโขงไปยังเมืองท่าแขก แล้วตรงไปตามเส้นทาง R 12 ไปจนถึงชายแดนของจีนที่เมืองผิงเสียง ก็จะพบว่าจากชายแดนอีสานไทยไปจนถึงชายแดนจีนระยะทาง 831 กิโลเมตรก็ถึงแล้วค่ะ
 

คณะเดินทางของเรายังได้มีโอกาสสัมภาษณ์นายด่านศุลกากรของด่านชายแดนจาลอในเวียดนาม รวมไปถึงการไปเยี่ยมชมอุทยานโลจิสติกส์ที่ทันสมัยในเมืองผิงเสียงของจีน และการจัด business matching พบปะกับนักธุรกิจจีนในนครหนานหนิงของกวางสี ตลอดจนการสัมภาษณ์ คุณวิสุทธิ์ สมใจ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการดูแลกิจการโลจิสติกส์ของเครือมิตรผลในจีน และเป็นบริษัทโลจิสติกส์แบบครบวงจรของทุนไทยรายแรกในจีน ทำให้คณะของเราได้เข้าใจระบบโลจิสติกส์ในแดนมังกรได้ชัดเจนขึ้น ที่จริงมีรายละเอียดและเกร็ดข้อมูลอีกมากที่อยากจะเล่าให้ฟัง แต่น่าเสียดายว่า เนื้อที่ของคอลัมน์มีเพียงเท่านี้  
 

อย่างไรก็ดี ท่านที่สนใจศึกษารายละเอียดเหล่านี้ พร้อมแผนที่ของแนวเส้นทางการค้าสายใหม่ที่เชื่อมโยงอีสานไทยไปอภิมหาตลาดของจีน รวมทั้งท่านที่ต้องการทราบกลยุทธ์ในการ "ย่องเบาเข้าจีน ราวจอมยุทธ์ผู้มีความรู้เป็นคมดาบ" (สำนวนของสำนักพิมพ์ Bizbook) ก็ขอแนะนำให้ลองไปหาอ่านได้จากหนังสือ "ถนนการค้าสู่จีน : New Trade Lane to China" ซึ่งจะวางแผงปลายเดือนตุลาคมนี้
 

ท้ายสุดคงจะไม่สายเกินไปที่จะขอร่วมแสดงความยินดีกับการฉลอง "60 ปีจีนแดง" ในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา และขอชื่นชมจากใจสำหรับผลงานของผู้นำจีนและรัฐบาลจีนที่มีความจริงใจ และมีวิสัยทัศน์ในการสร้างประเทศ สร้างชาติ จนสามารถเปลี่ยนจากจีนที่เป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" มาเป็น "มหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของเอเชียและของโลก" ได้สำเร็จ ขอร่วมแสดงความยินดีกับประชาชนชาวจีนทุกท่านค่ะ

 

Tags : มณฑลกวางตุ้ง จีน ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

Adsense

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement