กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : คุณภาพชีวิต

วันที่ 25 ธันวาคม 2552 10:56

ศาลสั่งรพ.บำรุงราษฎร์จ่าย12ล้าน เชฟชื่อดัง

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

(Update) ศาลสั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จ่าย 12 ล้านบาท ให้กับเชฟชื่อดัง "วอเตอร์ ลี" หลังทำคลอดลูกชายพิการ

ในวันนี้ (25 ธ.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 29 ศาลจังหวัดพระโขนง ถ.สรรพาวุธ เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ.8964/2550 ที่ นางประภาพร แซ่จึง อายุ 36 ปี และ ด.ช.ซาย เค่อ ลี หรือน้องซาย อายุ 3 ปี ภรรยาและบุตรชาย นายวอเตอร์ ลี สัญชาติมาเลเซีย ผู้ดำเนินรายการอาหารชื่อ "@ 5 เดลี่" และเชฟชื่อดัง ออกอากาศสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เป็นโจทก์ที่ 1- 2 ยื่นฟ้อง บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ จำกัด (มหาชน) , น.พ. เดชะพงษ์ ภู่เจริญ แพทย์สูตินารีเวช และ พ.ญ.อรชาติ อุดมพาณิชย์ แพทย์รังสีวิทยา เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิดเนื่องจากกระทำการประมาท เรียกค่าเสียหายจำนวน 390,966,293 บาท กรณีเมื่อวันที่ 30 ก.ย.49 นางประภาพร ภรรยาของ นายวอลเตอร์ ลี ไปคลอดบุตรชายที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แต่ปรากฏว่า บุตรออกมาโดยมีความพิการแขนขวา และขาทั้งสองข้างขาด ทั้งที่การฝากครรภ์ แพทย์ระบุผลอัลตร้าซาวด์ว่า บุตรในครรภ์ของนางประภาพร สมบูรณ์และแข็งแรงดี

ศาลพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า น.พ.เดชะพงษ์ และ พ.ญ.อรชาติ จำเลยที่ 2 - 3 การกระทำการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โดยมูลเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นมาจากเหตุการอัลตร้าซาวด์ ที่จำเลยที่ 2 - 3 ไม่ได้ตรวจดูถึงความพิการของบุตรนางประภาพร โจทก์ที่ 2

ขณะอยู่ในครรภ์ ทั้งที่จำเลยที่ 2 - 3 ต้องบอกกล่าวให้โจทก์ทราบ โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ค.49 ขณะนางประภาพร โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์ได้ 4 - 5 เดือน จำเลยที่ 2 ส่งตัวโจทก์ไปให้จำเลยที่ 3 ตรวจอัลตราซาวด์ ซึ่งใช้เวลาตรวจนาน 5 - 10 นาที จำเลยที่ 3 ได้ระบุว่าบุตรในครรภ์สมบูรณ์ดีทุกประการ ก่อนส่งตัวโจทก์กลับไปพบกับจำเลยที่ 2 เพื่อตรวจดูภาพอัลตราซาวด์และแจ้งโจทก์ที่ 1 ว่า เป็นบุตรชาย และเด็กสมบูรณ์ดี หลังจากนั้นไม่มีการตรวจซ้ำอีก แต่มีเพียงการไปพบแพทย์เพื่อตรวจการเต้นของหัวใจอีกเท่านั้น กระทั่งคลอดบุตรออกหมาแล้วมีความพิการ แขนขวา และขาทั้งสองข้างขาด ไม่มีเบ้าสะโพก

ขณะที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า หลังการอัลตราซาวด์ ได้แนะนำให้โจทก์ที่ 1 กลับมาทำอัลตราซาวด์ เพื่อดูความเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อีกครั้ง แต่โจทก์ไม่ทำ ซึ่งจำเลยที่ 2 รู้สึกเห็นใจต่อโจทก์
 ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ได้รับมอบหมายให้ตรวจอัลตราซาวด์ในระดับที่ 1 ซึ่งพบว่ามีการเจริญเติบโตตามปกติ แต่รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

ศาล พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บันทึกเวชระเบียนของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.49 กระทั่งคลอดบุตร ไม่ปรากฏว่ามีการระบุให้โจทก์กลับมาอัลตราซาวด์ซ้ำ รวมถึงไม่ระบุถึงความพิการของทารกในครรภ์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยอธิบาย ผลดี ผลเสีย ของบุตรในครรภ์ให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ดังนั้นโจทก์ที่ 1 จึงไม่ทราบถึงความพิการของทารกในครรภ์ ทั้งที่จำเลยที่ 2 - 3 ควรตรวจถึงความพิการของทารกในครรภ์ เพื่อแจ้งให้โจทก์มีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไร หรือจะรักษาหรือไม่ ซึ่งแพทย์มีหน้าที่บอกอธิบายวิธีการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยรับทราบและยินยอม

การกะทำของจำเลยที่ 2 - 3 จึงเป็นความผิดฐานประมาทเลินเล่อ ละเว้นหน้าที่ที่ต้องระวัง อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขณะที่หากตรวจพบความพิการ การยุติครรภ์ในกรณีที่ไม่ขัดศีลธรรมสามารถทำได้ตามมติของแพทยสภา แต่ต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วย ประกอบคำแนะนำของแพทย์

สำหรับจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 - 3 ด้วย

ส่วนจำเลยทั้งสาม ต้องรับผิดเพียงใด ศาลกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสาม ต้องร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง แบ่งเป็นค่าเสียหายทางจิตใจของโจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ล้านบาท , ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ของโจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ล้านบาท , ค่าจ้างคนเลี้ยงดูบุตรชาย โจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ล้านบาท , ค่าอุปกรณ์ที่ช่วยให้โจทก์ที่ 2 สามารถพยุงตัวยืนได้ ที่ต้องเปลี่ยนไปตามวัย จำนวน 5 ล้านบาท , ค่ารักษาผ่าตัดในอนาคตจำนวน 1 ล้านบาท , ค่ารักษาทางจิตใจต่อโจทก์ที่ 2 จำนวน 1 ล้านบาท

โดยการกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนด ไม่เต็มจำนวนตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม ไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่ได้ส่อไปในทางเป็นอาชญากรรม จึงให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินรวมจำนวน 12 ล้านบาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันฟ้อง

ภายหลังนายวอลเตอร์ ลี เชฟชื่อดัง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่สิทธิของคนไข้ ได้รับการเยียวยารักษา สำหรับครอบครัวตน หลังเกิดเหตุการณ์นี้ได้พาน้องชาย บุตรชายตน ไปรักษาตัวที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งแพทย์ต่างประเทศ พูดตรงกันว่าต้องรอให้เด็กโตก่อนจึงจะรักษาได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว หากรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ในทันที โดยกรณีของบุตรชายตน แพทย์ประเทศเยอรมัน สามารถทำขาเทียมให้ได้ทั้งที่ยังไม่มีเบ้าสะโพก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายนับล้านบาท ขณะที่ตนได้ขอความร่วมมือจากแพทย์ประเทศเยอรมัน เดินทางมาให้ความรู้กับแพทย์ไทย ซึ่งตนเห็นว่าวัสดุอุปกรณ์ที่ให้การรักษาผู้ป่วยที่พิการตั้งแต่แรกคลอดนั้น ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสร้างขาเทียมสำหรับเด็กแรกคลอดที่ช่วยในการพยุงตัวได้ โดยมีราคาถูกกว่า ซึ่งทางแพทย์ทางเยอรมันก็ยินดีที่จะสอนให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมูลนิธิซาย มูฟเม้นท์ เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างแพทย์ไทย - ประเทศเยอรมัน ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อเด็กพิการตั้งแต่กำเนิดอีกจำนวนมากในประเทศ รวมไปถึงในแถบภูมิภาคนี้

"เรื่องอุทธรณ์ ต้องไปปรึกษากับทนายความและครอบครัวอีกครั้งว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ขณะที่ผู้พิการเป็นคนที่มีสมอง มีหัวใจ เพราะฉะนั้นการรักษาทางจิตใจเป็นเรื่องที่สำคัญ สังคมต้องเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้ตามปกติ "นายวอเตอร์ ลี กล่าวและว่า ตัวอย่างประเทศออสเตรเลีย มีการจัดให้เด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติในทุกๆห้องเรียน ทำให้เด็กพิการไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติแต่อย่างใด เพราะสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ โดยที่คนรอบข้างไม่ต้องกังวลว่าจะอยู่กับคนพิการอย่างไร

 

Tags : ศาลสั่งรพ.บำรุงราษฎร์จ่าย12ล้าน วอร์เตอร์ ลี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8

ถ้าฉลาดนักก็ไม่ต้องไปหาหมอ วินิจฉัยเอง

ความคิดเห็นที่ 7

ขอเป็นกำลังใจให้คุณวอเตอร์ ลี นะคะ
คุณคือสุดยอดคุณพ่อ และขอขอบคุณน้ำใจของคุณที่เผื่อแผ่มายังคนอื่นด้วย
ฝากถึง คห.6 วิศวะฯ นะคะ อยากจะบอกคุณว่ายังมีอาชีพอื่นอีกมากมายที่รับรายได้มากกกว่าหมออีก (ไม่ใช้เจ้าของกิจการร้อยล้านอะไรหรอก) พวกเค้าไม่ใช่ปลวกอะไร บางคนแค่ภาษีเงินได้ของเค้าก็มากกว่ารายได้รับรวมของคุณตลอดทั้งปีเสียอีก คุณไม่ควรที่จะดูถูกคน ทุกคนมีคุณค่า มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องสิทธิของตนเอง ลองมองย้อนกลับมาดูว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนที่คุณรัก คุณจะอยู่เฉย ๆ ยอมรับชะตากรรมไปวันๆ หรือเรียกร้องสิทธิ์ที่ทำได้หรือไม่

ความคิดเห็นที่ 6

ผมทำงานวิศวกรที่ toyota เกี่ยวกับ computer เงินเดือนแค่ 2 หมื่น ทำงานวันละ 8 ชม. งานน่าเบื่อ เพราะต้องนั่งจ้องทั้งวัน แทบไม่ต้องใช้ทักษะอะไร ไม่มีความเสี่ยง อยากทำ ot หรือไม่ก็ได้ เวลาที่เหลือกลัีบบ้าน ดูหนัง เล่นเกม ไร้สาระไปวันๆ ออกไปทำกิจการส่วนตัวในสาขาที่เรียนมาได้เองลำบาก รับปีละ 3 แสนรวมโบนัส คิดจะซื้อบ้านเดี่ยว ...แต่คงได้แค่ฝัน

น้องสาวทำงานหมอใช้ทุน 3 ปี เงินเดือน 3 หมื่น บวกค่ากันดาร-อยู่เวร จะได้ 5 - 8 หมื่น แต่ทำงานวันละ 12 - 24 ชม. ยิ่งโรงพยาบาลจังหวัด อาจรับเป็นแสน ได้ใช้ทักษะอย่างเต็มที่ ได้รายได้ปีละล้าน ไม่มีโบนัส พึ่งซื้อบ้านเดียวหลังละ 5 ล้านไป แถมมีโอกาศออกไปทำกิจการส่วนตัวเองเปิดคลีนิกเองได้ รับวันละหมื่นอย่างต่ำ ...

ที่พูดมาผมแค่จะบอกว่าเรียนอะไรก็แล้วแต่ชอบ แต่ถ้าเรียนแพทย์คุณอาจสูญเสียเวลาในชีวิต แต่ได้เงินมาแทนที่ ซึ่งคนที่เข้ามา comment ส่วนใหญ่คงไม่ได้ทำอาชีพหมอ ไม่มีมีความเสี่ยง เวลาว่างมากมาเป็นเป็นนักเลงคีบอร์ดได้ ดูถูกเหยียดหยามอาชีพแพทย์ได้ แต่พวกคุณเป็นได้แค่ปลวก ต้องอยู่บ้านเกาะพ่อแม่ต่อไป ดังนั้นหากคุณเรียนเพื่อเงิน ซึ่งผมก็กำลังคิดจะออกไปเอ็นใหม่เพื่อเรียนแพทย์เพราะรายได้มันมาก ไม่มีเวลาว่างทำเรื่องไร้สาระ เพราะทุกนาทีคืองาน ....ผมเลือกได้ก็จะเป็นแพทย์ เพราะเงิน ไม่ใช่เพราะความเสียสละ ตอนที่น้องผมสอบเข้าได้ ไม่ได้คิดถึงความเสียสละ เพราะอายุน้องผมตอนนั้น คงไม่รู้ว่าหลังจบมาแล้วงานจะหนัก ความรับผิดชอบจะสูง ไม่มีใครรู้หรอกครับ ตอนมาเลือกเรียนแพทย์ มีแค่ 2 อย่าง เพราะเงินหรือความโก้ กับ ความชอบ... สำหรับผมบอกได้คำเดียวว่าที่เอ็นใหม่ เพราะเงินและความโก้ แต่ไม่ได้ชอบ

แพทย์ทั่วไปที่ใช้ทุนจบ มาทำงานเป็นแพทย์ GP อายุ 27 รพ.เอกชน งานสบายกว่า เงินเดือน 7 - 9 หมื่น

แพทย์ที่เลือกเรียนต่อเฉพาะทางในรพ.รัฐ 2 - 3 ปี แล้วมาทำเฉพาะทาง รพ.เอกชน อายุ 30 ต้นๆ เงินเดือน 1.2 แสน

แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เช่น วุฒิศักษ์ หรือนิติพล รับคนละ 2 แสนขึ้นไป

ผม แค่อยากถามคุณว่านักเลงคีบอร์ดอย่างพวกคุณและรวมทั้งตัวผม เงินเดือนเท่าไรกัน เสียสละอะไรบ้างเพื่อชาติ คะแนนเอ็นคุณ ดีกว่าพวกเขาหรอ ก็ไม่ใช่ ความสามารถคุณเหนือกว่าพวกเขาหรือเปล่า ก็รู้กันอยู่ นักเลงคีบอร์ดอย่างพวกคุณแค่นั่ง ฟังเพลง เล่นเกม เล่นเนทไปวันๆ ทำงานแค่วันละ 8 ชม. แล้วคุณมีสิทธิอะไรไปว่าอาชีพแพทย์ กลับบ้านไปเกาะพ่อแม่ต่อไปเถอะครับ ว่าคนอื่นโปรดดูตัวเองให้มากๆนะ ใครบอกที่บ้านคุณรวย แต่ความสามารถคุณไม่ถึง โปรดเอาคุณสมบัติของคุณไปเปรียบเทียบกับไอชั่วทักษินเถอะครับ

ความคิดเห็นที่ 5

มาอ่านข่าวก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันคะ เพราะลูกชายฝากครรภ์และอุลตร้าซาวด้วยคุณหมอทั้งสองเหมือนกัน ก็อุลตร้าซาวเดือน4-5 หนึ่งครั้งเหมือนกันแล้วก็คลอด ดิฉันก็ยังอยากซาวอีกที แต่เคยได้ยินมาว่าซาวบ่อยก็ไม่ดีนัก จึงไม่ได้คิดอะไร คิดว่าร่างกายจะครบหรือไม่นั่นไม่สามารถบอกได้ด้วยการตรวจครรภ์ เพราะอยู่ภายในไม่สามารถรู้ได้ เพราะขนาดดูเพศบางครั้งยังผิดได้เลย ได้แต่ภาวนาให้ลูกแข็งแรงและสมบรูณ์ แล้วจะมีเดือนแปด คุณหมอบอกว่าสามารถเช็คเลือดของแม่ได้ว่าลูกจะมีความผิดปกติทางสมองหรือไม่ ซึ่งผลก็คือปกติ เกิดมาลูกดิฉันปกติคะ คิดเหมือนกันหากเกิดกับตัวเองความรู้สึกที่คุญรับอยู่นั้นคงลำบากมากจริงๆคะ ดิฉันต้องขอเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆคะ

ความคิดเห็นที่ 4

หมอไทย นับวันจะต้องถูกฟ้อง ติดคุก และเสียเงิน ตามที่ผู้ป่วยหรือญาติฟ้องร้องกันมากขึ้น เพราะคนไทยมีทนายที่เ่ก่งและรู้เรื่องหมอมากขึ้น แต่หมอไม่พัฒนาทางด้านนี้เลย อาจจะเป็นเพราะระบบเจ้าขุนมูลนาย ยังติดตัวหมออยู่ จึงไม่เห็นคุณค่าความเป็นคนของคนไข้และญาติ หรือ * ังตกอยู่ในความประมาทจนชิน หรือหมอไม่มีความรู้พอ จึงรักษาดูแลคนไข้อย่างผิดๆ ตัวหมอเองน่าจะคิดบ้างว่า หมอไม่ใช่เทวดา จึงจะวินิจฉัยโรค หรือรักษาโรคได้อย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็น ถ้าอย่างนั้นหมอน่าจะออกตัวไว้ก่อน คนไข้หรือญาติจะได้พูดคุยแสดงความคิดเห็นกันก่อนที่จะรักษาหรือ ปฏิบติการ จะได้ไม่มีเรื่องภายหลัง ทั้งคนไข้หรือญาติและตัวหมอ ถ้ายังไม่แก้ไขจุดนี้ ความผิดพลาดจะเกิดซ้ำอีก และจะต้องศูนย์เสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย อีกตามเคย จริงหรือไม่ ก็คอยติดตามดูต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 3

คุณวอเตอร์ ลี คุณเป็นพ่อที่สุดยอดมากค่ะ
นับถือจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2

คุณวอเตอร์ ลี คุณเป็นพ่อที่สุดยอดมากค่ะ
นับถือจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1

ขอเป็นกำลังใจให้คุณ water lee ครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement