ศาลปกครองกลาง ยกฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ไม่ผิดออกหลักเกณฑ์ นักเรียนสมัครเข้ามหาวิทยาลัยช้ผลสอบ O-NET ตรงกับปีที่สำเร็จการศึกษา
นายอภิรัฐ ปานเทพอินทร์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ นายชัยวิชิต เจษฎาภัทรกุล นักเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ซึ่งจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2548 ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เป็นผู้ถูกฟ้อง เรื่องเป็นหน่วยงานทางปกครอง ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ออกระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2551 เรื่อง ผู้สมัครต้องมีผลการทดสอบ O-NET ตรงกับปีที่สำเร็จการศึกษา
โดยคดีนี้นายชัยวิชิต ยื่นฟ้องว่า จบการศึกษาระดับมัธยมในปี 2548 และได้สมัครเข้าสอบศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาซึ่งขณะนั้นใช้การคัดเลือกระบบเอ็นทรานซ์ และผู้ฟ้องสอบได้คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ และได้เข้ารับการศึกษา ต่อมาปี 2549 ผู้ฟ้องต้องการเปลี่ยนอาชีพและศึกษาด้านกฎหมาย จึงสมัครสอบเพื่อเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกครั้งซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบคัดเลือกมาเป็นแอดมิชชั่น โดยผู้ฟ้องสอบโอ-เน็ต ครั้งแรกและครั้งเดียวในปี 2549และใช้ผลคะแนนสอบดังกล่าวสมัครสอบในปีการศึกษา 2549 และ ปี 2550
แต่ปรากฏว่าผู้ฟ้องไม่สามารถสอบเข้าได้ จากนั้นปีการศึกษา 2551 ผู้ฟ้องสมัครสอบอีกครั้งโดยยื่นคะแนนสอบโอ-เน็ต ที่สอบในปี 2549 และคะแนน เอ-เน็ต ที่ดีที่สุดในปี 2549 และ 2550 แต่เมื่อประกาศผลปรากฏว่าผู้ฟ้อง ไม่ผ่านการคัดเลือก โดยดจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าผู้ฟ้องขาดคุณสมบัติ เนื่องจากผลสอบ โอ – เน็ตที่นำมาใช้ไม่ตรงกับปีที่จบการศึกษาระดับมัธยม ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่าการออกหลักเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องดังกล่าวเมื่อปี 2551 ที่เพิ่มเติมจากปีก่อนๆ เป็นการตัดสิทธินักเรียนที่จบการศึกษาก่อนปี 2549 และเป็นการกระทำที่ไม่เสมอภาค เลือกปฏิบัติ ขณะที่เว็บไซด์ของผู้ถูกฟ้องก็ไม่ได้แจ้งหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ผู้สมัครสอบทราบล่วงหน้า และเมื่อมีการชำระเงินค่าสมัครสอบผู้ถูกฟ้องก็ไม่ได้ทักท้วงคุณสมบัติดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลเพิกถอนระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2551 เรื่อง ผู้สมัครต้องมีผลการทดสอบ โอ-เน็ต ตรงกับปีที่สำเร็จการศึกษา
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาโดยระบุว่า ผู้ถูกฟ้องจะพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครที่มีผลคะแนน โอ – เน็ต ในปีที่สำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 เท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ต.ค.49 โดยการสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน โอ – เน็ต นั้น เป็นการสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการประกันคุณภาพการศึกษาและเป็นดัชนี บ่งชี้ในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของสถานศึกษา ซึ่งจะทำการสอบทันทีภายหลังจากการวัดผลและประเมินผลของสถานศึกษา ดังนั้นนักเรียนแต่ละคนจึงสามารถเข้าทดสอบโอ – เน็ต ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น จึงเห็นได้ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอบ โอ - เน็ต แล้ว
ส่วนที่ผู้ฟ้องอ้างว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมจากปีก่อน ทำให้เป็นการเลือกปฏิบัติ เกิดความไม่เสมอภาคนั้น ศาลเห็นว่า การสอบ โอ- เน็ต ของผู้ฟ้อง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวัดผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษาแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่หลังจากผู้ฟ้องสอบเอ็นทรานซ์เข้าศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วต่อมาผู้ฟ้องต้องการรับคัดเลือกเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาอีก จึงขัดต่อหลักการและวัตถุประสงค์ในการทดสอบ โอ-เน็ตและอาจส่งผลทำให้การวัดผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษามีความคลาดเคลื่อนจากความจริงด้วย แต่อย่างไรก็ดีศาลเห็นว่าผู้ถูกฟ้องและสถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดให้มีระบบที่จะเยียวยาให้ผู้ฟ้องหรือนักเรียนที่จบการศึกษาชั้น ม.6 ก่อนปีการศึกษา 2549 ทั้งหมดเป็นพิเศษโดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ตามการที่ผู้ถูกฟ้องให้โอกาสผู้ฟ้องเข้าสอบ โอ-เน็ต และใช้ผลสอบในการคัดเลือกระบบแอดมิชชั่นในปี 2549 และ 2550 ถือเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ฟ้องพอสมควรแล้ว เพราะโดยหลักการแล้วผู้ฟ้องไม่มีสิทธิที่จะเข้าสอบได้ ดังนั้นในปี 2551 ผู้ถูกฟ้องไม่ได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ของโอ- เน็ต ให้กับผู้ฟ้องอีกนั้นไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ
ส่วนที่ผู้ฟ้องอ้างว่า ผู้ถูกฟ้อง ไม่ได้แจ้งหลักเกณฑ์ให้ผู้สมัครทราบก่อนนั้น ศาลเห็นว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสอบ โอ – เน็ต เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้สมัครจะต้องทำการศึกษาให้เข้าใจก่อนตัดสินสมัคร ขณะที่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้อง ระบุหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสอบ โอ- เน็ต ไว้ในระเบียบคัดเลือกอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายกฟ้อง