ศึกษาฯยืนยันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างศธ.แถลงข่าวโต้ พท.มั่วข้อมูล ด้าน"จุรินทร์"ทวงถามความรับผชอบต่อคำพูด
นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ กพฐ. แถลงข่าวชี้แจงกรณี นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่าได้ตรวจสอบพบว่าโครงการไทยเข้มแข็ง หรือ SP2 ในส่วนการจัดสรรครุภัณฑ์ของ ศธ. ซื้อสินค้าราคาแพงเกินจริง มีการล็อคสเป็คสินค้า มูลค่าความเสียหายกว่า 229,628,000 บาท และยังมีการตั้งงบซื้อสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นเช่น เครื่องซักผ้า รถบรรทุก โดยอ้างถึงหนังสืออนุมัติโครงการ และงบประมาณของ สพฐ. ที่ ศธ. 04006/2211 ลงวันที่ 4 ก.ย. 2552 พร้อมสำเนาหนังสือสำนักงบประมาณด่วนที่สุดที่ นร.0712/23871 ลงวันที่ 23 ก.ย. 2552 เพื่อยืนยันว่า มีการประมมูลจัดซื้อแล้ว โรงเรียนบางแห่งจ่ายเงินมัดจำส่วนหนึ่งแล้ว
นายสมเกียรติ ยืนยัน ว่า ในส่วนของสพฐ.ไม่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น หนังสือที่ พท.นำมาอ้างนั้น ก็ไม่ใช่หนังสือส่งการให้จัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นหนังสือที่ สพฐ.แจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา( สพท.) ทั่งประเทศ ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ภายใต้งบไทยเข้มแข็งที่สำนักงบประมาณให้ความเห็นชอบแล้วในปี 2552 ซึ่งมีอยู่ 2 แผนงาน 15 โครงการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,233,870,200 บาท การส่งหนังสือดังกล่าวงแจ้งไปยังผอ.สทพ.ก็เพื่อให้ สพท.เตรียมพร้อมดำเนินการไว้ แต่ย้ำว่า ตอนนี้ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างใด ๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้นใน 51 สพท.แล้ว
"ผมขอบคุณที่ช่วยตรวจสอบและ สพฐ.ก็พร้อมรับมาดำเนินการตรวจสอบ แต่ก็รู้สึกลำบากใจ ที่มีอ้างถึงหนังสือสพฐ. ที่ ศธ. 04006/2211 เพื่อให้ดูข้อมูลของผู้พูดมีความน่าเชื่อถือ แต่หนังสือดังกล่าวไม่ใช่การสั่งการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะ สพฐ.ยังไม่มีประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ใด ๆ ทั้งสิ้น “
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อรถบรรทุกและเครื่องซักผ้านั้น นายสมเกียรติ กล่าวว่า ทุกรายการที่ตั้งงบจัดซื้อไว้มีความจำเป็นต้องใช้งาน และเป็นความต้องการของพื้นที่จริง ๆ ทำเรื่องเสนอขอมา สพฐ.เป็นแค่ผู้พิจารณาความเหมาะสมเท่านั้น อย่างเครื่องซักผ้า จัดซื้อให้โรงเรียนการศึกษาพิเศษ เป็นโรงเรียนกินนอนของเด็กพิการ โรงเรียนจึงเสนอขอซื้อเครื่องซักผ้ามาซักเสื้อผ้าให้เด็ก มิฉะนั้นจะเป็นภาระที่ลำบากของเด็กพิการมาก
ส่วนรถบรรทุกนั้น จริง ๆ แล้ว ไม่มีการจัดซื้อรถ 6 หรือ 10 ล้อ ใด ๆ แต่เป็นการจัดซื้อรถกระบะให้โรงเรียน 7,000 โรง ที่อยู่ในกลุ่มที่จะยกระดับเป็นโรงเรียนดีระดับสากล โรงเรียนในฝัน โรงเรียนดีระดับตำบล อีกทั้งเพื่อรองรับศูนย์เครือข่ายการมัธยมศึกษา จำนวน 41 เขต และ 19 เครือข่าย หลายโรงเรียนไม่มีรถไว้ใช้งานแต่มีความจำเป็นต้องใช้ โดยได้จัดแบ่งประเภทการจัดซื้อรถออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทรถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ 133 รายการ ประเภทกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ 42 รายการ และประเภทรถปิ๊กอัพ 201 รายการ ทั้งนี้ รถที่จัดซื้อจัดให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ความเป็นจริง และตามความต้องการของโรงเรียนไม่มีใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อีกทั้งไม่ได้เป็นการจัดซื้อรถบรรทุกอย่างที่เป็นข่าว
“สพฐ.พิจารณาโดยดูความต้องการของโรงเรียน และเขตพื้นที่เป็นหลัก โดยดูถึงความจำเป็นซึ่งจะต้องมีสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งการดำเนินก็อยู่ในคุณลักษณะที่กำหนดไว้ ซึ่งบางรายการยังมีราคาต่ำกว่าที่กำหนดด้วย”นายสมเกียรติ กล่าว
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กล่าวว่า สพฐ.ได้ชี้แจงแล้วว่าหนังสือ สพฐ. เลขที่ ศธ. 04006/2211 ลงวันที่ 4 ก.ย. 2552 ที่นายพร้อมพงศ์ นำมากล่าวอ้างนั้น ไม่ได้เป็นเอกสารลับอะไร เป็นเอกสารเผยแพร่ต่อสาธารณะ และเผยแพร่ในเว็บไซต์ สพฐ.ด้วย และในเอกสารดังกล่าวก็ไม่ได้อะไรเป็นพิเศษที่มีนัยยะแสดงถึงความไม่ชอบมาพากล เพราะเอกสารดังกล่าว เป็นแค่หนังสือที่แจ้งให้ผอ.สพท.ให้ถึงรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ตามงประมาณไทยเข้มแข็งที่สำนักงบประมาณอนุมัติแล้ว เพื่อผอ.สทพ.เตรียมดำเนินการไว้ แต่จนขณะนี้ สพฐ.ก็ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างใด ๆ
อย่างไรก็ตาม ยินดีรับฟังข้อมูล ขอให้แจ้งมา ยินดีดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะ ศธ.มี นโยบายชัดเจนไม่ต้องการให้การจัดซื้อจัดจ้างใด ๆ ตามงบประมาณไทยเข้มแข็งดำเนินการผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น หากพบหน่วยงานใดหรือใครดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส นอกจากจะถูกดำเนินการตามกฎหมายแล้วจะใช้มาตรการทางการบริหารเข้าไปจัดการด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะถูกย้ายมาประจำสำนักงานส่วนกลางพร้อมตั้งกรรมการสอบสวน
“ถ้ามีข้อมูลใดๆก็ขอให้ส่งมาหรือจะให้ผมส่งเจ้าหน้าไปรับข้อมูลก็ได้ แต่ครั้งที่แล้วที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปขอข้อมูลแต่ก็ไม่พบตัวไม่สามารถประสานงานได้ ส่วนครั้งนี้เท่าที่พูด ก็เหมือนมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องไปแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว สพฐ.ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างใด ๆ เลย ดังนั้น ผู้พูดก็ควรพูดบนความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดทำให้หน่วยงานอื่นเสียหายโดยไม่รับผิดชอบ “ รมว.ศธ. กล่าว
