กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : คุณภาพชีวิต

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 13:09

'เผดิมชัย' มั่นใจแพ็คเกจอุ้มแรงงานน้ำท่วม7นิคมฯ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

“เผดิมชัย” มั่นใจแพ็คเกจอุ้มแรงงานน้ำท่วม7นิคมฯ ฝากไปถึงทุกฝ่ายว่าอย่าตกใจ ตื่นตระหนกห่วงขณะนี้คือเรื่องการขาดแคลนแรงงานมากกว่า

 

     จากกรณีที่ กระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาระบุว่า 7 นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมยังไม่ฟื้นจากปัญหาน้ำท่วมและสามารถเปิดการผลิตได้แค่ 30% จากโรงงานทั้งหมด 888 แห่ง  ซึ่งไม่เป็นตามแผนที่วางไว้ และอาจจะส่งผลกระทบต่อแรงงานจำนวนมาก

            นายเผดิมชัย  สะสมทรัพย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง.) มองในเรื่องนี้ว่า กระทรวงแรงงานมีมาตรการดูแรงงานที่ประสบน้ำท่วมหลายมาตรการด้วยกัน โดยเฉพาะมาตรการป้องกันและบรรเทาการเลิกจ้าง ด้วยการช่วยนายจ้างจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนพ.ย. 2554 - ม.ค. 2555 ภายใต้เงื่อนไขต้องลงนามบันทึกข้อตกลงกับกระทรวงแรงงานว่าจะไม่มีการเลิกจ้างและจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้าง 

ทั้งนี้  รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงแรงงาน  1,818 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือแรงงานน้ำท่วมไม่ให้ถูกเลิกจ้าง 3  แสนคน จากแรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 9 แสนคน ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นมาตรการหลักที่มีเป้าหมายชัดเจน ที่จะช่วยให้แรงงานไม่ถูกเลิกจ้าง จนถึงวันนี้เห็นชัดเจนว่าแรงงานไม่ถูกเลิกจ้างอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ว่าจะมีการเลิกจ้างเป็นล้านคน อย่างไรก็ตาม ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการ 1,702 แห่ง ลูกจ้าง  320,314 คน โดยนายเผดิมชัย บอกว่า โครงการนี้สามารถขยายระยะเวลาออกไปอีกได้  หากพบว่ามีสถานประกอบการและแรงงานที่เดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม  

นอกจากนี้ยังมีโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนโดยให้แรงงานได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปทำงานในพื้นที่อื่นไม่ถูกน้ำท่วม เช่น จ.ระยอง จ.ชลบุรี เป็นการชั่วคราวซึ่งมีหลายรูปแบบทั้งทำงานในประเทศและต่างประเทศ เช่น บริษัทแม่ในญี่ปุ่นนำแรงงานจากบริษัทลูกในประเทศไทยไปทำงานด้วย  ทั้งนี้   วันนี้มีสถานประกอบการใน 49 จังหวัด เข้าร่วมโครงการ  695  แห่ง ต้องการลูกจ้างเข้าทำงาน 80,131 คน มีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการแล้ว 13,551 คน ในสถานประกอบการ 111 แห่ง 

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงาน ได้จัดมหกรรมนัดพบแรงงาน โดยกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยแรงงานที่ถูกน้ำท่วมและผู้ว่างงานให้มีงานทำและกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยเร็วที่สุด โดยล่าสุดยังมีตำแหน่งงานว่างกว่า 145,114 อัตรา แบ่งเป็นในประเทศ 92,290 อัตรา ต่างประเทศ 44,950 อัตรา ส่วนใหญ่งานในประเทศจะเป็นงานภาคบริการ งานขาย ฝ่ายผลิต ช่างฝีมือ และธุรการ เป็นต้น ส่วนงานต่างประเทศจะเป็นช่างต่างๆ ในภาคการก่อสร้าง  

            และยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น การลดการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั้งผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการ   ซึ่งปัจจุบันทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างจ่ายอยู่ที่ร้อยละ 5   โดยแบ่งเป็น 2 ระยะได้แก่ ระยะแรกให้ลดการจ่ายเงินสมทบร้อยละ 2  ของอัตราค่าจ้างทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง  เป็นระยะเวลา 6 เดือนให้เริ่มในวันที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 2555  ทำให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเพียงร้อยละ 3     

           ส่วนระยะที่สองให้ลดการจ่ายเงินสมทบร้อยละ 1  ของอัตราค่าจ้างทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เป็นระยะเวลา 6 เดือนให้เริ่มเดือนก.ค.-ธ.ค. 2555 ทำให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพียงร้อยละ 4 ทั้งนี้ ในสองระยะนี้รัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่าเดิมคือ ร้อยละ 2.75 

            ทั้งโครงการเงินสินเชื่อให้ผู้ประกอบการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องการจ้างงานวงเงิน 1  หมื่นล้านบาท ผ่าน 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)  ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งเริ่มกู้ได้ในวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 คงที่ 3 ปี ทั้งนี้  ผู้กู้จะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันกู้ได้ในอัตราร้อยละ 5 คงที่ 3 ปี 

            สถานประกอบการที่จะกู้เงินในโครงการแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.สถานประกอบการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 50 คน กู้ได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 51-200 คน  กู้ได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท และ 3.สถานประกอบที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 201 คนขึ้นไป กู้ได้ไม่เกิน 4 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สถานประกอบการที่จะกู้เงินโครงการได้ จะต้องเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่า 3 เดือน 

            “ผมอยากฝากไปถึงทุกฝ่ายว่าอย่าตกใจ ตื่นตระหนก เราควรมองในภาพรวมในการรักษาสภาพการจ้างงานของแรงงานไทยเพราะวันนี้ตัวเลขอัตราการว่างงานของเราอยู่ที่ 0.4%  หรือคิดเป็น 1.7 แสนคน ซึ่งถือว่าน้อยมาก สิ่งที่ผมเป็นห่วงขณะนี้คือเรื่องการขาดแคลนแรงงานมากกว่า วันนี้หลายบริษัทหาแรงงานไม่ได้” รมว.แรงงาน กล่าว 

ส่วนกรณีหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่น้ำไม่ท่วม จะส่งผลกระทบให้แรงงานมีปัญหาการย้ายถิ่นฐานนั้น นายเผดิมชัย กล่าวว่า ไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องนี้ เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดอยู่แล้ว ซึ่งจากข้อมูลของ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) พบว่าแรงงาน 80-90% ที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 7 นิคมนี้มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ดังนั้น เชื่อว่าแรงงานไม่กังวลเรื่องการย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่นๆ และสามารถที่จะเคลื่อนย้ายไปทำงานได้ทุกที่ 

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่เป็นข้อกังวลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ห่วงในเรื่องผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะเกิดขึ้นหลังจากปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ทั่วประเทศ โดยจะทำให้มี 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ   สมุทรสาคร   สมุทรปราการ   ปทุมธานี  นครปฐม  นนทบุรี และภูเก็ต ค่าจ้างเพิ่มเป็นวันละ 300 บาท ในวันที่ 1 เม.ย. นี้  ทั้งนี้ นายเผดิมชัยชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าไปแล้วในเรื่องนี้ แต่อาจจะไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะมาตรการจะช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่รัฐบาลระมัดระวังมากที่สุด 

            “สัปดาห์ที่แล้ว ทางสภาอุตฯ ได้มาพบกับผมและได้หารือกันในเรื่องนี้  ผมได้ชี้แจงไปว่ากระทรวงแรงงานได้มีการเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น  ศูนย์ข้อมูลติดตามในเรื่องค่าจ้าง 300 บาทเพื่อรับข้อร้องเรียนจากธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่การมาพูดลอยๆ ว่ามีปัญหาเราก็ไม่รู้ว่าใครที่มีปัญหาและมีปัญหาอย่างไร  แต่ถ้าเดือดร้อนก็ต้องเข้ามาหาและแจ้งให้เรารู้เพื่อจะได้ตรวจสอบถูกและให้การช่วยเหลือได้” รมว.แรงงาน อธิบาย 

            นายเผดิมชัย บอกด้วยว่า  ตนได้ให้ความเชื่อมั่นแก่สภาอุตฯ ในการให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง  ทั้งนี้   หลังจากวันที่ 1 เม.ย.นี้ ทางกระทรวงแรงงานจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นรายบริษัท    จึงได้ขอให้สภาอุตฯ รอดูสถานการณ์ไปก่อน  ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือ ที่ผ่านมาก็มีการออกมาตรการภาษีนิติบุคคลลดจาก 30% เหลือ 23% ในปีนี้ หรือของกระทรวงแรงงาน ก็เปิดอบรมพัฒนาทักษะฝีมือและอุปนิสัยการทำงานเพื่อให้เหมาะสมกับค่าจ้างที่สูงขึ้น 

            รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า  มาตรการต่างๆ ที่กระทรวงแรงงานออกมานั้นเป็นเรื่องที่น่าดีใจ  ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจเพราะหากมองในมุมกลับกัน การปรับปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ  300  บาท จะทำให้คุณภาพชีวิตแรงงานไทยดีขึ้น รวมทั้งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นเพราะทำให้เกิดกำลังซื้อภายในประเทศและเงินเหล่านี้ก็จะหมุนเวียนกลับสู่ตลาด 

            อย่างไรก็ตาม  ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเกิดประชาเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งกระทรวงแรงงานก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะให้แรงงานไทยไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอะไร  และได้เตรียมพร้อมเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านอุตสาหกรรมรถยนต์  หากมองลึกลงไปในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็จะแตกแขนงเป็นช่างฝีมือในสาขาต่างๆ ได้มากมาย

และขณะนี้ได้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติแล้ว 22 สาขาโดยแรงงานที่ได้มาตรฐานฝีมือ จะได้รับค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำและปีนี้ตั้งเป้าหมายจะออกมาตรฐานให้ได้ทั้งหมด 120  สาขา เพื่อใช้เป็นมาตรฐานฝีมือรองรับแรงงานอาเซียน 

            “ ถ้าเรามัวแต่จะให้แรงงานไทยอิงกับค่าจ้างถูกๆ อยู่อย่างเดิม เราคงพัฒนาไม่ทันตลาดแรงงานอาเซียนแน่นอน  เราจะต้องเตรียมคนของเราด้วยการเพิ่มทักษะฝีมือและผลิตแรงงานให้ได้ศักยภาพทั้งในเรื่องของภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน อย่าลืมว่าแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งหลายๆ ประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน ตะวันออกกลาง ต่างต้องการแรงงานไทยไปทำงาน” นายเผดิมชัย กล่าว และว่า กระทรวงแรงงานพยายามสร้างกรอบตรงนี้ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แรงงานไทยทุกคน  

(คลิป สัมภาษณ์ เผดิมชัย  สะสมทรัพย์ http://www.bangkokbiznews.com/home/video/?id=435510&top=1&section=1 )

 

 

 

 

 

Tags : เผดิมชัย

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement