กทม.ตายจากหวัดพันธุ์ใหม่ 22 คน ป่วยสะสม 590 ราย เตรียมทำโครงการมิสเตอร์สุขภาพทุกสถานประกอบการสร้างความเข้าใจป้องกันหวัด-ไข้เลือดออก
พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการติดตามผลการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า จากสถิติผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในพื้นที่กทม. ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. – 12 ส.ค. พบว่ามียอดผู้ป่วยสะสม 3,881 ราย รวมยอดในรอบสัปดาห์เพิ่มขึ้น 233 ราย มียอดผู้ที่เสียชีวิต 22 ราย ซึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตเพิ่มจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นหญิง1 ราย และเป็นชาย 2 ราย ทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยรักษาอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดกทม. 590 ราย ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวน 16 ราย
ทั้งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา(1-8 ส.ค.) กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่ามียอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 รวมทั้งสิ้น 16 คน โดยในจำนวนนี้ 11 คน เป็นผู้มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 97 คน แต่คาดแนวโน้มอัตราเพิ่มขึ้นของผู้เสียชีวิตจะชะลอตัวลงภายใน 3-4 สัปดาห์จากนี้
พญ.มาลินี เปิดเผยด้วยว่าที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงสถานการณ์ไข้เลือดออกในพื้นที่กทม. ซึ่งมีแนวโน้มที่คนกทม.จะป่วยเป็นจำนวนมากในช่วงของฤดูฝนที่จะมาถึง ซึ่งจากสถิติตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนกรกฎาคม ปี2552 พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 2 , 616 คน และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 คน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ป่วยช่วงปี 2551 พบว่ามียอดผู้ป่วยลดลง คือมีผู้ป่วย 12 , 443 คน มีผู้เสียชีวิต 15 คน
กทม.ได้หามาตรการป้องกันเชิงรุก โดยการประสานสถานประกอบการในพื้นที่กทม. ส่งตัวแทนมาอบรมกับกทม.ในการทำหน้าที่เป็นมิสเตอร์สุขภาพ และนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับเพื่อนร่วมงาน นอกจากนั้นแล้วในวันที่ 22 ก.ย.นี้กทม.จะร่วมรณรงค์กำจัดหมัดหนู หนู และแมลงสาบที่ตลาดสดกทม. และตลาดสดของเอกชนด้วยเพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของเชื้อกาฬโรคจากหมัดหนู
Tags : ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009
ความคิดเห็นที่ 4
= = , 14 สิงหาคม 2552 14:13
***ถ้ายาได้คุณภาพแล้วสามารถกินได้โดยที่ไม่มีผลกระทบก็อาจส่งไปให้ค่ายน้ำดื่มหรือน้ำประปาทั่ว กทม.ในอัตตราที่ห้ามมีผลกระทบด้วยจะได้ผลดีทั่วกรุงทีเดียวอ่ะครับเพราะคนเขาดื่มน้ำทุกวันเหมือนผสมน้ำยาป้วนปากให้กินฆ่าเชื้อโรคในลำคอได้มั้งครับเอาสมุนไพรอ่ะดีสุดเพราะธรรมชาติจากพืชทำร้ายมนุษย์น้อยสุด ค่ายน้ำดื่มทั่วตัวเมืองมีเท่าไรผสมแทนคลอรีนในน้ำประปาก็น่าได้มั่งครับถึงฉีดพ่นทั่วตัวเมืองแต่หากคนอยู่ในออฟฟิตหรือห้องไม่ดมอากาสฆ่าเชื้อก็ยังคงเลี้ยงเชื้อโรคอยู่ในลำคอผสมน้ำอ่ะน่าจะดีไม่ถึงสัปดาห์น่าจะหมดเพราะคงไม่มีใครอดน้ำได้นานขนาดนั้นเพื่อเลี้ยงเชื้อโรคมั้งครับแต่มียาที่ไม่มีผลกระทบและผสมน้ำแล้วหรือไม่อ่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ทอน , 13 สิงหาคม 2552 21:11
พี่น้องทั้งหลายโปรดเข้าใจ รัฐบาลชุดนี้ ประชาชนไม่ได้เลือกเอง เขาจึงไม่สนใจประชาชน ท่านจะเดือดร้อนยังไงก็ไม่สะเทือนรัฐบาล เขาอยู่ของเขาได้แน่นอน มีทางเดียวพี่น้อง ช่วยกันอ้อนวอนผู้มีบารมี โปรดส่งคนเก่งๆมาบริหารประเทศด้วยเทอญ อย่าให้ประชาชนต้องเสี่ยงชีวิตมากกว่านี้เลย ได้โปรด
ความคิดเห็นที่ 2
มรรค๘ , 13 สิงหาคม 2552 21:00
แต่ผู้บริหารสธ.ออกมาเตือนว่า ให้ปชช.ระมัดระวังการป้องกันการระบาดรอบที่สอง แปลว่าอะไรกัน แปลว่ารอบนี้จะระบาดมากขึ้น นั่นหมายความว่าอาจจะมีการตายเพิ่มมากขึ้น ที่เมืองมุมใบของอินเดียประกาศปิดโรงเรียน โรงหนังทั้งหมด เป็นเวลา ๗ วันแล้ว ส่วนไทยยังไม่เอาไหน โรคจึงระบาดไม่หยุด แล้วเศรษฐกิจจะไปไหนได้ ถ้าชาวต่างประเทศไม่มาเที่ยว อีก ๔-๖ เดือน โรงแรมจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันอย่างน่าสังเวชต่อไปครับ
ความคิดเห็นที่ 1
แหลม , 13 สิงหาคม 2552 17:36
เดิมพันความตายของคนจน!ความล้มเหลวในการจัดซื้อวัคซีนต้านหวัด2009!
หลายประเทศในโลกขณะนี้ต่างแย่งกันวิ่งหาซื้อวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ A (H1N1) 2009 ที่ระบาดรอบโลก เพราะบริษัทผู้ผลิตวัคซีนมีลิขสิทธิ์และผูกขาดอยู่กับองค์การอนามัยโลก (WHO) มีไม่กี่บริษัท ส่วนมากอยู่ในสหรัฐและสหราชอาณาจักร หรือกลุ่มประเทศ Anglo-Saxon (แองโกลแซกซอน) เช่น Baxter International, Novartis, GSK เป็นต้น จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่ทราบ อาจมีการกั๊กวัคซีนไว้หรือยังไม่ยอมผลิตเพื่อหวังกำไรจากราคาหุ้นในตลาดนิวยอร์กก่อน แต่ที่แน่ๆยาและวัคซีนมีไม่พอกับความต้องการของโรคที่ขยายตัวเป็น 10 เท่าตลอดเวลา และก่อนอื่นประเทศสหรัฐและกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรย่อมต้องกันสำรองไว้ให้เพียงพอสำหรับประเทศของตนแทนการส่งออก ส่วนประเทศนอกครอบครัวให้เข้าแถวรอก่อน หรือจะเสนอราคาพิเศษที่มากกว่าประเทศอื่น!?
รัฐบาลไทยที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย และเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งเพิ่งไต่อันดับขึ้นจากอันดับ 7 มาในเวลาไม่ถึงเดือน โดยขณะนี้ (ปลายเดือนกรกฎาคม) มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่าล้านคน มีผู้ป่วยเกือบ 9,000 คน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 คน และจะถึง 100 คนในเร็ววันนี้ ด้วยอัตราระบาดที่เร็วเช่นนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งมีอิทธิพลอยู่กับบริษัทยาโลก น่าจะยอมให้ไทยได้รับยาหรือวัคซีนก่อน เว้นไว้แต่รัฐบาลไทยจะไม่ใช้ความพยายามหรือกระตือรือร้นที่จะร้องขอ เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วนับจากวันที่ 18 มีนาคมปีนี้ ที่โรคหวัดมรณะเกิดขึ้นครั้งแรกในเม็กซิโก จนป่านนี้ไทยยังไม่ได้วัคซีนมาเลย จะได้มาก็อีก 5-6 เดือนข้างหน้า แต่คงแค่ 2 ล้านโดส และยังถูกแบ่งส่งเป็นล็อตย่อยๆอีก ซึ่งล็อตแรกจะมาถึงเดือนธันวาคมศกนี้ ส่วนที่คิดจะผลิตเองแบบโบราณโดยได้รับไข่ปลอดเชื้อจากเยอรมันแค่ 350 ฟอง และเชื้อ A(H1N1) จากรัสเซีย กว่าจะทดสอบกับตัวเฟอร์เรท ลิง หรือหนูตะเภา และได้ผลก็อาจจะเป็นกลางปีหน้า แล้วแน่ใจหรือว่าจะใช้กับคนได้!? หรือแม้จะได้มาก็อาจไม่มีประโยชน์ เพราะเชื้อได้กลายพันธุ์ไปแล้ว เช่นเดียวกับวัคซีนที่จะได้มาในเดือนธันวาคม!?
ความเร็วของการพัฒนาพันธุ์ของไวรัสในร่างมนุษย์ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นมาแล้วในอดีต กล่าวคือปี ค.ศ. 1918 ระลอกแรกจากเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม ไวรัสนี้ได้คร่าชีวิตเด็กและคนชราที่อ่อนแอไป 20 ล้านคน เฉลี่ยเดือนละ 3-4 ล้านคน แต่พอระลอก 2 เมื่อไวรัสกลายพันธุ์ได้ทำลายชีวิตคนหนุ่มคนสาวและผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงไป 30-70 ล้านคน ภายใน 3 เดือนจากเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน เฉลี่ยเดือนละ 10-25ล้านคน จึงมีความร้ายแรงเป็น 3-4 เท่ากว่าระลอกแรก ทั้งนี้ เพราะปัญหาปฏิกิริยาล้นเกิน (Overreaction) ของภูมิต้านทาน (Immune) ที่ย้อนกลับมาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อตนเอง โดยเฉพาะเป็นอาการกับภูมิต้านทานของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงที่เรียกว่า Cytokine Storm ต่อเชื้อที่กลายพันธุ์ในระลอกนี้...ล่าสุดในห้องทดลองของโรงพยาบาลรามาธิบดีก็เริ่มพบปัญหาไวรัสกลายสายพันธุ์แล้ว?
หันมาดูประเทศไทยได้เริ่มมีคนหนุ่มสาวสุขภาพแข็งแรงเสียชีวิตแล้วจากหวัดมรณะ แสดงว่าไวรัสนี้กลายพันธุ์สู่ระลอกที่ 2 แล้ว หากมาตรการป้องกันของรัฐบาลยังหน่อมแน้มเช่นนี้ แพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขได้คาดว่าการระบาดครั้งใหญ่และรุนแรงน่าจะมาเร็วกว่ากำหนดในเดือนกันยายนนี้ และจะรุนแรงมากในเดือนตุลาคมจนถึงธันวาคม ในช่วงอากาศเย็นโดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาน ฉะนั้นกว่าวัคซีนจะมา! ท่าทางคงเอาไว้ฉีดวิญญาณที่ตายไปแล้วของประชาชนเสียมากกว่า!!
ส่วนยาทางอ้อมที่ไม่ใช่ยาตรงหรือวัคซีน เช่น ยาต้านไวรัส Oseltamivir หรือ Tamiflu ที่ใช้กันมาแต่แรกและอาจดื้อยาเข้าแล้ว กับยา Zanamivir หรือยา Relenza ที่แรงกว่าและแพงกว่าและมีจำนวนจำกัด ก็ไม่รู้ว่าจะต้านไวรัสที่กลายพันธุ์ไปแล้วนี้ได้หรือไม่? ไม่ต้องพูดถึงประชาชนคนจนที่มีความเสี่ยงสูงและเข้าถึงยายาก และแน่นอนครับ ย่อมมีโอกาสที่ไม่เหมือนกับนายกรัฐมนตรีซึ่งร่ำรวยและมีพ่อแม่เป็นหมอ ประชาชนคนจนจึงมีแต่ตายกับตายเท่านั้น?
วิกฤตที่ร้ายยิ่งยวดเช่นนี้รัฐบาลยังไม่ยอมประชุมฉุกเฉินเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อระดมความร่วมมือและความคิดจากทุกภาคส่วนของรัฐในการต่อสู้เพื่อเอาชนะหวัดมรณะนี้? แม้เพียงเรื่องเศษเสี้ยว แค่การซื้อวัคซีนเรื่องเดียวก็ไม่มีความพยายามและกระตือรือร้นในการจัดการให้ได้ผลทันเวลา และทันกับการกลายพันธุ์ของไวรัสหวัดมรณะ ความจริงนั้นแม้จะต้องทุ่มเงินซื้อวัคซีนหรือหยิบยืมมาใช้ก่อน หรือขอลิขสิทธิ์และความรู้ในการผลิตวัคซีนเองที่ทันสมัยและรวดเร็วด้วยราคาที่แสนแพงอย่างไรก็ต้องยอม เพราะนี่คือสถานการณ์ฉุกเฉินและวิกฤตที่มีชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน?
แต่อนิจจา...เหมือนสีซอให้ * ฟัง แค่ซื้อผ้าปิดจมูกราคาเพียงอันไม่กี่บาทใช้เฉพาะที่ชุมนุมชน เสียงบประมาณก็ไม่กี่ล้านบาท รัฐบาลยังปล่อยให้ประชาชนซื้อหาเองแบบตัวใครตัวมัน หากไม่อยากตาย? สาธุ...หลังจากตายแล้วขอให้วิญญาณคนจนทั้งหลายทั้งปวงจงไปเกิดในที่ที่ไม่ใช่ประเทศไทยเถอะ...อาเมน (Amen)!!! (สำหรับ Omen หรือโลกันต์ เหมาะไว้ใช้กับนายกฯอภิสิทธิ์คนเดียว)