เชียงคำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน...ภายใต้มุมมองทุกคนเป็นคนเท่าเทียมกัน
หลายครั้งที่เราพบว่ามีคนไข้ หรือผู้ป่วยที่เข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งใดแห่งหนึ่งของรัฐ แล้วกลับมาประจาน หรือบ่นอย่างเสียความรู้สึก ว่า “เหมือนไปโรงฆ่าสัตว์” หรือ “เจ้าหน้าที่ไม่ได้เรื่องพูดไม่ดี” หรือ “หมอไม่เก่งชอบลองของเปลี่ยนยาเป็นว่าเล่น เห็นชีวิตคนอื่นเหมือนหนูทดลองยา” ฯลฯ สารพัดคำกล่าวที่ได้ยิน ทำให้ใคร ๆ ไม่อยากเข้าไปรับบริการใน “โรงพยาบาลของรัฐ” จึงหันไปใช้บริการในโรงพยาบาล “เอกชน” ถึงแม้นจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงลิ่ว แต่แลกกับคำพูดดี ๆ ไพเราะ การดูแลสม่ำเสมอ ของ หมอ พยาบาล และพนักงานในโรงพยาบาลแห่งนั้น คนไข้ ผู้ป่วย หรือประชาชนส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะไม่เข้า “โรงพยาบาลของรัฐ”
เพราะไม่อยากเป็น “เหมือนโรงฆ่าสัตว์” และต้องการให้คำพูดที่วิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่าง ๆ นานา ของคนไข้หรือผู้มารับบริการลดน้อยลง จนกระทั่งหมดไปในที่สุด และจะได้รับคำติชม ชื่นชม ความศรัทธาจากผู้มารับบริการในเวลาต่อมา โรงพยาบาลของรัฐจึงพยายามปรับปรุงกระบวนการให้บริการประชาชนมากขึ้น จนถึงการได้รับการรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถือด้านการรักษาพยาบาล เป็นการการันตีแก่ผู้มารับบริการให้มั่นใจในความปลอดภัย และประทับใจทุกครั้งที่เข้ามารับบริการ
“โรงพยาบาลเชียงคำ” คือ โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นโรงพยาบาลทั่วไป ขนาด 255 เตียง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ปัจจุบันนี้มีผู้เข้ามารับบริการเฉลี่ยปีละ 250,000 คน คือโรงพยาบาลของรัฐที่มีความพยายามปรับปรุงระบบการให้บริการด้านสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ จนนำไปสู่การได้รับการประเมินผลจนสามารถ ได้รับการรับรองใน “กระบวนการพัฒนาและรับรองคุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล” หรือ HA (Hospital Accreditation) เป็นเครื่องมือในการรับรองคุณภาพ โดยมีสถาบันพัฒนาและรับรองมาตรฐานโรงพยาบาล(พรพ.) เป็นผู้ตรวจเยี่ยม สำรวจและประเมินเพื่อรับรอง โดยหลักการสำคัญของ HA คือ “การยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และมีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ด้วยใจและศรัทธาของคนทำงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้บริการแก่ “ประชาชน”ที่มารับบริการ ซึ่งเป็น “หัวใจ” ของ HA
นายแพทย์ไชยนันท์ ทยาวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงคำ กล่าวว่า “ในความคิดของผม HA คือ งานให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ นำไปสู่ประชาชนผู้รับบริการได้รับบริการที่ดี โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนได้มาจาก 1.นโยบายการบริหารงานที่ดี 2.ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ติดตามงานต่อเนื่อง และ 3.ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความพึงพอใจในการบริการ”
สำหรับโรงพยาบาลเชียงคำ การเริ่มต้นกว่าจะได้มาซึ่ง HA คือการทำแผนแม่บท(Master Plan) 3 ปี ซึ่งเป็นตัวกำหนดพันธกิจ กิจกรรมที่จะต้องทำเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยแผนแม่บทที่ได้มาจากข้อมูลซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานในองค์กร ว่า มีความต้องการ หรือมีประเด็นในการทำงานที่เป็นอุปสรรค ปัญหา โอกาส หรือสิ่งที่ต้องพึงแก้ไขอย่างไรบ้าง (การทำSWOT)
เมื่อได้ข้อมูลมาครอบคลุมทุกด้านแล้ว จึงกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางการทำงาน จากนั้นกำหนดพันธกิจที่จะต้องปฏิบัติร่วมกัน โดยมีรูปแบบการทำกิจกรรม ที่ต้องสร้างให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรโดยสม่ำเสมอ ไม่ใช่การทำเพียงชั่วครั้งคราว หรือทำเพียงช่วงเวลาก่อนที่จะมีการประเมิน เท่านั้น หากแต่ต้องมีความสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และยั่งยืน
ผมย้ำเสมอกับทุกคนในองค์กรว่าหลักของการทำงานที่สำคัญ มีอยู่ 3 ประการ คือ 1.อยู่ด้วยหลักคุณธรรมและจริยธรรม โดยแนวทางของศีล 5 2.ทำงานด้วยความไม่ประมาท ยึดระเบียบราชการที่ดีมาปฏิบัติ และ 3.ทำงานเป็นทีม ประชุมบ่อยครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล กระจายอำนาจการทำงาน
สิ่งสำคัญยิ่งสำหรับ HA คือ ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรต้องมี “จิตสาธารณะ” และ “ศรัทธา” ในบทบาทหน้าที่ของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ปฏิบัติงานได้รับความพึงพอใจ เกียรติ จากผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดขวัญและกำลังใจในการทำงาน เมื่อสภาพกายและใจของคนทำงานพร้อม แน่นอนการทำงานต้องออกมาดี ซึ่งหมายถึงผู้มารับบริการในโรงพยาบาลจะได้รับสิ่งดี ๆ กลับไป
ผมพยายามแนะนำและบอกกล่าววิธีคิดที่ดีในการทำงานแก่บุคลากรในองค์กรทุกคน คือ “มองผู้อื่นให้มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนเราเอง” จะทำให้เราให้เกียรติและเต็มใจให้บริการผู้อื่น เพราะคนเรามีทั้งดีและไม่ดีเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญมองปัญหาเป็นเพียง “ประเด็น”ในการทำงาน อะไรคือสาเหตุค้นหาแล้วนำมาร่วมกันแก้ไขจนบรรลุด้วยการมีส่วนร่วม”
นายแพทย์จรัล มะโน รองผู้อำนวยการ กล่าวว่า “การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของโรงพยาบาล กว่าจะทำได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อทำได้แล้วก็ต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง HA จะอยู่และดำเนินต่อไปได้ ต้องมีปัจจัยที่สำคัญ คือ ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์เกาะติดต่อเนื่อง ที่นี่ผู้บริหารให้โอกาสคนทำงาน สร้างคน ไม่ลงโทษผู้มีความบกพร่อง แต่จะค้นหาปัญหาว่าเกิดจากสิ่งใด แล้วคิดค้นการแก้ไขจนเป็นผลดี จะเห็นว่าตลอดปี 2552 ที่ผ่านมาไม่มีพนักงานในองค์กรที่ได้รับโทษเลย เพราะเราเน้นทุกคนมอง “คนเป็นคน”
การทำงานกับคนทุกขั้นตอนคือความเสี่ยง ดังนั้นด้านการบริหารความเสี่ยงผมพยายามแนะนำให้พนักงานทุกฝ่ายมองความเสี่ยงและประเด็นเป็นเหมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ทุกคนต้องมองให้ลึกลงไปมากกว่าสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ เพื่อจะดำเนินการแก้ไขได้ถูกจุดและป้องกันความเสี่ยงได้
เช่น กรณีที่ผู้ป่วยโรคเก๊าต์ ซึ่งบางรายแพ้ถึงขั้นอันตรายตาบอด หรือที่เรียกว่า สตีเวนจอห์นสัน ตรงนี้ทางโรงพยาบาลจะมีคลีนิคพิเศษสำหรับให้บริการผู้ป่วยโรคเก๊าต์โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการรักษา การป้องกัน แก่ผู้ป่วย สกัดปัญหาการแพ้ยาอย่างได้ผลจนลดอัตราการเสียชีวิตได้เร็วมาก จากเมื่อปี 2549 มีผู้เสียชีวิตจากการแพ้ยาโรคเก๊าต์ 3-4 ราย ปัจจุบันไม่ปรากฏ
ผมรับรองว่าที่นี่คนป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์หากมีอาการแพ้ยาก็หาย เพราะเมื่อคนไข้รู้อาการแพ้ยาว่าเป็นเช่นไร คนไข้จะหยุดใช้ยาและพบแพทย์ทันที เพราะเราทำให้คนไข้รู้ว่าหากฝืนใช้ยาต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เปรียบเหมือนสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง ทำให้ไม่เกิดความเสี่ยง ซึ่งเป็นวิธีการบริหารความเสี่ยงบนความร่วมมือระหว่างแพทย์ เจ้าหน้าที่ และผู้ป่วย”
นางดวงใจ มั่นคง พยาบาลวิชาชีพ ผู้รับผิดชอบคลินิกพิเศษโรคเก๊าต์ กล่าวว่า “แรก ๆ คนไข้มีไม่มาก เพราะทุกคนที่เข้ามากลัวจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ถูกมองว่าเป็นโรคเก๊าต์ เริ่มต้นเปิดคลินิกมีคนไข้ประมาณ 3-4 คน แต่หลังจากที่คนไข้ได้เข้ามาใช้บริการคลินิกพิเศษแล้ว กลับไปบอกต่อคนรู้จักที่เป็นโรคเก๊าต์ ทำให้มีผู้ป่วยโรคเก๊าต์ที่เข้ามารับบริการคลินิกในโรงพยาบาลมากขึ้น ปัจจุบันมีคนไข้มาใช้บริการคลินิกกว่า 30 คน
ผลดีที่เกิดขึ้น 1. คนไข้มารับบริการได้รวดเร็ว เช่น การรอผลตรวจเลือดนานเกือบชั่วโมง ทำให้คนไข้มาพบปะกันที่คลินิกพิเศษ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และ 2. แนวทางการรักษา การกินยา ตลอดจนการป้องกันไม่ให้โรคเก๊าต์กำเริบ หรือ ไม่ให้กรดยูริคในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจะสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงให้แก่กันได้ ซึ่งบางครั้งทางวิชาการของแพทย์ยังไม่เคยพบอาการ แต่ผู้ป่วยที่ประสบจะแจ้งเตือนกันได้เอง ทำให้ลดความเสี่ยงการแพ้ยาของผู้ป่วยโรคเก๊าต์ ได้อย่างดี หรือในบางรายกลับไปให้ความรู้คนในครอบครัวช่วยควบคุมอาหารที่จะเสี่ยงต่อโรคเก๊าต์ด้วย”
นายชาญ กองมงคล อายุ 60 ปี ผู้ป่วยโรคเก๊าต์ เล่าว่า “ครั้งแรก ปี 2547 ที่ผมปวดขา ปวดข้อเท้าจนลุกจากเตียงนอนไม่ได้เลย ต่อมาได้มาเข้ารับบริการที่คลินิกพิเศษ ทำให้ได้รับความรู้ถึงการรักษาที่ถูกวิธี การกินยาที่ถูกต้อง รู้ว่าอาการแพ้ยาจะเกิดขึ้นเมื่อใด อาการเป็นอย่างไรบ้าง รู้วิธีรักษาตนเองไม่ให้โรคเก๊าต์กำเริบ ทั้งการกินยา รับประทานอาหารที่ไม่เพิ่มกรดยูริค และการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จนตอนนี้ระดับกรดยูริคในเลือดลดลงต่ำกว่าระดับ 10 และทำให้ลดลงเรื่อย ๆ”
ด้านนายสมนึก ยะมงคล อายุ 47 ปี ผู้ป่วยโรคเก๊าต์อีกราย กล่าวเสริมว่า “โรคเก๊าต์ต้องไม่ทานเหล้า หรือเครื่องดื่มมึนเมา เมื่ออยากหายต้องรักษาตัวเอง ผมหยุดเหล้าและเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด จนแม่บ้านรักผมมากขึ้น ทุกวันนี้ผมรู้ว่าอาหารที่ไม่ควรจะรับประทานมีอะไรบ้าง บางอย่างมีมากกว่าที่แพทย์หรือพยาบาลห้าม เช่น สัตว์ปีก ใครจะรู้ว่าจิ้งหรีด ก็ทำให้โรคเก๊าต์กำเริบได้ เมื่อมีใครที่เป็นโรคเก๊าต์รับประทานอาหารประเภทใดแล้วเกิดอาการ จะนำมาเล่าสู่กันฟัง แม้แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังทึ่งในบางครั้ง เพราะยังไม่เคยมีผลทางการแพทย์แจ้ง
ทุกวันนี้พวกเราเตือนและแนะนำกันเอง โดยใช้คลินิกพิเศษแห่งนี้มาเป็นที่เตือนสติกันและกัน เวลานี้เราไม่กลัวที่จะต้องมาหาหมอ ไม่ต้องกลัวที่จะมาโรงพยาบาลอีกแล้ว เมื่อถึงวันนัดเราจะรู้และมากันเองโดยที่หมอหรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลไม่ต้องแจ้งซ้ำ”
โรงพยาบาลเชียงคำขณะนี้ กำลังเหมือนเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็นแก่ผู้มาอาศัย เปรียบดังผู้ป่วยจากทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามารับการรักษาทีมีคุณภาพ น้ำใจไมตรีจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และการสนับสนุนอย่างสร้างสรรค์จากผู้บริหาร ที่ มอง “คนทุกคนเป็นคนเหมือนกัน” ทำให้มีความยั่งยืนในระบบการให้บริการภายใต้มาตรฐาน HA
Tags : เชียงคำ • สถานพยาบาล • สรพ.
