ปลัดฯสธ.ห่วงรับน้องใหม่ให้อมไข่ต้มใบเดียวกัน คือคนแรกอมก่อน แล้วคนต่อไปอมต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ติดเชื้อหวัดใหญ่2009ได้
ทำเนียบ- วานนี้(9มิ.ย.)นายแพทย์ปราชญ์ บุญวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ภายหลังการประชุมครม.ว่า 68 วันแล้ว ที่ทำงานกันมาโดยตลอดโดยไม่ได้หยุด ซึ่งหลายประเทศตัวเลขนิ่งเมื่อเทียบกับไทย เพราะประเทศเหล่านั้นไม่ได้มีการตรวจแล้ว จึงมองได้ว่าไม่มีโรคนี้แล้ว แต่ประเทศไทยมีการตรวจสอบตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม มีความกังวลในเรื่องของพื้นที่ที่ถ่ายเทอากาศไม่สะดวก อาทิ สถานบันเทิง ร้านเกมส์ ร้านอินเตอร์เน็ต และโรงภาพยนตร์ โดยในส่วนของโรงภาพยนตร์เราก็ขอความร่วมมือไปแล้วว่า ช่วงที่หนังไม่ได้ฉายช่วยเปิดให้อากาศถ่ายเท และให้ล้างทำความสะอาดทุกวันทุกรอบ ใช้ผ้าชุบน้ำผสมผงซักฟอกเช็ด เพราะไวรัสจะตกอยู่ที่พื้น ที่วางมือ ดังนั้นอย่าไปกวาดเพราะจะทำให้เชื้อโรคฟุ้ง
นพ.ปราชญ์ กล่าวถึงมติครม.สั่งปิดโรงเรียนกวดวิชาว่า เมื่อโรงเรียนปิดแล้วจะต้องมีการดำเนินการมาตรการ 3 อย่าง คือ 1.ต้องทำให้ห้องเรียนนั้นมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ซึ่งเป็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องล้างเครื่องปรับอากาศด้วย 2.ต้องทำความสะอาด โดยใช้น้ำผสมผงซักฟอกให้มีฟองเยอะๆล้าง ไม่ต้องกวาด เพราะการกวาดจะทำให้ฝุ่นคลุ้ง และคนที่กวาดอาจจะติดโรคด้วย ทั้งนี้เชื้ออาจตกอยู่ที่โต๊ะ-เก้าอี้ ซึ่งการใช้ผงซักฟอกเป็นอะไรที่ถูกฝาถูกตัวแล้ว เพราะไวรัสเป็นไขมันไลปิต
เมื่อโดนผงซักฟอกมันจะละลายสลาย เหมือนไขมันทั่วไป และวิธีที่ 3.เมื่อเปิดเรียนแล้วผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาต้องคัดและตรวจสอบเด็กที่จะเข้ามาเรียนว่าป่วยหรือไม่ ถ้ายังป่วยก็ห้ามเข้าเรียน เพราะอาจจะมีเชื้อกลับมาใหม่ และถามว่าทำไมมติครม.ต้องสั่งให้ปิดโรงเรียนกวดวิชา 15 วันนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้พักเต็มที่เพื่อให้หายดี” นพ. ปราชญ์ กล่าว
นพ.ปราชญ์ กล่าวถึงข้อกังวลกรณีที่เมื่อโรงเรียนปิด โรงเรียนกวดวิชาปิด ร้านเกมส์ปิด แล้วเด็กจะไปรวมตัวกันที่ตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญตามห้างสรรพสินค้าที่แบ่งเป็นห้องๆ ซึ่งมีความเสี่ยงไม่แพ้กันว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นห่วง เพราะตู้คาราโอเกะ มีไมโครโฟนที่ร้องแล้วน้ำลายกระจายอยู่ในไมโครโฟน จะมีการจับแล้วจับอีก รวมถึงปุ่มต่างๆด้วย
นอกจากนี้ นพ.ปราชญ์ ยังกล่าวถึงการขอความร่วมมือกับรถประจำทางหรือรถโดยสารว่า ขอให้ดูแลทำความสะอาดราวจับ และเวลาผู้โดยสารจะขึ้นรถ ขอให้มีการเตรียมเจลล้างมือไว้ที่ประตูรถด้วยเพื่อให้ผู้โดยสารได้ทำความสะอาดมือ
“ผมยังกังวลในส่วนของการรับน้องใหม่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆที่มีนักศึกษาไปร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ผมห่วงในเรื่องของการใช้แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน โดยพบลูกของเจ้าหน้าที่กระทรวงคนหนึ่งมีอาการป่วยและเพิ่งตรวจพบว่าป่วย เพราะทราบว่ามีวัฒนธรรมการรับน้องพิเรน คือให้กินไข่ต้มใบเดียวกัน คือคนแรกอมก่อน แล้วคนต่อไปก็อมไปเรื่อยๆ เวียนกันอมก่อนแล้ว คนสุดท้ายจะต้องเป็นคนกินเข้าไป เพียงเพราะต้องการจะปลูกฝังในเรื่องของการรักกัน เพราะอยู่สถาบันเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็เรียนขอความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการว่าให้ช่วยดู เพราะมันไม่มีอะไรไปบังคับเขาได้” ปลัดสธ. กล่าว
นพ.ปราชญ์ กล่าวถึงมาตรการขั้นสุดท้ายหากไม่สามารถควบคุมได้ว่า เราต้องงัดกฎหมายด้านโรคติดต่อร้ายแรง(พ.ร.บ.โรคติดต่อร้ายแรง) ออกมาใช้ นั่นหมายความว่าต้องมีสถิติคนตายสูงมากและจุดที่มีการระบาดมาก แต่ตอนนี้โรคติดต่อยังไม่ร้ายแรงจึงประกาศไม่ได้ และยังไม่มีประเทศใดเคยประกาศใช้
“อย่างเช่นโรคซาส์หรือกาฬโรคจึงจะใช้กฎหมายโรคติดต่อร้ายแรงได้ แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่หวัดธรรมดาเท่านั้น และอัตราการตายน้อยกว่า 1% และบางครั้งการใช้กฎหมายมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนการห้ามฝ่าไฟแดง แต่คนก็ยังฝ่ากันอยู่ ฉะนั้นต้องเร่งสร้างจิตสำนึกว่าใครป่วยแล้วต้องใส่หน้ากากหรือนอนอยู่ที่บ้านพัก และต้องพักผ่อนจริงๆ ห้ามออกจากบ้าน นอกจากนี้ต้องไม่เข้าไปในสถานที่ที่ไม่พึงเข้าไป เพราะอาจจะเข้าไปติดโรคได้” ปลัดสธ. กล่าว
นพ.ปราชญ์ กล่าวเปรียบเทียบการอนุมัติงบประมาณแก้ไขปัญหาของโรคเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาว่า ประเทศเขามีผู้ป่วย 4 หมื่นกว่าราย กระทรวงสาธารณสุขของเขาใช้วิธีการขออนุมัติงบประมาณในการแก้ปัญหา เขาก็อนุมัติทันทีและให้มากกว่าที่กระทรวงสาธารณสุขขอด้วย เพื่อมาใช้ในการให้สื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในการป้องกัน ซึ่งต่อไปกระทรวงสาธารณสุขจะขอครม.ให้อนุมัติงบจำนวนหนึ่งเพื่อมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ด้วย เพราะถ้าไม่มีงบฯก็ไม่สามารถดำเนินการได้
นพ.ปราชญ์ ยังกล่าวถึงเครื่องเทอร์โมสแกนที่ยังตั้งอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิใช้การไม่ได้ผล แต่ยังไม่ได้รื้อเครื่องออกมา คนที่ป่วยก็ทานยามาแล้วก่อนเข้าเครื่อง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเครื่องดังกล่าวไม่สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดได้จริงและในหลายประเทศก็ไม่ได้ติดตั้งแล้ว ทั้งนี้ สนามบินสุวรรณภูมิมีคนเข้าวันละ 3.3-3.5 หมื่นคนต่อวันทุกวัน และยังมีคนเข้ามาอยู่ตลอด 2 ล้านคน เมื่อเข้ามาแล้วก็เดินทางไปจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ จึงคุมไม่ได้แต่คงจะไม่มีการยกเลิกการใช้เครื่องเนื่องจากกลัวประชาชนจะต่อว่า
