นายด่านศุลกากรฯ พบไข่ปลอมแขวงทางเหนือลาว คล้ายไข่จริงมาก ส่ง"อย."ตรวจพิสูจน์ ติงอย่าแตกตื่น ยังไม่พบนำเข้าไทย(ภาพประกอบชัดๆ ผลิตไข่ปลอม)
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ด่านศุลกากรหนองคาย นายภราดร พงษ์สุวรรณ นายด่านศุลกากรหนองคาย ได้นำไข่ปลอมและไข่จริง มาทำการเปรียบเทียบ ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่า ไข่ปลอมจะไม่มีความแตกต่างจากไข่จริงเลย ทั้งสีเปลือกไข่ ขนาดของไข่ แต่ร้านค้าที่จำหน่ายจะมีการทำสัญลักษณ์บนเปลือกไข่ให้ทราบว่า เป็นไข่ปลอม เปลือกไข่มีความหนาพอ ๆ กับไข่ไก่จริงเบอร์ 3 มีเนื้อเยื่อระหว่างเปลือกไข่กับไข่ขาวติดอยู่เหมือนไข่จริง
ส่วนไข่ขาว ก็มีลักษณะเป็นเมือกขาวคล้ายไข่จริง แต่ไข่ปลอมจะมีกลิ่นคาวมากกว่าไข่จริง ส่วนไข่แดง สีจะซีดออกเหลือง เมื่อปล่อยไข่ที่กะเทาะเปลือกออกแล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง ไข่ปลอมจะมีลักษณะเป็นแป้งผสมสี แต่ก็สามารถพิสูจน์ลักษณะภายนอกได้ด้วยวิธีการเขย่า เมื่อเขย่าไข่ปลอมจะมีเสียงดังขลุกขลิก แต่ไข่จริงจะเนื้อแน่น มีน้ำหนักมากกว่า
นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า ไข่ปลอมที่นำมาเปรียบเทียบกับไข่จริงในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีการนำไข่ปลอมมาตรวจสอบ โดยเป็นไข่ปลอมที่ได้มาจากแขวงทางเหนือของประเทศลาว ที่อยู่ติดกับประเทศจีน โดยราคาไข่ปลอม ที่จีนอยู่ที่ฟองละ 0.75 บาท, ไข่ปลอมที่แขวงทางเหนือในลาว ฟองละ 1.50 บาท ส่วนไข่จริงในไทยอยู่ที่ฟองละ 3-5 บาท ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยอย่าเพิ่งแตกตื่นกับไข่ปลอม เนื่องจากยังไม่พบการลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย
ซึ่งนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ อธิบดีกรมศุลกากร ได้กำชับให้ด่านศุลกากรตามแนวชายแดนที่มีเส้นทางการค้าและการขนส่งเชื่อมต่อจากประเทศจีน เข้มงวดกวดขันมิให้มีการนำเข้าหรือลักลอบนำเข้ามาภายในประเทศ และจากการตรวจสอบของด่านศุลกากรหนองคายยังไม่พบมีการนำเข้าหรือลักลอบนำเข้าไข่ปลอมจากประเทศจีน รวมทั้งได้ตรวจสอบภาวะการค้าไข่ในประเทศลาว ทั้งนครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงเวียงจันทน์ ยังไม่พบข้อมูลว่ามีการจำหน่ายไข่ปลอมในท้องตลาด
โดยหลังจากนี้ศุลกากรหนองคายจะส่งไข่ปลอมให้กับ อย. เพื่อตรวจพิสูจน์สารภายในไข่ปลอมว่าเป็นสารชนิดใดและมีอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่อย่างไร แต่เบื้องต้นยืนยันว่ายังไม่พบการลักลอบนำเข้าไข่ปลอมในไทย ประชาชนจึงอย่าแตกตื่นตกใจกับไข่ปลอมมากนัก
Tags : ภราดร พงษ์สุวรรณ • ด่านศุลกากรหนองคาย • ไข่ปลอม






ความคิดเห็นที่ 17
change1508 , 4 ตุลาคม 2554 14:20
จากเรื่องไข่ไก่ถึงการยกเลิกภาษีบ้าน และรถ
ผูกขาดทางการค้า หรือให้ค่าประโยชน์ประชาชน !!
ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนดัชนีชี้วัดค่าครองชีพที่คลาสสิคที่สุดหนีไม่พ้นราคา ไข่ไก่ ด้วยเพราะ ไข่ไก่ เป็นวัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหารที่ทุกบ้านทุกชนชั้นไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวยเพียงใดจะต้องมี ไข่ไก่ สำรองไว้ในครัวอยู่เสมอแต่ใครเลยจะเชื่อว่าประเทศไทยที่เป็นทั้งประเทศเกษตรกรรม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และ
เป็นครัวของโลก แต่คนในประเทศกลับต้องควักกระเป๋าซื้อ ไข่ไก่ในราคาแพง โดยเฉพาะราคาไข่ ในช่วงรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พุ่งสูงถึงฟองละ 4 บาทกว่า จนนำไปสู่การออกมาตรการ ชั่งไข่และแม้ว่าขณะนี้จะมีรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารงานของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะแก้ไข ปัญหา ไข่ทองคำได้
ก่อนหน้านี้ได้มีงานวิจัยของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปอยู่หนึ่งชิ้นที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษากลไกและกระบวนการของการผูกขาดทางการค้าไว้อย่างละเอียด โดย กฤดิกร เผดิมเกื้อ * ลพงศ์ ผู้วิจัย ได้ทำการศึกษา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และการผูกขาดในภาคเกษตร : กรณีศึกษาตลาดไข่ไก่ ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่ทำให้เห็นภาพของการกีดกันทางการค้าและการผูกขาดตลาดของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น เพราะงานวิจัยชิ้นนี้เป็นต้นแบบของการชำแหละกฏหมายเรื่องการผูกขาดทางการค้าในหลากหลายธุรกิจ
ในงานวิจัยของกฤดิกร ระบุว่าปัจจัยสำคัญของการกีดกันและผูกขาดทางการค้ามาจากข้อบกพร่องของพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าพ.ศ. 2542 ที่ไม่สามารถเข้าไปจัดการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในตลาดได้ เพราะแม้ว่าจะมีข้อกำหนดเพื่อกำกับและควบคุมพฤติกรรมที่เป็นการจำกัดแข่งขันทางการค้าทั้ง 4 กลุ่มประกอบด้วย 1.การใช้อำนาจเหนือตลาด 2.การควบรวมธุรกิจ 3.การกระทำการตกลงร่วมกัน และ 4.การกระทำที่เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม
แต่กระนั้นพ.ร.บ.ฉบับนี้กลับมีปัญหาในทางปฎิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มาของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า มีปัญหาในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เนื่องจากโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ถูกกำหนดให้มีจำนวนกรรมการทั้งสิ้น 18 คน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ และมีตัวแทนจากภาคเอกชนถึง 6 คน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บริหารอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งสิ้น แต่ในจำนวนกรรมการทั้งหมดกลับไม่มีตัวแทนของผู้บริโภคแม้แต่รายเดียว
ด้วยเหตุนี้เองทำให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าถูกแทรกแซงจากการเมืองได้ง่าย ในอดีตพบกรณีบริษัทที่ถูกร้องเรียนมีความเกี่ยวโยงกับนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ทั้งในรูปแบบของการที่ญาติของนักการเมืองเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท หรือการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทหรือตัวบริษัทเองบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล
ปัญหาราคาไข่ไก่ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่แพงได้ มาจากการ ผูกขาด ในตลาดไข่ไก่ โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องดังกล่าวเริ่มขึ้นในปี 2544 ได้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดทำราคาไข่ไก่ตกต่ำ ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าว่ามีการทุ่มตลาดในตลาดไข่ไก่โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ กระทั่งเกิดการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย จนนำไปสู่การเกิดระบบโควตามาใช้จำกัดปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่
เพื่อลดจำนวนไก่สาวและปริมาณไข่ไก่ในตลาด โดยมีการคณะกรรมการกำหนดแนวทางการผลิตและการตลาดไก่ไข่และผลิตภัณฑ์
ในการจัดสรรโควตาปรากฏว่ามีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพียง 9 รายเท่านั้น ประกอบไปด้วย บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) บ.อาหารเบทเทอร์ จำกัด ในเครือเบทาโกร บ.แหลมทองฟาร์ม จำกัด บ.ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ จำกัด บ.ฟาร์มกรุงไทย จำกัด บ.สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด บ.ยูไนเต็ดฟิดดิ้ง จำกัด บ.ยุ่สูงอาหารสัตว์ จำกัด หจก.อุดมชัยฟาร์ม โดยบ.เจริญโภคภัณฑ์ ฯ ได้รับการจัดสรรโควตาถึงร้อยละ 41 จากจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่สามารถนำเข้าได้ทั้งหมด
พฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนยังไม่จบสิ้น เพราะในปีพ.ศ. 2549 ในสมัยพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2549 โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง คือ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า Egg Board ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดูแลตลาดไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบโดยที่ยังคงโควตาให้เดิมเอาไว้ พร้อมทั้งแต่งตั้งตัวแทนบริษัททั้ง 9 มานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาของกรรมการชุดนี้อีกด้วย
ปฎิเสธไม่ได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 9 รายมีอำนาจการผูกขาดในตลาดไข่ไก่ไว้ในมือ ซึ่งทำให้เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้ด้วยตนเอง ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการซื้อลูกไก่พันธุ์ไข่จากบริษัททั้ง 9
ในสถานการณ์ดังกล่าวทำให้อำนาจการต่อรองตกอยู่ที่อยู่ที่ผู้ขาย(บริษัทยักษ์ใหญ่) ขณะที่ผู้ซื้อ(เกษตรกร)ไม่มีทางเลือก จึงเป็นที่มาของ การขายพ่วง (Tie-in Sales) คือการซื้อลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์ แทนที่เกษตรกรจะมีช่องทางในการลดต้นทุนการผลิตโดยการผลิตอาหารสัตว์ใช้เอง แต่กลับต้องซื้ออาหารสัตว์พ่วงไปด้วย เพราะหากไม่ซื้ออาหารสัตว์กับทางบริษัทผู้ขายลูกไก่จะทำให้บริษัทนั้นไม่ยอมขายลูกไก่ให้กับเกษตรกรทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกต้องตกอยู่ในสภาวะจำยอม
ในขณะเดียวกันทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่และเกษตรกรรายย่อยล้วนผลิตไข่ไก่เพื่อนำไปขายในตลาดไข่ไก่เช่นเดียวกัน กรณีนี้จึงถือเป็นการทำลายเกษตรกรรายย่อยให้ตายไปจากอาชีพนี้ เพื่อที่ตนเองจะสามารถแสวงหากำไรสูงสุดจากการผูกขาดในตลาดไข่ไก่ได้ ปมปัญหาดังกล่าวทำให้จำนวนเกษตรกรระหว่างปี 2543-2547 ลดลงอย่างน่าใจหาย จาก 7,000 ราย เหลือเพียง 3,000 รายเท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จำนวน 113 ฟาร์ม ในนามบริษัท เอ เอฟ อี จำกัด ขอนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่
จำนวน 58,100 ตัว โดยแบ่งโควตามาจากโควตาจำนวน 405,721 ตัว จากบริษัทยักษ์ใหญ่ 9 รายเดิม
แต่กระนั้น Egg Board มีมติไม่อนุมัติคำขออนุญาต จนท้ายที่สุดบ.เอ เอฟ อี ฟ้องร้องต่อศาลปกครองว่า Egg Board ไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าว อีกทั้งการกำหนดโควตายังไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2549 จากการกดดันของสังคมทำให้ในที่สุดวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเลิกระบบโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ รวมทั้งสั่งการให้ทบทวนบทบาทและแนวทางในการดำเนินงานของ Egg Board และให้กระทรวงพาณิชย์นำ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 มาบังคับใช้ในเรื่องการตกลงร่วมกันลดปริมาณการผลิตลูกไก่ไข่ และพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า เช่น การขายพ่วงลูกไก่กับอาหารสัตว์ ถือเป็นการสิ้นสุดยุคการผูกขาดตลาดไข่ไก่อันเกิดจากการใช้ระบบโควตาของรัฐบาล
แม้ว่าระบบโควตาที่ถือเป็นกรงจองจำศักยภาพในการแข่งขันของเกษตรกรจะหมดไปแล้ว แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่ จะต้องเข้ามาแก้ไข ซึ่งก็คือการปรับปรุงพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าพ.ศ. 2542
ซึ่งในงานวิจัยของ กฤดิกร ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปนั้นได้นำเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเร่งดำเนินการคือ 1.ให้เพิ่มความผิดทางปกครองเพื่อให้สามารถเอาผิดกับพฤติกรรมการกีดกันทางการค้าซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจรัฐได้ 2.ยกเลิกการจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องกันเองของเอกชนเพื่อให้เอกชนสามารถหยิบกฎหมายฉบับนี้ไปบังคับใช้และส่งเสริมการแข่งขันในตลาดให้มากขึ้น 3. ให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการกระทำขององค์กรของรัฐ 4.แก้ไขประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด โดยลดสัดส่วนส่วนแบ่งตลาด 5.แก้ไขบทกำหนดโทษของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้บทลงโทษในส่วนที่เป็นค่าปรับเป็นสัดส่วนกับขนาดของธุรกิจที่ทำการละเมิดกฎหมายฉบับนี้ 6.ยกเลิกการปกปิดข้อมูลที่สำนักแข่งขันทางการค้าได้มาจากผู้ประกอบการ 7.เปลี่ยนสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้เป็นองค์กรอิสระ โดยไม่ขึ้นกับการเมือง
รวมถึงข้อเสนอเพื่อการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดไข่ไก่ โดยขอให้เปิดให้มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างเสรีและไม่นำระบบโควตาจำกัดปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่กลับมาใช้อีก และภาครัฐควรเข้าไปมีบทบาทส่งเสริมการแข่งขันและควบคุมการผูกขาดในตลาดอาหารสัตว์
เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลว่าจะกล้าเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็น ทุนสำคัญให้กับทุกพรรคการเมืองได้หรือไม่ เพราะนอกจาก ไข่ไก่ แล้ว ยังมีสินค้าการเกษตรอีกหลายชนิดที่จะได้รับอานิสสงส์ด้วย อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลจะอยู่ได้นานหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนมากกว่าการลดภาษีสิ่งของเพียงชิ้นหรือสองชิ้นเท่านั้น!!
http://www.facebook.com/weReformThailand
ความคิดเห็นที่ 16
wow gold , 18 สิงหาคม 2554 15:26
hands radiates from the inside and a
ความคิดเห็นที่ 15
replica breitling watches , 13 กรกฎาคม 2554 09:46
made from the highest quality materials available
ความคิดเห็นที่ 14
bedding , 13 กรกฎาคม 2554 08:58
wonderful life with them.My Shopping Bag: 0
ความคิดเห็นที่ 13
replica rolex watches for sale , 13 กรกฎาคม 2554 08:47
playing with your stuff.
ความคิดเห็นที่ 12
ป่าชุมชน , 13 กันยายน 2552 16:40
คน *
ความคิดเห็นที่ 11
somchit , 31 สิงหาคม 2552 15:10
กินเจอแล้วซื้อมา240ฟองเจอฟองแรกราคา ต่อฟอง 3บาทต้มพะโล้ 20 ฟองต้องทิ้งทั้งหม้อมั๊ยช่วยตอบที
ความคิดเห็นที่ 10
ok , 17 สิงหาคม 2552 10:58
คห 1 ข่าวบอกว่า 3-5 บาท ก็เหมาะสมแล้ว
ไข่ organic ใบละ 5 บาท
ส่วนไข่ไก่ตลาดบางแห่ง ราคา 4 บาทกว่า
ความคิดเห็นที่ 9
KT , 16 สิงหาคม 2552 17:10
ผมยังขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อครับ ขออ้างคห.3 ที่ว่ามันไม่น่าจะมีต้นทุนถูก (ถ้าวิธีผลิตเป็นตามที่เห็นในรูปและ forward mail)
อีกประการหนึ่ง ในข่าวเขียนว่า "แต่ร้านค้าที่จำหน่ายจะมีการทำสัญลักษณ์บนเปลือกไข่ให้ทราบว่า เป็นไข่ปลอม" ก็น่าจะมีการถ่ายรูปมาให้ดู กลัวว่าจะไปเห็น mail แล้วเอามาขยายความว่า "มีคนพบที่ด้านชายแดนลาว-จีน"
ถ้าเป็นการพูดต่อๆ กันไปแบบนี้แย่นะครับ คนอ่านก็อาจจะเชื่อว่าใช่
ความคิดเห็นที่ 8
อิอิ (ตัวจริง) , 15 สิงหาคม 2552 21:58
คห 7
อ่านข้อความให้ดีก่อนดิ เค้าบอกว่า "ส่วนไข่จริงในไทยอยู่ที่ฟองละ 3-5 บาท" แปลว่าไข่ที่ขายในประเทศไทย และถ้าไข่ลาวแพงกว่าจริง คนชายแดนของไทยก็คงไม่นำเข้ามาขายหรอก ส่งจากในไทยไปขายถูกกว่า นี่คิดตามหลักการตลาดนะ
คห2
ต่อให้ซื้อไข่ในห้อง ราคาก็ถูกแพงกว่ากันไม่เกินบาทหรอก แต่ถ้าคิดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ราคาที่นายด่านพูดก็ควรจะเป็นราคาตลาดอ้างอิงทั่วไป ไม่ใช่ราคาห้าง
เพราะคนส่วนมากชอบอ้างอิงให้เกินจริงไว้ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไม เหมือนตอนทำวิจัยอะไรซักอย่าง ชอบพูดกันเหลือเกินว่า เพราะของเก่ามันไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ ถึงต้องทำวิจัยให้เป็นอย่างนี้ไง พูดเว่อร์กันซะไม่มี พวกนักวิชาเกินทั้งหลาย
ความคิดเห็นที่ 7
TYS , 14 สิงหาคม 2552 14:52
คห1 ไม่รู้จริงครับ ราคาไข่ไก่ที่ลาวแพงจริงๆ 3-5 บาทนะถูกต้องแล้วโดยเฉพาะถ้าหากนำเข้าจากไทย
คนเคยอยู่ลาว
ความคิดเห็นที่ 6
foggy , 14 สิงหาคม 2552 14:37
กินตั้งแต่เด็ก ถ้าแค่นี้ไม่รู้จักก็บ้ากันล่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
... , 14 สิงหาคม 2552 12:28
ภาพนี้ผมได้จาก forword mail จากเพื่อนเขาบอกเป็นของจีนครับ
ความคิดเห็นที่ 4
ข้าวปลอม , 14 สิงหาคม 2552 08:59
อยากทราบวิธีการทำไข่ปลอม ใช้สารอะไรในการทำ กินแล้วมีโทษต่อร่างกายยังไง เอามาปาหัวคนได้ไหม
ความคิดเห็นที่ 3
a , 14 สิงหาคม 2552 08:32
ผลิตทีละลูกแบบนี้ ต้นทุนเท่าไหร่กันละครับ
มันจะขายแข่งกับราคาไข่จริงได้ไง
มัวแต่ชุบที่ละลูก เมื่อไหร่จะพอกินพอขาย
ความคิดเห็นที่ 2
piggy , 13 สิงหาคม 2552 21:12
เขาอาจจะเอาราคาที่ขายในห้างก็ได้ครับ ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าในตลาดหน่อยนึง
อยากเก่งภาษาอังกฤษ ที่นี่ที่เดียว
http://piggy-learnenglish.blogspot.com
ความคิดเห็นที่ 1
อิอิ คนกินไข่เป็นอาหารหลัก , 13 สิงหาคม 2552 19:24
ไข่ไทยเบอร์ 0 (ใหญ่สุด) ราคาแค่ใบละ 3.2-3.5 บาทเอง เอาที่ไหนมาพูดบอกว่าไขไทยฟองละ 3-5 บาท นั่งวิมานคิดเอาเหรอเจ้าค่ะ เวลาเสนออะไรก็ให้ตรงกับข้อเท็จจริงหน่อยดิ ท่านนายด่านน่าจะถามแม่บ้านที่บ้านก่อนมาให้ข้อมูลนะ พูดยังงี้ คนก็หาว่ารัด ตะ บาน ไม่ได้เรื่องดิ ทำให้ไข่แพง