"อภิสิทธิ์"นั่งหัวโต๊ะปฏิรูปการศึกษาคลอด 4 ตัวบ่งชี้เพื่อความชัดเจนในการวัดผล
เมื่อเวลา 08.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ครั้งที่ 2/2553 ที่ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 จากนั้นเวลา 11.05 น. นายอภิสิทธิ์ ได้แถลงภายหลังการประชุม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 6 - 7มี.ค.นี้ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะมีการจัดสมัชชาปฏิรูปการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรตที่ 2 โดยภายในงานจะมีการเสวนาเชิงวิชาการและนิทรรศการ ซึ่งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนในทุกมิติการศึกษา
ทั้งนี้ถือว่างานเรื่องปฏิรูปการศึกษามีความสำคัญมาก รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษและเร่งขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่รูปธรรมอย่างเร็วที่สุด การประชุมในวันนี้ได้กำหนดเป้าหมายหรือเป้าประสงค์ต่าง ๆ ไว้โดยมีการกำหนดตัวบ่งชี้ทางเชิงปริมาณและคุณภาพซึ่งถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้มีการปฏิรูปสำเร็จในหลายเรื่องแต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เพราะการประเมินยังขาดการอ้างอิงด้วยตัวบ่งชี้ต่างดังนั้นในการประชุมครั้งนี้รัฐบาลและคณะกรรมการจึงได้กำหนดเป้าประสงค์ไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งในส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนรู้ โอกาสและคุณภาพ
“ตัวบ่งชี้แรกบางตัวเลขก็จะเป็นตัวเลขที่ยังอิงอยู่กับแผนการศึกษาเช่น อัตราการเรียนต่อ การบรรลุเป้าหมายเรื่องจำนวนที่คนของเราได้รับการศึกษาแต่บางเรื่องก็ยังลึกลงไปถึงเรื่องของคุณภาพ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาหรือคุณธรรมจริยธรรม โดยที่ประชุมได้เห็นชอบว่าให้เอาตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์ในสังคมมาประเมินด้วยเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ควรจะดูปัญหาของเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม หรือการทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ด้วย ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ตัวบ่งชี้ที่สองคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครูอาจารย์ ซึ่งไม่เพียงแต่มีเป้าหมายในเชิงปริมาณ ซึ่งก็คือการทดแทนอัตราการเกษียณที่เกิดขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า หากแต่ต้องพูดถึงครูที่เป็นครูเพื่อศิษย์หรือครูที่เป็นยุคใหม่อย่างแท้จริง รวมทั้งเรื่องของเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาของครู ที่ต้องมุ่งทุ่มเทเรื่องการเรียนการสอนในห้องเรียน และผ่านกระบวนการกิจกรรมด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของบุคลากรครูด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัวบ่งชี้ที่สามเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาวะแวดล้อมที่จะเอื้อต่อการเรียนรู้ในสังคมทั้งหมด อาทิ แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศน์ การส่งเสริมการอ่าน โดยทั้งหมดนี้จะสอดคล้องกับเป้าหมายหลักในการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทุกคน ตัวบ่งชี้สุดท้ายคือส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านการศึกษา ซึ่งมีตั้งแต่สัดส่วนระหว่างรัฐกับเอกชน ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็ก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งนี้จะนำตัวบ่งชี้ต่าง ๆ ไปปรับปรุงการเฝ้าสังเกตของคณะกรรมการ และนำมาเสนอ โดยจะทำให้สามารถเจาะลึกลงไปในรายละเอียดในแต่ละด้านได้อีก
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดจึงต้องนำเรื่องปรากฏการณ์ทางสังคมเข้ามาพิจารณาด้วย นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ถ้าเราไม่ทำเรื่องของการศึกษากับเรื่องของสังคมเป็นเรื่องเดียวกันก็จะล้มเหลว ยกตัวอย่างว่าเราเน้นเสมอว่าอยากให้เด็กเป็นคนดีมีจริยธรรมคุณธรรม แต่ในอดีตเราไม่มีตัวเลขที่ใช้ในการประเมินที่ให้คำตอบสุดท้าย เช่น เราใช้เพียงตัวเลขการจัดกิจกรรมจริยธรรมคุณธรรมในโรงเรียน แต่เราไม่ได้ใช้ตัวเลขของเด็กตั้งครรถ์ก่อนวัยอันควร หรือเด็กติดยาเสพติด
“จะเห็นได้ว่าระบบการศึกษาของเรายังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องการพัฒนาคน ฉะนั้นการเชื่อมโยงตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นมิติที่สำคัญใมการปฏิรูปเรื่องนี้ ที่เราต้องการผลลัพธ์ชัดเจน และต้องกลมกลืนกับการใช้ชีวิตของคนในสังคม ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าจะแปลงสิ่งที่แถลงทั้งหมดนี้ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัวเลขจะเป็นตัวบอกส่วนหนึ่ง แต่เราก็ไม่สามารถวัดทุกอย่างเป็นตัวเลขได้ อย่างไรก็ตามเราจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและตัวเลขถือเป็นโจทย์ที่เราต้องตอบ
"เรื่องของความสัมฤทธิผล เราจะพบความจริงว่าปัจจุบันนี้โดยเฉลี่ย เด็กสอบผ่านอยู่วิชาเดียวคือภาษาไทย แต่วิทยาศาสตร์ สังคม คณิตศาสตร์ กลับไม่ได้ แต่เมื่อเราปฏิรูปเราจะบอกเลยว่าสิ้นสุดปี 61 ตัวเลขนี้ต้องขึ้นมา จากร้อยละ 30 กว่าเป็น ร้อยละ 50 เราพยายามทำทุกอย่างให้รับได้และเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในเรื่องการตั้งกองทุนของกระทรวงศึกษาธิการที่จะมีลักษณะคล้ายสสส.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการประชุมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง และคาดว่าจะได้รูปแบบที่จะนำเสนอมา โดยนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการและตัวเองก็กำลังติดตามอยู่
“ความมุ่งหมายคือ 1. องค์กรนี้จะเป็นองค์กรที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสามารถทำงานเชิงนโยบายได้ งบประมาณจะถูกใช้ในภาคประชาชน 2. มีรายได้ที่แน่นอนตามสมควร 3. รูปแบบการบริหารจัดการในตัวสำนักงานจะไม่เป็นแบบราชการ ซึ่งจะทำให้มีความคล่องตัว ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ปี 2561 ภายหลังปฏิรูปการศึกษาแล้วจะนำสังคมไปสู่อะไร นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เราหวังเห็นคุณภาพของคนในสังคม โดยจะวัดจากเรื่องต่าง ๆ อาทิ ความรู้ความเท่าทันสถานการณ์ มาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม การดำรงรักษาความเป็นไทย และความเป็นสากลในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้ทุกอย่างจะมีมาตรฐานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
Tags : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
