เมื่อหน่วยงานรัฐเอื้อเอกชนตั้งโรงไฟฟ้าสนองนโยบายรัฐแบบลัดกระบวนการตามรธน.และพ.ร.บ.สุขภาพฯ แค่0.1เมกะวัตต์ก็เลี่ยงกม.ได้ แต่ชาวบ้านคัดค้าน
เมื่อความต้องการพลังงานของประเทศเพิ่มสูงขึ้น กอปรกับเกิดวิกฤติการณ์น้ำมันหลายครั้ง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น นับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐได้ส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2538
รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศนโยบายสนับสนุนการพัฒนาพลังงานชีวมวล หรือพลังงานทางเลือกภายใต้ "โครงการ 1 อำเภอ 1โรงไฟฟ้าชีวมวล" แล้วโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกก็ผุดขึ้นราวดอกเห็ดหน้าฝน
ซึ่งมีโรงไฟฟ้าฯ ที่ตั้งไปแล้ว 75 แห่ง และอยู่ระหว่างการขอตั้งอีก 300 กว่าแห่ง ขณะเดียวกัน กระแสคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในชุมชนก็เกิดขึ้นในแทบทุกพื้นที่เช่นกัน
โรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นการนำกากหรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือกากจากการผลิตผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ กากปาล์ม กากมันสำปะหลัง ซังข้าวโพด กาบและกะลามะพร้าว ส่าเหล้า เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และหรือพลังไอน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นเศษวัสดุชนิดเดียวหรือหลายชนิดรวมกัน
โรงไฟฟ้าชีวมวลน่าจะเป็นทางเลือกที่มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศมากกว่าแหล่งพลังงานหลัก เพราะเป็นพลังงานหมุนเวียน แต่ 10 กว่าปีภายหลังจากการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจังของรัฐ ทำให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นจำนวนมาก และโรงไฟฟ้าชีวมวลก็สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นอันมากเช่นกัน หากสังคมไทยจะได้เรียนรู้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และค้นหารูปแบบแนวทางกระบวนการการแก้ไขปัญหาอย่างเอาจริงเอาจัง คงไม่เห็นภาพที่ชาวบ้านวางจอบวางเสียมลุกขึ้นคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้งที่สร้างไปแล้วและกำลังจะสร้างในทุกพื้นที่ อย่างที่เป็นอยู่
น่าเสียดาย ประชาชนเกิดทัศนคติเป็นไปในทางเลวร้ายต่อโรงไฟฟ้าชีวมวล ตั้งแต่เพียงเริ่มต้น ซึ่งในแง่หนึ่งทำให้ประชาชนขาดโอกาสได้เรียนรู้พลังงานทางเลือกที่แท้จริง
ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า แม้โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นแหล่งทางเลือกพลังงานที่ดีได้ แต่การดำเนินการที่ผิดพลาดกลับสร้างผลกระทบด้านมลภาวะต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน จึงถูกตั้งแง่ไม่ไว้วางใจ
การแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ไม่มียาขนานใดจะดีไปกว่า การเริ่มต้นด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบอย่างแท้จริงของประชาชน
ปัญหาที่เกิดการคัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวลในแทบทุกพื้นที่อยู่ในขณะนี้ เป็นเพราะชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยเฉพาะการเลือกพื้นที่ที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล เพราะส่วนใหญ่เอกชนเจ้าของโรงไฟฟ้าเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชุมชน กระทั่งกลางชุมชน ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลเพื่อจะลดต้นทุนการผลิต โดยไม่แยแสกับปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น
ที่สังคมไทยทั่วไปรับรู้ เข้าใจและท่องบ่นจนติดปากว่า "โรงไฟฟ้าชีวมวล คือ พลังงานสะอาด" จึงจำเป็นจะต้องทบทวน สะอาดหรือไม่สะอาด ชาวบ้านที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าชีวมวลเท่านั้นที่จะบอกได้
ตัวอย่างโรงไฟฟ้าพลังแกลบที่ร้อยเอ็ด
โรงไฟฟ้าชีวมวลหลายต่อหลายแห่งทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขดังเดิมได้ ปัญหาพื้นฐานของโรงไฟฟ้าชีวมวล คือ ฝุ่นละอองจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าทุกขั้นตอน ถึงขั้นไม่สามารถรองน้ำฝนมาดื่มบริโภคได้เหมือนเมื่อก่อน ข้าวของเครื่องใช้หากไม่เก็บให้มิดชิดจะถูกพอกด้วยฝุ่นแกลบหนาเป็นชั้นๆ ใบข้าวในนาใกล้โรงงานถูกกลบเหมือนนาโปะหิมะ
ถึงขนาดใบหน้าของชาวนาหากใช้มือถูเพียงเบาๆก็จะได้ขี้ไคลก้อนเท่าหัวไม้ขีด มิพักต้องพูดถึงปัญหาสุขภาพเกี่ยวแก่ทางเดินหายใจ ที่ชาวบ้านต้องตายผ่อนส่ง เพราะสูดฝุ่นแกลบที่ละเอียดเหมือนแป้งกระป๋อง โดยเฉพาะในหน้าแล้งและหน้าหนาว
ปัญหาดังกล่าวเห็นตำตาที่ตัวจังหวัดร้อยเอ็ด ณ บริเวณรายรอบโรงไฟฟ้าแกลบที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่เกิน 3 กิโลเมตร ชาวบ้าน 2-3 หมู่บ้านที่สุดทน ได้ออกมาเรียกร้อง และเจ้าของโรงไฟฟ้าก็รับว่าจะจ่ายค่าเสียหายให้เป็นเงิน 3,000 บาท แต่เงินจำนวนเท่านั้นแลกกับความตายผ่อนส่งของชาวบ้าน คำมั่นของเจ้าของโรงไฟฟ้าก็เหมือนฝุ่นแกลบปลิวไปกับสายลม ไม่มีการชดใช้ ชดเชยใดๆ เกิดขึ้นจริง!
ป่วยการจะพูดถึงหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าอย่างเต็มที่มาแต่ต้น แต่จะให้ชาวบ้านหนองม่วง บ้านหนองนาสร้าง บ้านหนองบัวทอง ต.เหนือเมือง อ.เมือง ร้อยเอ็ด เผชิญกับชะตากรรมตายผ่อนส่งกระนั้นหรือ
แล้วหนังเรื่องเดียวกันนี้ ก็ถูกฉายซ้ำที่อุบลราชธานี กรณีชาวคำสร้างไชยและหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 5 หมู่บ้านของตำบลท่าช้าง และตำบลบุ่งมะแลง อ.สว่างวีระวงศ์ วางจอบวางเสียมออกมาคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลของ บริษัท บัวสมหมาย ไบโอแมส จำกัด โรงไฟฟ้าที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์ และเป็น"บัวสมหมาย"บริษัทเดียวกันกับที่ก่อกรรมให้ชาวบ้านที่ร้อยเอ็ดบนพื้นที่ 154 ไร่
บริษัทบัวสมหมายฯ มีแผนจะตั้งโรงไฟฟ้าฯ อยู่ใจกลางหมู่บ้านคำสร้างไชย แต่ชาวคำสร้างไชยได้ไปดูสถานที่จริงที่ร้อยเอ็ด และพูดคุยกับชาวบ้านที่นั้น ต่างก็กังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขนาดโรงไฟฟ้าพลังแกลบที่ร้อยเอ็ด ตั้งห่างหมู่บ้านโดยมีแปลงนาคั่นกลาง ชาวร้อยเอ็ดยังได้รับทุกขเวทนาถึงเพียงนั้น
พิสูจน์ข้ออ้าง จิตใจศิษย์หลวงตามหาบัว
หากโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นพลังงานสะอาดและลดภาวะโลกร้อน หรือเป็นกิจการอันเป็นบุญเป็นกุศลจริง จิตใจของผู้บริหารต้องสะอาดและเป็นบุญเป็นกุศล ด้วยการสร้างเจดีย์มหาบัวมงคล ที่ร้อยเอ็ด หรือปรนนิบัติวัฏฐากใกล้ชิด "หลวงตามหาบัว" มิได้เป็นเครื่องหมายว่าเป็นคนใจบุญใจกุศลเสมอไป
หากแต่พฤติกรรมและจริยธรรม หรือธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจต่างหาก คือเครื่องชี้วัดจิตใจของเจ้าของ “บัวสมหมาย”
การที่ "บัวสมหมาย" กำหนดกำลังการผลิตไว้ที่ 9.9 เมกะวัตต์ ขณะที่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 หรือ "กฎหมายสิ่งแวดล้อม" บัญญัติว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปจะต้องทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) และต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน แต่ "บัวสมหมาย" กำหนดกำลังผลิตให้หย่อนเกณฑ์ตามกฎหมายไว้เพียง 0.1 เมกะวัตต์ ย่อมชี้เจตนา และระดับจิตใจของบุคคลที่อ้างเป็น"ลูกศิษย์หลวงตา"
อธิบายเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “บัวสมหมาย” จงใจเลี่ยงกฎหมาย และไม่ได้มีจิตอันบริสุทธิ์เลย
นอกจากนี้ กฎหมายสิ่งแวดล้อมมีเจตนารมณ์ให้ชุมชนได้ตรวจสอบและมีส่วนร่วมในกิจการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน แต่ "ศิษย์หลวงตา" ผู้สร้างมหาเจดีย์ อันเป็นสังเวชนียสถานให้ผู้คนได้น้อมในทางธรรม กลับดำเนินธุรกิจอย่างตลบตะแลง มิพักต้องพูดถึง การเบียดเบียนสัตว์โลกที่เป็นเพื่อนทุกข์มาชั่วนาตาปีที่ร้อยเอ็ด
หน่วยงานรัฐ-ลัดกระบวนการเอื้อเอกชน
เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเลี่ยงกฎหมายเลี่ยงการประชาพิจารณ์ แค่ทำกระบวนการจิ๊บจ้อย อย่าง “การประชาคม” ในหมู่บ้านคำสร้างไชย เพื่อขอความเห็นชอบต่อการสร้างโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ กลับดำเนินการอย่างรวบรัด ซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายปกครองของชุมชน รวมทั้งหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ คือ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี มิไยที่แม้จะมีเสียงทักท้วงจากชาวบ้านว่า "เอกสารประชาคมหมู่บ้านเป็นเท็จ"
เนื่องจากชาวบ้านได้เข้าชื่อขอยกเลิกมติที่ประชุมการเห็นชอบการสร้างโรงไฟฟ้าในหมู่บ้านดังกล่าวไปแล้ว เพราะเห็นว่ากระบวนการผิดกฎหมาย เพราะแม้คนที่หนีไปทำงานต่างแดนยังมีลายมือชื่อสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้า
กระนั้น อุตสาหกรรมจังหวัดอุบลฯ ยังคงหลับหูหลับตาส่งเรื่องการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท บัวสมหมายไบโอแมส จำกัด ไปให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณา
เดชะบุญ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ตีกลับหนังสือของบริษัทฯ พร้อมระบุ "การขออนุญาตไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วนและขาดรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา 14 รายการ"
ซึ่งรายละเอียดที่ไม่ครบถ้วนล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่บริษัทฯ และอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี ไม่เคยตอบชาวบ้านเลย เช่น การแสดงรายละเอียดกระบวนการผลิต และจุดที่จะก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย เหตุเดือดร้อนรำคาญและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การแสดงรายละเอียดปริมาณการระบายน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต เช่น น้ำจากระบบผลิตน้ำใช้ แหล่งรองรับน้ำทิ้งมีความเหมาะสมสามารถรองรับน้ำทิ้งได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่
ตลอดจนการระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงานต้องมีแบบระบบบำบัดน้ำเสีย การชี้แจงแสดงรายละเอียดการจัดเก็บเชื้อเพลิง เช่น จัดเก็บในอาคารที่มีความจุเท่าใด หรือกองไว้กลางแจ้ง วิธีป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองที่เกิดจากการกองเก็บ ขนถ่ายลำเลียงเชื้อเพลิงป้อนระบบ การขนถ่ายลำเลียงขี้เถ้าไปสู่บ่อกักเก็บและการกองเก็บขี้เถ้า ให้จัดส่งรายละเอียดข้อมูลโครงการการจัดหาเชื้อเพลิงชีวมวล ที่ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับชนิดและคุณสมบัติของเชื้อเพลิง ปริมาณ แหล่งที่มา ที่เพียงพอกับขนาดกำลังการผลิตของโรงงาน พร้อมเอกสารหลักฐานที่เชื่อถือได้ และมีความชัดเจนว่าจะไม่มีการใช้ไม้ในป่าธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม ตามแบบเสนอข้อมูลโครงการจัดหาเชื้อเพลิงชีวมวล ฯลฯ
เหตุผลสำคัญในจำนวนข้อบกพร่อง 14 ข้อ ที่กรมโรงงานฯ ไม่อนุญาตการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานฯ ของ"บัวสมหมาย" คือ "ยังไม่มีข้อมูลยุติในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน" ทางกรมฯจึงขอให้ดำเนินการให้มีข้อยุติเป็นที่ยอมรับของประชาชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง หรือผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงานเสียก่อน
การยับยั้งไม่อนุญาตของกรมโรงงานทำให้ชาวคำสร้างไชยหายใจหายคอได้เพียงชั่วครู่ หลังจากนั้น “บัวสมหมาย” ก็ยื่นเรื่องเพื่อขอรับใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้าอีกครั้ง
ชาวคำสร้างไชยและหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 5 หมู่บ้านในรัศมีทำการของมลพิษที่จะแผ่ถึง ได้เสนอแนวทางต่อทางผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี โดยขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 มาตรา 76 และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 11 เพื่อขอให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาการขอสร้างโรงไฟฟ้า โดยขอให้ตั้งคณะทำงานชี้แจงข้อมูลและดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อกำหนดกระบวนการชี้แจงข้อมูลและดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยให้มีองค์ประกอบของคณะทำงานเป็นแบบพหุภาคี กล่าวคือ ให้คณะทำงานประกอบด้วยชาวบ้าน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง นายทุน นักวิชาการ โดยให้สัดส่วนของชาวบ้านเท่ากับหรือมากกว่าหน่วยงานของรัฐ และกระบวนการชี้แจงข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ควรมีขั้นตอนการทำงาน เป็นขั้นๆ ดังนี้
ขั้นที่ 1 ให้มีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นแบบเร่งด่วน โดยงบประมาณการศึกษานั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) จะเป็นผู้สนับสนุน เพราะชาวบ้านได้ร้องขอใช้สิทธิต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า
"บุคคลหรือคณะบุคคลมีสิทธิร้องขอให้มีการประเมินและมีสิทธิร่วมในกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ บุคคลหรือคณะบุคคลมีสิทธิได้รับรู้ข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ ก่อนการอนุญาตหรือดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของตนหรือของชุมชนและแสดงความเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว"
ส่วนคณะที่จะศึกษาและองค์ประกอบของคณะศึกษาให้ที่ประชุมของคณะทำงานหารือและหาข้อสรุปร่วมกัน
ขั้นที่ ๒ ให้มีเวทีชี้แจงข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยคณะทำงานฯ ควรหารือวิธีการที่เหมาะสมที่สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นต่อชาวบ้าน
ขั้นที่ ๓ ให้มีเวทีประชาคมหมู่บ้าน โดยวิธีการเปิดเผยและแยกหมู่บ้าน โดยการดำเนินการของสถาบันการศึกษาหรือผู้ที่เป็นกลาง
เจตนารมณ์ที่ชาวคำสร้างไชยเสนอก็เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการทำงานและการศึกษาข้อมูล โดยครอบคลุมผลดีผลเสียของโรงไฟฟ้าชีวมวลและข้อมูลชุมชน ซึ่งผลของการทำงานร่วมจะทำให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน คิดค้นหาทางออกร่วมกัน หากศึกษาแล้วมีความเหมาะสม แต่มีปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะหาทางแก้ไขอย่างไร ชาวบ้านต้องได้รับค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างคุ้มค่า และให้ดีกว่าเดิมหรือเท่าเดิม
หรือหากผลการศึกษาพบว่า ที่ตั้งโรงไฟฟ้าไม่มีความเหมาะสม แม้ต้นทุนการผลิตระยะสั้นจะถูก ได้ไฟฟ้าถูก แต่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมสูงกว่า ซึ่งต้องหาทางเลือกของที่ตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสมและมีต้นทุนผลิตที่ถูกทั้งระยะสั้นและระยาว ฯลฯ
ข้อเสนอของชาวบ้าน ถือว่าเป็นแนวทางการหาทางออกที่สร้างสรรค์สำหรับการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานทางเลือก เพราะเป็นกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนที่ก้าวไปพร้อมกัน ทั้งชาวบ้าน หน่วยงานรัฐ นายทุน นักวิชาการ และยังเป็นทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและนำไปสู่การสร้างพลังงานหมุนเวียนให้เป็นพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีสิทธิเลือก กำหนดวิถีชีวิตและวิถีชุมชนได้ด้วยตนเอง
หาไม่แล้ว เป้าหมายของขบวนพลังงานทางเลือก ก็จะเหมือนกับการย่ำหอยทากให้แหลกราญ เพื่อจะได้เข้าไปทำบุญในวัด
หรือ "บัวสมหมาย"จะเลือกเส้นทางนี้ เหมือนที่สร้าง"เจดีย์มหาบัวมงคล" ท่ามกลางวงล้อมของโรงแรมม่านรูด ภายใต้ชื่อ"รีสอร์ต"
บทความโดย : สดใส สร่างโศรก
---------------------
อ่านประกอบ : บัวสมหมาย โต้NGOบิดเบือนข้อมูลโรงไฟฟ้าแกลบอุบลฯ




ความคิดเห็นที่ 14
ชัด ราชวงษ์ , 25 ตุลาคม 2554 02:01
ที่ลำพูนเปิดไปแล้วทำงัยดี
ความคิดเห็นที่ 13
บุญยืน , 16 กรกฎาคม 2553 06:13
มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กําลังสร้างขึ้นอีก ณปัจจุบันโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของชุมชนแต่อย่างใด ร้องเรียนไปหน่วยงานรัฐก็ไร้ประโยชน์ ใครก็ได้ช่วยที ขณะนี้สร้างกันที่ ต.อีสานเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เสียดายพื้นที่เกษตรกรรมที่มีมานานต้องกลายเป็นพื้นที่อุตสหกรรม
ความคิดเห็นที่ 12
ใจบาป , 15 สิงหาคม 2552 11:35
เจตนาดูเหมือนไม่ได้อยากวิจารณ์โรงไฟฟ้า
แต่หาเหตุโยงไปด่าพระมากกว่า
ตกนรกนะ ถ้าใจไม่บริสุทธิ์
ความคิดเห็นที่ 11
choayo , 14 สิงหาคม 2552 11:11
เรื่องนี้ไม่ซ้ำเติมใครด้วยคำพูดทั้งสิ้น
แต่หวังว่าทุกคน ทุกฝ่ายจะพิจารณาตนเอง การกระทำ หน้าที่ของตน ว่าได้ทำในสอ่งที่ถูกต้องแล้ว แค่ไหน อย่างไร และถ้ามีอะไรที่ยังไม่ถูกต้องเรียบร้อย ก็ดำเนินการรับ และแก้ไขให้ถูกต้อง เท่านั้นจริงๆ
ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
แค่เข้าใจจริง และลงมือทำ ทุกฝ่ายฯ และชาติ ก็ได้ประโยชน์สูงสุดแท้จริง
แค่ขอให้การณ์ เป็นไปในทิศทางนั้น อย่างแท้จริงเถอะ
สังคมไทยเรา มีความต้องการ การกระทำ ความเข้าใจ แนวคิดเพื่อจะไปด้วยกัน อยู่ด้วยกัน สร้างและแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาทุกๆ สิ่งไปด้วยกัน
อย่างมาก
ความคิดเห็นที่ 10
คนอิสาน , 13 สิงหาคม 2552 23:55
จะเขียนข่าวเรื่องปัญหาจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากนายทุนมีระบบการจัดการไม่เหมาะสมก็เขียนไป แต่อย่าถึงกับเอาชื่อพระท่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยครับ มันทำให้ข่าวของคุณดูมีความเป็นมืออาชีพน้อยลง
อีกอย่างเจดีย์จะอยู่ที่ไหน ก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ไม่รู้คุณได้ไปวันงานที่เจดีย์รึเปล่า ชาวบ้านร้านถิ่นทั้งใกล้ไกลมาร่วมงานบุญนี้กันเยอะมาก ...คุณคนเขียนข่าวก็ช่างเหลือเกิน...คิดลากเอาศาสนสถานไปโยงกับสถานที่อโคจรจนได้อีก
จะตบท้ายข่าวให้น่าสนใจ ก็ให้มันตรงกับเนื้อหาหลักที่จะสื่อหน่อย ซึ่งก็คือเรื่องการจัดการกับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม นี่อะไรมาแขวะคนผ่านศาสนสถานอีก...เขียนเอามันเกินไปครับ
ข่าวคุณจะเป็นมืออาชีพมากขึ้นถ้าคุณปรับแนวทางการเขียนใหม่และรู้อะไรควรไม่ควรนะครับ
ความคิดเห็นที่ 9
คนปีจอ , 13 สิงหาคม 2552 19:15
เจ้าของใช้เทคโนโลยี่ถูก จึงเกิดปัญหานี้ กฎหมายกำหนดไว้แล้ว น้อยกว่าโรงานอุตสาหกรรมทั่วไปมาก แต่เจ้าหน้าที่ดูแลกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าทำไม่ได้ตามกฎหมายก็ปิดโรงงานเท่านั้นเอง
ปัญหาเหมือนที่เห็นๆอยู่ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นตัวแปลหลักไม่มีความรู้ ความเข้าใจในโรงไฟฟ้า แต่ตัดสินความถูกต้องด้วยความรูสึก
ให้สร้างเลยครับ แล้วคอยตรวจสอบควัน และฝุ่นละอองตามกฎหมาย ทำไม่ได้ก็ปิดโรงงาน (ถ้าเจ้าหน้าที่ทำงาน)
รัฐบาลจะได้ทำงานเป็นสักที มัวแต่ใช้มีอสมัครเล่นไปเรื่อย. ชาวบ้านก็หวาดหวั่น แต่ไม่รู้หรอก ข้าวเปลือกมาถึงหมื่นได้ก็เพราะโรงไฟฟ้าแกลบนี่แหละ
ฮ่วย. เมืองไทย
ความคิดเห็นที่ 8
ผู้คิดได้ , 13 สิงหาคม 2552 10:41
ไม่รุ้ใครออกกฏหมายมาให้เอื้อเอกชน
ลักไก่ชัด ๆ ไฟฟ้ายิ่งโรงไฟฟ้าเล็ก ๆ ราคาค่าไฟจะยิ่งแพง
กว่าโรงไฟฟ้าปกติโดยจะได้ค่าไฟมากกว่าโรงไฟฟ้าปกติ
แล้วเอาเงินไปบวกในค่า FT เพิ่ม อ้างว่าสนับสนุนพลังงาน
ทดแทน
ความคิดเห็นที่ 7
ChR.Eng. , 13 สิงหาคม 2552 08:48
มองแบบกลางๆ คือรัฐบาลไทยอ่อนแอ ไม่มีกลยุทธ์ในการบริหารประเทศ ไม่สามารถดำเนินนโยบายตามสภาพัฒน์ฯได้ เถ้าแก่ก็เอาแต่ได้ ส.ส.ก็เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ราชการก็เช้าชามเย็นชาม ผลร้ายก็ตกกับประชาชน ถ้าวางแผนกันดีๆ อุตสหกรรมก็สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้
ความคิดเห็นที่ 6
ใจกว้าง , 13 สิงหาคม 2552 07:25
ต้องใจกว้างอย่ามองด้านเดียว ยิ่งไปโยงกับพระเจ้าด้วย ยิ่งดูเหมือนต้องการจะเบี่ยงเบนความจริง
น่าเชื่อได้ว่าจะเกิดฝุ่นขึ้นจริง ถ้าไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม ก็ไม่ควรให้ตั้ง แต่ถ้ามีวิธีที่ดี ก็ควรให้ตั้งได้ อย่าใช้อารมณ์มาตัดสิน
ความคิดเห็นที่ 5
ไม่เก่งเท่าแต่ รู้เท่าทัน , 12 สิงหาคม 2552 19:40
ถ้าไม่เคยก้าวเข้าไปในพื้นที่เอง คุณอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ถึงแม้ไม่เคยเข้าไปคุณน่าจะนึกเห็นใจชาวบ้านที่เขาต้องทนกับโรงงานคุณภาพต่ำ เพราะจิตใจของคนทำมันต่ำ ไม่เ่ช่นนี้นคงไม่เลี่ยงกฎหมายถึงขนาดนี้
ความคิดเห็นที่ 4
xxx , 12 สิงหาคม 2552 14:52
จริงๆแล้วเทคโนโลยีในการผลิตที่สะอาดก็มี แต่ไม่นำมาใช้ ... คุณรู้ไหมว่าทำไมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศเยอรมัน อยู่ไม่ห่างจากชุมชน แต่ไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเลย
ก็เพราะ "เทคโนโลยี" มันมีเทคโนโลยีในการออกแบบและสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ปราศจากฝุ่น แต่เทคโนโลยีที่ดีย่อมต้องลงทุนเพิ่ม นักลงทุนจะยอมหรือไม่ หรือจะยอมจ่ายค่าเสียหายกับชาวบ้าน ก็เป็นทุนเหมือนกัน จะเลือกอันไหน ... นั่นแหละ ... จะให้ดีที่สุด ก็คือต้องคุยกัน
ความคิดเห็นที่ 3
xxx , 12 สิงหาคม 2552 14:46
คุณ คห.ที่ 2 คงไม่เข้าใจปัญหาของ "ฝุ่น" ... คงไม่รู้หรอกว่าปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ ถ้าขนเอาไปใส่ที่นามันก็เป็นสิ่งที่ดีต่อข้าวในนา ปัญหามันอยู่ที่ "ฝุ่น" คุณคงไม่รู้ว่าชาวบ้านแถวนั้นเขาเรียกปุ๋ยคอกว่าฝุ่น มันกระจายในอากาศได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นเถ้าลอย จากโรงไฟฟ้าแกลบแล้ว มันยิ่งลอยง่าย หายใจเอามันเข้าไปจะเป็นไงเหรอ ฝุ่นมีเชื้อโรคด้วยไหม แต่ถ้าเป็นถ้าลอยจากแกลบ มีส่วนผสมของซิลิกาเยอะ หายใจเข้าไปแล้วมันจะออกมายาก ถ้าเข้าไปถึงโพรงจมูกร่ายกายก็จะมีน้ำมูกล้างออกมาได้ แต่ถ้าลึกถึงปอด มัน ก็สะสมในปอด เยอะๆ ก็เป็นมะเร็ง
ความคิดเห็นที่ 2
ผู้สงสัย , 12 สิงหาคม 2552 10:56
มานั่งวิเคราะห์ลึกๆแล้ว...ถึงฝุ่นละอองที่ลงบนพืชผลทางเกษตร ทำไม พืชผลทางการเกษตรยังคงสวยงามและออกดอกออกผลอยู่ น่าคิดจริงๆ แสดงฝุ่นละอองไม่ได้มีผลกระทบอะไรเลย ในทางกลับกันทำไมชาวไร่ชาวนา ถึงมาชื้อฝุ่นพวกนี้ไปใส่ที่น่า ถ้ามันไม่มีประโยชน์ เราลืมคิดข้อนี้ไปมั๊ย
ความคิดเห็นที่ 1
อยากมีส่วนร่วม , 12 สิงหาคม 2552 10:49
ถ้ามองเข้าไปลึกๆ เพื่อให้วามเป็นธรรมกับผู้ประกอบซึ่งไม่มีสื่อในมือ และลองดูจริงๆแล้ว มีแต่น.ส.สดใส ให้สัมภาษณ์ข่าวโจมตีผู้ประกอบการฝ่ายเดียวจะพูดอะไรก็ได้ จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ พูดในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรแล้วดึงศาสนาเข้ามาข้องเกี่ยวระวังชีวิตจะตกต่ำไปมากกว่านะ น.ส. สดใส