"สุทธิ"เผยผิดหวัง รัฐบาลไม่ฟังกก.4ฝ่ายตัด18เหลือ11กิจการร้ายแรง ร้องกมส.ตรวจสอบ จัดชุมนุม30ก.ย.พร้อมยื่นอุทธรณ์ องค์การสวล.จี้นายกฯทบทวน
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก และชาวบ้านในอำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง และใกล้เคียง ประมาณ 20 คน นำโดย นายสุทธิ อัชฌาศัย แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก มายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษชนฯ เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบความถูกต้องในการออกประกาศประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจจะมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 และติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง โดย น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้รับหนังสือ
นายสุทธิ กล่าวถึงที่รัฐบาลออกประกาศ 11 ประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจจะมีผลกระทบต่อชุมนุมอย่างรุนแรง จากเดิมที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน และนักวิชาการ ก่อนจะเสนอ 18 ประเภทโครงการที่มีผลกระทบต่อชุมนุมอย่างร้ายแรงต่อรัฐบาล
ซึ่งเมื่อรัฐบาลรับมติดังกล่าวไปแล้ว กลับพิจารณาอย่างเร่งรีบและปรับลดให้เหลือแค่ 11กิจกรรมเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและความเหมาะสม เพียงแต่ต้องการประกาศประเภทโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมนุมอย่างรุนแรง เพื่อลงประกาศในราชกิจานุเบกษา และส่งศาลปกครองกลางเท่านั้น เพื่อหวังให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ติดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง หลุดคดี
"การกระทำดังกล่าวเป็นเจตนาไม่ได้คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ผมจึงเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรรมการสิทธิ เพื่อให้ศึกษาเรื่องดังกล่าวและเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้มีการทบทวนและจัดทำประเภทโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมนุมอย่างร้ายแรงเสียใหม่ รวมถึงให้ติดตามแก้ไขปัญหาผู้ถูกผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมใน พื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียง ตามที่รัฐบาลเคยได้รับข้อเสนอจากองค์กรต่างๆ”
ชี้กรรมการ 4ฝ่าย เข้าล็อกรัฐไม่ฟังเหมือน กอส.ปัญหาภาคใต้
นายสุทธิ กล่าวอีกว่า วันนี้ เวลา 17.30 จะเดินทางไปพบนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อทวงถามถึงสัญญาเคยให้ไว้ ไม่อยากให้ซ้ำรอยคณะกรรมการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นายอานันท์เคยเป็นประธาน และวันอังคารที่ 7 ก.ย. จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ 5 คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาที่เคยลงพื้นที่ตรวจสอบในเรื่องนี้ เพื่อให้ตรวจสอบและทวงถามการทำงานของรัฐบาล ที่ออกประกาศดังกล่าว
จากนั้น วันที่ 10 ก.ย. ที่จะมีการประชุมใหญ่เครือข่ายสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนภาคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 ก่อนจะยื่นเงื่อนไขไปยังรัฐบาล หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม ภาคประชาชนก็มีมาตรการจะขับเคลื่อนโดยจะนัดรวมตัวที่นิคมอุตสาหกรรมาบตาพุดช่วงปลายเดือนกันยายน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 5,000 คน และจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในปลายเดือนกันยายนเช่นกัน ซึ่งขณะนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาในรายละเอียด รวมทั้งให้ทางฝ่ายนักวิชาการตรวจสอบในส่วนของเหตุผลใหม่ นอกเหนือจากคำ พิพากษาของศาลปกครองกลาง ส่วนตัวรู้สึกเสียดายกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลางไม่ได้เชื่อมโยงให้เห็นภาพของโครงการที่เกิดความรุนแรง ทั้งที่ความน่าจะเป็นควรจะไปได้ไกลกว่านั้น
ด้านนายแพทย์ชูชัย กล่าวว่าจะเร่งนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมกรรมการสิทธิฯเป็นวาระเร่งด่วนในวันที่ 8 ก.ย. เพื่อศึกษาและทำความเห็นเสนอรัฐบาล ทั้งนี้ในฐานะที่ตนเคยร่วมในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีความเห็นส่วนตัวว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ทำให้กลไกเก่าอย่างคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมปรับตัวไม่ทัน แต่พอนำข้อเสนอไปเสนอกับกลไกลใหม่อย่างคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ก็กลับไม่นำความเห็นดังกล่าวมาหารือ ทำให้เกิดคำถามตามมาในสังคม
องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม จ่อยื่นนายกฯทบทวนเหตุตัด18เหลือ11กิจการรุนแรง
ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส . ) คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ชุดเฉพาะกาล) หรือ กอสส . นำโดยนายวีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธาน กอสส . พร้อมด้วยคณะกรรมการ กอสส.รวม 11 คนจากทั้งหมด 13 คน ร่วมกันแถลงข่าวเป็นครั้งแรก ต่อกรณี กรณี “ ประกาศ 11 ประเภทโครงการ : ข้อเสนอแนวทางตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ . ศ . 2550” ขึ้น
นายวีรวัธน์ เปิดเผยว่าตามที่ ครม . มีมติวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบตามคณะกรรมการสิ่งแวด ล้อมแห่งชาติ ให้ประกาศประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จำนวน 11 โคงการ กอสส . ซึ่งมีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการให้ความเห็นประกอบโครงการหรือกิจกรรมตามระเบียบข้อบังคับในเรื่องนี้ เราเห็นว่ามติของคณะกรรมการสิ่งแวด ล้อมแห่งชาติในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฎิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอ 18 ประเภทโครงการต่อรัฐบาลโดยผ่านการดำเนินการอย่างเหมาะสม และรอบคอบบนหลักวิชาการตามกระบวนการทางประชาธิปไตย มีการรับฟังความคิดเห็นมาทั่วภูมิภาคอย่างรอบด้านรวม 6 ครั้งและ สามารถนำเข้าขอมติจาก ครม . ได้ทันที แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กลับนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ จนปรับเหลือ 11 ประเภทโครงการรุนแรง จนนำสู่การตั้งคำถามของสังคมในขณะนี้
นายวีรวัธน์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลยังพบว่าในจำนวน 18 ประเภทโครงการที่คณะ กรรม การ 4 ฝ่ายเสนอนั้น ถูกตัดออกไป 7 ประเภทโครงการ และมีโครงการที่รับข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพียง 5 โครงการเท่านั้น ในจำนวน 5 โครงการนั้นยึดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ทั้งหมดเพียง 3 โครงการเท่านั้น ส่วนอีก 2 โครงการยังมีเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก นอกจากนั้นก็เป็นโครงการที่ถูกเพิ่มเข้ามาโดยรัฐบาลเองทั้งหมด
"ในฐานะที่ กอสส.จะต้องทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นประกอบการตัดสินใจในโครงการต่างๆ ทั่วประเทศ จึงเห็นว่า 18 ประเภทโครงการรุนแรงที่เสนอโดยคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีความเหมาะสมที่สุดในขณะนี้เพราะผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านมาแล้ว มีการพิจารณากลั่นกรองมาจากทุกภาคส่วน และเปิดรับฟังความคิดเห็นทั่วทุกภูมิภาค ถ้ากอสส. ต้องมาทำหน้าที่พิจารณาโครงการที่หนดโดยรัฐบาล ก็จะไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง กอสส. เห็นว่ารัฐบาลควรทบทวนมติ ครม . ดังกล่าว โดยเตรียมจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเร็วๆนี้
เพื่อให้ยึดเอาข้อเสนอที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ที่กำหนดประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าสิ่งที่ทำมาประสบความล้มเหลว ” นายวีรวัธน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรัฐบาลไม่ทบทวนประกาศ 11 ประเภท โครงการรุนแรงตามข้อเรียกร้อง กอสส. พร้อมทำหน้าที่ต่อไปหรือประกาศลาออกหรือไม่ นายสุรพล ดวงแข กรรมการกอสส . กล่าวว่า กอสส . เกิดจากการสรรหาตัวแทนจากทุกภาคส่วน การจะตัดสินใจต่างๆ จึงต้องเป็นการตัดสินใจร่วมกัน และคงไม่ใช่การลา ออก เพราะมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ จึงต้องการความชัดเจนก่อนการปฎิบัติหน้าที่ แต่อะไรที่ไม่ดีก็ต้องแก้กันไป ส่วนประเภทโครงการที่ผ่านการพิจารณาของรัฐบาลทั้ง 11 ประเภทโครงการก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ
ขณะที่นายเปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต รองประธาน กอสส . กล่าวว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ตั้ง กอสส . มีข้อกำหนดบทบาทหน้าที่ให้สามารถเสนอความเห็นต่อรัฐบาลได้ เพราะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นจะกระทบกับการทำงาน ซึ่งรัฐบาลทบทวนประเภทโครงการรุนแรงโดยเพิ่มหรือลดจำนวนโครงการรุนแรงจาก 18 ประเภท โครงการก็ได้แต่เหตุผลสำคัญคือต้องมีหลักวิชาการรองรับ เหมือนกับสิ่งที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯได้ดำ เนินการมา ซึ่งเรื่องนี้อยากเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำอธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้ เพราะขณะนี้ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจขึ้นต่อสังคมในวงกว้างและเกรงว่าปัญหาจะไม่จบ ส่วนกอสส. จะมีการจัดสัมมนาทางวิชาการ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องนี้ และนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป
Tags : สุทธิ อัชฌาศัย • มาบตาพุด


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น