สนง.ศาลยุติธรรมไกล่เกลี่ยคดีก่อนฟ้อง36จังหวัดทั่วประเทศ เปิดโอกาสผู้กู้ยืมค้างชำระหนี้ 5งวดขึ้นไปกว่า1.6แสนรายจำนวนค้างชำระกว่า1.5หมื่นล้าน
ห้องประชุมสำนักงานศาลยุติธรรม - นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมด้วย น.ส.จิตตรา กาญธนะประเสริฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา และนายธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ.) และผู้บริหารกลุ่มรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และโครงการภาครัฐ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดีประจำปี 2553
โดยนายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า โครงการไกล่เกลี่ยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.52 - 6 มี.ค.53 เริ่มในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 36 จังหวัด ซึ่งเหตุที่ต้องจัดโครงการ เนื่องจาก ปี 2552 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้กู้ยืมเงินกองทุน กยศ. ซึ่งจนจบการศึกษาและเข้าทำงานแล้วขาดการติดต่อกับกองทุนนาน 5 ปี จนถูกกองทุนเลิกสัญญาและจะถูกฟ้องคดีจำนวน 148,613 ราย โดยในปี 2553 จะมีผู้กู้ยืมซึ่งจะถูกฟ้องอีก 161,793 ราย
จึงทำให้เกิดปัญหาว่าจะมีปริมาณคดีเข้าสู่ศาลจำนวนมากและผู้กู้ยืมที่จะถูกฟ้องก็จะกลายเป็นผู้มีชนักติดหลัง ซึ่งการกลัวว่าจะถูกฟ้อง จะทำให้ไม่มีกำลังใจทำงาน ดังนั้นศาลยุติธรรม โดยสำนักงานระงับข้อพิพาท จึงได้ร่วมมือกับ กยศ. เพื่อหาแนวทางในการยุติข้อพิพาทด้วยความสมานฉันท์ ซึ่งจากการดำเนินโครงการไกล่เกลี่ยเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันในหลายจังหวัดทุกภูมิภาค ผลปรากฏว่าสามารถตกลงยุติข้อพิพาทได้มากกว่า ร้อยละ 90 และสร้างความพึงพอใจให้กับทุก ๆ ฝ่ายเป็นอย่างดี
“โครงการไกล่เกลี่ยผู้กู้ค้างชำระในศาล 36 จังหวัด เพื่อเรียกผู้กู้มาเจรจาสร้างความเข้าใจว่ากู้แล้วต้องคืนเงิน เพราะจะได้เอาเงินไปให้คนรุ่นหลังได้กู้ไปเรียนบ้าง โดยเมื่อมาไกล่เกลี่ยแล้วเขาก็จะได้กลับไปทำงาน ส่วนกองทุนก็อยู่ได้ เรื่องนี้นายสบโชต สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา ก็มีนโยบายให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะหากไกล่เกลี่ยได้จะลดปริมาณคดีในศาล ” นายวิรัช กล่าวและว่า
เมื่อใครได้รับหมายเรียก ก็ให้ไปเข้าไกล่เกลี่ยที่ศาลใกล้บ้านใน 36 จังหวัดทันทีโดยจะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในส่วนคนที่ไม่มาติดต่อนั้นอาจต้องมีมาตรการบังคับคดี เอาจากเงินเดือนของผู้กู้ต่อไปก็ได้
ขณะที่นายธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนกยศ. กล่าวว่า การจัดไกล่เกลี่ยก่อนการฟ้องคดีครั้งนี้ เป็นปีที่ 6 แล้วเพื่อต้องการช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ 5 งวดขึ้นไป ซึ่งกำลังจะถูกบอกเลิกสัญญาในปี 2553 รวมทั้งผู้ค้ำประกันก็จะไม่ต้องถูกฟ้องดำเนินคดี ขณะที่การเข้าไกล่เกลี่ยไม่เสียค่าธรรมเนียมจึงขอเชิญชวนให้ผู้กู้ยืม มาร่วมไกล่เกลี่ยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งการไกล่เกลี่ยนอกจากไม่ต้องถูกฟ้องดำเนินคดีแล้ว ยังได้รับโอกาสผ่อนชำระหนี้ตามอัตราที่กองทุนกำหนดด้วย
นายธาดา ยังกล่าวถึงมูลค่าเงินค้างชำระด้วยว่า ในกลุ่มผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ 5 งวดขึ้นไป มีจำนวน 161,793 ราย มูลหนี้ค้างชำระจำนวน 15,824 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 58,788 ราย มีมูลหนี้ค้างชำระ 4,654 ล้านบาท ภาคเหนือ 27,784 ราย มีมูลหนี้ค้างชำระ 2,727 ล้านบาท ภาคกลาง 28,789 ราย มีมูลหนี้ค้างชำระ 3,378 ล้านบาท ภาคใต้ 27,358 รายมีมูลหนี้ค้างชำระ 3,134 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,382 ราย มีมูลหนี้ค้างชำระ 872 ล้านบาท และภาคตะวันออก 10,638 ราย มีมูลหนี้ค้างชำระ 1,056 ล้านบาท ซึ่งหากจะต้องนำคดีดังกล่าวมายื่นฟ้องต่อศาล จะทำให้ กองทุน ฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึง 1,040 ล้านบาท แต่ถ้าได้มีการไกล่เกลี่ยก่อนดำเนินคดี จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายการดำเนินคดีไปได้มาก
ความคิดเห็นที่ 3
สุดารักษ์ พรสวัสดิ์ , 11 พฤษภาคม 2554 09:58
ถ้าในบางเดือนที่เราไม่มีเงินไปชำระจริงๆ
จะถูกดำเนินคดีไหมและดอกเบี้ยในการชำระจะเพิ่มขึ้นไหม
ความคิดเห็นที่ 2
= = , 19 ตุลาคม 2552 16:04
***ก็ใช่อยู่อ่ะครับความคิดที่1 รัฐบาลไทยน่าจะเป็นแบบอเมริกาบ้างกำหนดอนาคตให้เยาชนไทยล่วงหน้าเพื่อความเตรียมพร้อมและดูแลรวมทั้งคอยแก้ปัญหาตั่งแต่เนินๆได้เลยอ่ะครับตอนนี้ยังตกงานอยู่เลยจะให้เอาตังค์ที่ไหนไปใช้หนี้ล่ะเนี่ยเซ็งจะให้จิ๊กตังค์พ่อกะแม่ไปใช้หนี้อีกหรือไม่แน่ใจเพราะประจำก็จิ๊กไปเที่ยวกินไร้สาระไปวันๆอยู่แล้วจัดสรรระบบแรงงานให้ดีก่อนจิรัฐบาลเยาวชนจบมาจะได้ทำงานใช้หนี้ได้จะได้ไม่มีปัญหาอีกด้วยอ่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 1
กังหัน , 17 ตุลาคม 2552 10:41
เรื่องคน * ้เงินไปเรียนแล้วไม่สามารถชำระหนี้คืนได้นั้น ส่วนคงเป็นเพราะคุณภาพการศึกษาของสถาบันที่นักศึกษาเหล่าไปเรียนนั้นต่ำมาก เคยทำงานกับสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง พยายามไปชักชวนนักเรียนที่จบระดับมัธยมให้ไปเข้าเรียนปริญญาตรี แล้วบอกว่าจะทำเรื่องขอ * ้เงินให้ แต่ดูจากคุณภาพของนักศึกษาและการเรียนการสอนของสถาบันแห่งนั้นแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่านักศึกษาที่จบออกไปอาจจะไม่สามารถผ่อนเงิน * ้ได้ และที่แย่กว่านั้นก็คือพ่อแม่อาจจะต้องขายที่นาที่สวนเพื่อเอาเงินไปชำระเงิน * ้ก็คงจะไม่น้อย ก็คิดว่าเรื่องแบบนี้คงจะเป็นกับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของเราอีกเป็นจำนวนมาก