สภาพัฒน์ ชี้สภาวะสังคมไตรมาส 2 ดีขึ้น สถานการณ์ตกงานพ้นวิกฤติ ส่วนคดีเยาวชนยาเสพติดยังครองแชมป์ ตามติดด้วยการเลียนแบบพฤติกรรมปาหิน
นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงไตรมาส 2 ระหว่างเดือนเมษายน ถึงมิถุนายน ประจำปี 2552 ดังนี้ มิติคุณภาพคน พบว่าปัญหาการว่างงานได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติแล้ว ซึ่งจากเดิมเคยมีการคาดการณ์อัตราการว่างงานเอาไว้สูงถึง 1 ล้านคน แต่จากผลสำรวจภาวะการทำงาน พบมีผู้ว่างงาน 6.7 แสนคนคิดเป็น 1.8% และลดลงจากช่วงแรกที่เคยสำรวจไว้ถึง 2.5% ซึ่งตัวเลขว่างงานที่ลดลงนี้ยังสอดคล้องกับตัวเลขของผู้ได้รับการบรรจุงานที่มีราว 68,142 คน จากตำแหน่งว่าง 103,028 คน หรือคิดเป็น 66% ของตำแหน่งที่เปิดรับ และผู้ประกันตนที่ขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานที่ลดลงเหลือเพียง 69,291 คน
ดังนั้นจึงประเมินได้ว่าแนวโน้มการว่างงานก่อนสิ้นปีนี้จะไม่เกิน 2% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือการจ้างงานขยายในภาคเกษตรถึง 2.5% ที่เกิดจากแรงงานย้ายกลับภูมิลำเนาของตัวเอง และเป็นจังหวะดีที่รัฐบาลมีโครงการรองรับ เช่น โครงการต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการเตรียมความพร้อมแรงงานได้ทางหนึ่ง
นางสุวรรณี กล่าวว่า ภาวะทางด้านสุขภาพนั้น น่ากังวลว่ามีหลายโรคที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคชิคุนกุนยาที่ระบาดหนักในภาคใต้ แถวจ.นราธิวาส และมียอดผู้ป่วยกว่า 21 , 357 ราย ถือว่าสูงขึ้นจากช่วงแรกถึง 58% ขณะที่โรคไข้เลือดออกก็มีแนวโน้มมากขึ้นเช่นกัน ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ถึงแม้อัตราการเสียชีวิตจะต่ำมียอดสะสมถึงเดือนส.ค.นี้ รวม 14,976 คน และผู้เสียชีวิต 119 ราย แต่กระแสความตื่นตัว ก็ส่งผลให้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลมากถึง 21,119 คน ขณะเดียวกันยังต้องติดตามและเฝ้าระวังเป็นพิเศษอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้แพร่กระจายไปสู่คนชนบทและเกิดการข้ามสายพันธุ์ของเชื้อหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กับไข้หวัดตามฤดูกาล โดยเสนอให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนในการดูแลสุขภาพและป้องกันตัวเอง
เยาวชนแชมป์คดียาเสพคดี - ปาหินมาแรง
รองเลขาธิการ สศช.กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นด้านความมั่นคงนั้น ภาพรวมคดีอาญาลดลง โดยเฉพาะคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ลดลง 8.1% ส่วนคดีชีวิต ร่างกายและเพศแจ้งความ 8 , 109 คดีลดลง 3.2% เนื่องจากสามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้มากขึ้น และสอดรับกับมาตรการเชิงรุก เช่น การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและจัดชุดสายตรวจ ส่วนการจับกุมในคดียาเสพติดมีการจับกุมได้ 57 , 156 คดี ลดลงจากช่วงแรกแค่ 1.1% แต่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2551 ถึง 9.2% ขณะที่คดีของเด็กและเยาวชน ซึ่งอัตราการจับกุมดำเนินคดีโดยสถานพินิจทั่วประเทศรวม 6 , 940 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 7.3% แต่ความผิดอันดับแรกยังคงเป็นเรื่องของยาเสพติด 17.6% รองลงมาเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ส่วนหนึ่งนำไปซื้อยาเสพติดและมั่วสุมในกลุ่มเพื่อน
“ ปัญหาเยาวชนที่เริ่มมีมากขึ้นในระยะ 2-3 เดือนนี้คือ พฤติกรรมการเลียนแบบกรณีการขว้างหินใส่รถยนต์ ซึ่งแม้จะมีไม่มาก แต่เป็นพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เสียหาย และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ รวมทั้งมีการดัดแปลงจากปาหินมาใช้หนังสติ๊ก หรือลูกยิงหัวน็อต ซึ่งเป็นวิธีการที่รุนแรง และขยายเป้าหมายไปยังพาหนะประเภทอื่นด้วย เช่น รถโดยสารประจำทาง รถไฟ ทั้งนี้จากข้อมูลการจับกุมเยาวชนในดคีปาหินระหว่างเดือนก.ค. - ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้ก่อเหตุมีอายุต่ำกว่า 18 ปีสูงถึง 42% และอายุ 25 ปีขึ้นไป 47% และเยาวชนที่รับสารภาพต่างบอกตรงกันว่ามาจากความคึกคะนองและบางรายอยากเลียนแบบจากข่าวที่มีการนำเสนอ ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาความผิดคดีเยาวชนควรต้องบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด ”
คนเข้าใจภาวะโลกร้อนแค่ 30%
นอกจากนี้ นางสุวรรณี ยังกล่าวถึงผลการสำรวจเรื่องภาวะโลกร้อน กับสังคมไทย ซึ่งสศช.ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 4 , 012 คนจาก 10 จังหวัด ระหว่างวันที่ 4-11 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีเพียง 30% ที่มีความเข้าใจ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาสูง ส่วนกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อบ้านแม่บ้าน ยังมีความเข้าใจน้อยมาก ส่วนใหญ่รับรู้ข่าวสารผ่านทางรายการทีวีมากเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้การที่คนเข้าใจเรื่องนี้น้อยจะเป็นอุปสรรคกับการเชื่อมโยงในการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อลดภาวะโลกร้อน รวมทั้งทัศนคติต่อการแก้ปัญหาด้วย
“พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการประหยัดค่า ใช้จ่าย แต่ไม่กระทบต่อความสะดวกสบายในชีวิต เช่น ปิดน้ำ ปิดไฟ ปิดแอร์ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทำได้ง่าย แต่กิจกรรมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง และการใช้รถสาธารณะยังมีน้อยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ดีและใช้ชีวิตอยู่ในเมือง นอกจากนี้ในการเลือกซื้อสินค้า ก็ยังเน้นคุณภาพและราคาเป็นหลัก ส่วนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิต ยังได้รับความสำคัญน้อย โดยเฉพาะที่สะท้อนพฤติกรรมได้ชัดเจนก็คือ การรณรงค์ใช้ถุงผ้าอย่างแพร่หลาย แต่กลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 3 ก็ยังไม่ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก เพราะเห็นว่าไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ และ 60% ของคนกลุ่มนี้ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า โดยเหตุผลเรื่องราคา ความสะดวกและคุ้นเคย เนื่องจากสินค้าบางประเภทไม่เอื้ออำนวย และยังก่อให้เกิดกระแสการสะสมถุงผ้าแทนอีกด้วย ”
นางสุวรรณี กล่าวอีกว่า การสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการรณรงค์ทีได้ผล กลุ่มตัวอย่างชี้ว่า การรณรงค์เพื่อประหยัดพลังงาน 78.9% อันดับสองการรณรงค์ปลูกป่า 77.5% การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก 64.5% การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน 60.4% และการรณรงค์การแยกขยะก่อนทิ้ง 55.2%
สำหรับ แนวทางในการลดภาวะโลกร้อนสำหรับสังคมไทยนั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของสังคมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่จะทำให้คนในสังคมตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งการเลือกซื้อสินค้า การลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้นำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ สร้างค่านิยมการดำเนินชีวิต
เสนอรัฐปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว
“ขณะนี้การรณรงค์ภาคพลังงานที่ได้ผลดีอยู่แล้ว แต่ก็ควรมีมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับพฤติกรรมในกลุ่มที่ยังไม่ตระหนัก และเพิ่มความเข้มข้นในกลุ่มที่ทำอยู่ให้เป็นนิสัย เพิ่มมาตรการจูงใจในส่วนที่ยังปฏิบัติน้อย เช่น การลดค่าใช้จ่ายในการล้างแอร์ ควรมีการทบทวนการณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกที่ได้ผลน้อย อาจเปลี่ยนวิธีจูงใจด้านราคา เช่น มีส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่ไม่รับถุง หรือร้านค้างดรับถุงใส่สินค้า แต่จำหน่ายเฉพาะผู้ต้องการใช้ เพื่อลดถุงพลาสติกและส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนผู้ประกอบการ ควรออกแบบหีบห่อที่สะดวกถือโดยไม่จำเป็นต้องใส่ถุง ส่วนนโยบายของภาครัฐต้องชัดเจนเรื่องการปรับโครงสร้างการผลิตสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทั้งภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมกระบวนการผลิตที่สะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้พลังง่น และเนื่องจากรัฐถือเป็นผู้บริโภครายใหญ่ ดังนั้นโครงการ แผนงานของรัฐต้องคำนึงถึงการลดภาวะโลกร้อนเพื่อเป็นแบบอย่างต่อสาธารณะ ” นางสุวรรณี ระบุ
ยอดขายไอทีพุ่ง
ในยุคที่การบริโภคนิยมมีความเร่งรีบและแข่งขันสูง ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันทั้งเพื่อใช้งานและความทันสมัย เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี/ดีวีดี ระหว่างปี 2543-2550 ในภาครัวเรือนมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และคอมพิวเตอร์สูง 6 เท่า โดยมีประชากรที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 52.8% จาก 31.86 ล้านคน และใช้คอมพิวเตอร์ 28.2% จาก 16.99 ล้านคน ทั้งนี้แนวโน้มการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ 30% จะซื้อเครื่องใหม่ตามแฟชั่น รุ่นใหม่และคุณสมบัติที่ทันสมัย เป็นต้น ซึ่งสวนทางกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้
Tags : ภาวะสังคม
ความคิดเห็นที่ 2
อยากให้พี่เชาวรินทร์ถีบหน้ามัน , 5 กันยายน 2552 00:35
พี่เชาวรินทร์ใช้เท้าถีบหน้าหมาตัวนี้ ให้หน้าหงาย ดีกว่าครับ มันอยากออกทีวี กลัวคน กทม.ว่ามันไม่มีผลงาน ผมจะให้พี่ทันที 6000 บาท วันนั้นผมเห็นหมามันประท้วง
บางตัวยกขาหน้า บางตัวยกขาหลัง น่ารำคาญมาก ช่วยจับไปทำเอ๋งที่เวียดญวน
เร็วๆ
ความคิดเห็นที่ 1
เด็กชั่วของชาวไทย , 5 กันยายน 2552 00:33
เห็นไอเดียนายกทักษิณว่าจะสร้างเฮลิคอปเตอร์ใช้เทคโนโลยี่แบบพิเศษ
แล้วทึ่งในความเป็ยยอดนักธุรกิจ พอหันมาดูเทียบกับนายฆาตรกรมาร์คแล้ว
ต้องส่ายหัวมีแต่หัวขี้เลื่อย แถมนิสัยสุดทราม ระยำต่ำช้ามากๆ ที่สุด จิตใจดูไม่ใช่
คน ดูจากพฤติกรรมคนละเรื่องกับหน้าตาเลย เขาเรียกว่าหน้าเนื้อชื้อ.. ใจเสือสมิง
กลัวคลิปตัวเองเหมือนกลัวพระพุทธมนต์ ของพระพุทธเจ้าที่ใช้ปราบเสือเหมือนกันเลย