กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : การศึกษา

วันที่ 23 กันยายน 2552 15:44

จุรินทร์พบปัญหาแย่งที่เรียนคล้ายเกาหลี

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)

"จุรินทร์"เชิญผอ.ยูเนสโกในฐานะอดีตรมช.ศธ.เกาหลี ถกปฏิรูปการศึกษา พบมีปัญหาคล้ายคลึงกันโดยเฉพาะปัญหาแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย

กระทรวงศึกษาธิการ -นายจุรินทร์   ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังนายกวาง โจคิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก ประจำกรุงเทพ ฯ เข้าพบว่า ได้เชิญนายกวาง โจคิม ซึ่งเคยเป็น รมช.ศธ.ของประเทศเกาหลี มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเกาหลีได้เริ่มต้นปฏิรูปการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2538 ภายใต้ชื่อว่า “Edutopia” ถือว่ามีประสบการณ์ในการปฏิรูปการศึกษามาในระยะเวลาที่ยาวนาน จึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้กับการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ของประเทศไทยที่กำลังเริ่มตั้นขึ้น 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า เหตุผลที่เกาหลีต้องปฏิรูปการศึกษาในยุคนั้น เพราะว่าสังคมเกาหลีเปลี่ยนไปจากสังคมเกษตรกรรมกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมกับบริการ นอกจากนั้นอัตราการเกิดของประชากรต่ำ ทำให้คนในวัยเรียนน้อยลงและผู้สูงอายุมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับแนวโน้มของโลกในขณะนี้ ขณะเดียวกันเกาหลีมีการลงทุนด้านการศึกษาสูงมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลผลิตทางด้านเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมาค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเกาหลีจึงกลับมาทบทวนว่า ที่ลงทุนด้านการศึกษาไปนั้นสอดคล้องกับผลผลิตที่ออกมาหรือไม่ ขณะเดียวกันบัณฑิตที่ผลิตออกมาในยุคนั้น ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งทักษะที่มีก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เช่นเดียวกับประเทศไทยในขณะนี้

"สิ่งที่เกาหลีทำ คือ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเริ่มต้นจากเชิงปริมาณ คือ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างกว้างขวางและเดินไปสู่การพัฒนาคุณภาพ หลังจากนั้นมีการปรับปรุงกฎหมาย พัฒนาหลักสูตร เพิ่มงบประมาณเข้าไปอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ของ GNP นอกจากนี้ยังปฏิรูปการบริหารการจัดการ ปฏิรูประบบไอซีที ด้านการศึกษา ปฏิรูประบบคุณภาพในระดับอุดมศึกษา ปฏิรูประบบการเรียนตลอดชีวิต รวมทั้งปฏิรูประบบโรงเรียน คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบโรงเรียน ตลอดจนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหลักใหญ่ๆก็คงจะไม่แตกต่างจากการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2542-2551 ถือว่าเสร็จสิ้นการปฏิรูปการศึกษารอบแรก และปี 2552-2561 จะเป็นช่วงของการปฏิรูปการศึกษารองสอง"นายจุรินทร์  กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า การปฏิรูปการศึกษาของไทย เน้นให้คนไทยเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และให้ความสำคัญเรื่อง คุณภาพ การมีโอกาสและการมีส่วนร่วม รวมทั้งต้องการปรับปรุง 4 ใหม่ ได้แก่ 1.สร้างคนไทยยุคใหม่ 2.สร้างครูยุคใหม่ 3.สร้างสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และ 4.ปรับระบบการบริหารจัดการยุคใหม่ ซึ่งก็สอดคล้องใกล้เคียงกัน

มีจุดอ่อนที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากการปฏิรูปการศึกษาของเกาหลี เช่น เรื่องการปฏิรูประบบไอซีที เกาหลีจัดงบประมาณจำนวนมากจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สถานศึกษา แต่กลับได้ผลไม่คุ้มค่าเพราะขาดกระบวนการอบรมพัฒนาการใช้เครื่องไม้เครื่องมือไอซีทีให้กับครูผู้สอนก่อน ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย

 เพราะฉะนั้น โครงการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมโรงเรียนวังไกลกังวล ที่ ศธ.กำลังจะต่อยอดให้โครงการนี้ ขยายโครงการออกไปในอีก ร.ร. 9000 โรงนั้น นอกจากการจัดจานดาวเทียมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ร.ร.ที่ร่วมโครงการแล้ว จะต้องมีระบบการอบรมพัฒนาครูให้ใช้เครื่องมือไอซีทีเป็น และต้องจัดทำคู่มือประกอบการเรียนการสอนด้วย ซึ่งตนได้สั่งการให้ดำเนินการทั้ง 2 เรื่องนี้แล้ว เพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นโครงการ ระยะที่ 1 จำนวน 4,000 โรง ในเดือน พ.ย.นี้ จะต้องมีประสิทธิภาพ 

"จุดอ่อนของการปฏิรูปการศึกษาเกาหลีอีกเรื่อง คือ ที่นั่งในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งเกาหลีได้แก้ปัญหานี้ โดยการเพิ่มที่นั่งและยกระดับมหาวิทยาลัยในระดับรองลงมาให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพื่อลดความรุนแรงของการแข่งขัน ซึ่งวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะนำปรับใช้ในเชิงนโยบาย"รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

เกาหลีมีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตมาก เพราะว่าประชากรในวัยนอกระบบ ร.ร.มากขึ้น ซึ่งมีสถานศึกษาเฉพาะทาง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเรียนและมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับประเทศไทยที่มุ่งเน้นเรื่องการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยการสร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆเพิ่มเติ่มขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญการการศึกษาเอกชน เพื่อลดภาระให้กับภาครัฐ ขณะเดียวกันต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นโดยมีระบบการสร้างแรงจูงใจ ขณะเดียวกันนายกวาง โจคิม บอกว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วม

 

Tags : จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

Subject: เด็กนักเรียนไทย กับ ความเลวร้ายที่สุดของการเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา พ.ศ.2553
Date: Sun, 27 Sep 2009 10:27:30 +0000

...สุจริต เที่ยงธรรม รวดเร็ว โปร่งใส...เมื่อคนไทยทุกคนทุกท่านต้องการ แล้วเด็กนักเรียนไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ หก ไม่ต้องการหรือ...

......ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกแหลกราญ......
......ผู้ใหญ่ทะเลาะกัน เด็กทุกข์ทรมาน......

...สิ่งเดียวที่ทำให้"มนุษย์"มีความแตกต่างจากสิ่งอื่น ก็คือ การศึกษา ซึ่งต้องหมายรวมถึง การศึกษาวิชาการทางโลกและวิชาการทางธรรมไปด้วยพร้อมๆกัน...

...ผู้เขียนกล่าวได้เลยว่า การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปีการศึกษา พ.ศ.2553 จะเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดและมีความวุ่นวายมากที่สุด...และผลที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ หก ที่กำลังศึกษาอยู่ ณ ขณะนี้อย่างมากมายมหาศาล...เมื่อการศึกษาเป็นปัญหา ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะมีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศไทยและคนไทย...

...เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองบังอาจ คิด พูด ทำ โดยไม่สุจริต โดยไม่เที่ยงธรรม โดยไม่รวดเร็ว โดยไม่โปร่งใส จะเป็นแบบอย่างให้เยาวชนเด็กนักเรียนไทยรุ่นหลังจดจำและลอกเลียนแบบ เพราะเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู รับรู้กลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น รู้สึกสัมผัสได้ด้วยกาย และฝังลึกกระทบต่อจิตใจ...

...ก็ยอมรับ ก็เข้าใจว่า...เมื่อเวลาเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงแน่ หากไม่อยากให้อะไรเปลี่ยน ต้องหยุดเวลาไว้ แม้นไม่สามารถหยุดเวลาได้ ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้น...ดังนั้น "การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ" ก็ไม่ได้รับการยกเว้น จึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข(CHANGE)...แต่ทำไมเมื่อต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขซึ่งเกิดจาก"มนุษย์"น่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่ยิ่งแย่ลงเลวลงกว่าเดิม...

...ผู้เขียนคงไม่สามารถย้อนอดีตกลับไปไกลนัก...ขอเริ่มตั้งแต่ การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปีการศึกษา พ.ศ.2520 ซึ่งเป็นปีที่ผู้เขียนเข้ามหาวิทยาลัย...เป็นการจัดสอบโดยข้อสอบรวมเหมือนกันพร้อมกันทั้งประเทศครั้งเดียวในหนึ่งปี โดยสามารถเลือกเข้าได้ หก อันดับ เรียงตามความต้องการของผู้สมัคร โดยมีการจัดสอบระบบโควต้าแยกต่างหาก...โดยเน้นวิชาหลัก ห้า วิชา คือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์...

...แต่อาจจะด้วยความเป็นประเทศไทยและคนไทย รวมทั้งสภาพสังคมเปลี่ยนไป และไม่ต้องการให้วิชาการในวิชาอื่นที่ไม่ใช่วิชาหลักที่ใช้เข้ามหาวิทยาลัยต้อง"น้อยใจ" และ ถูกเด็กนักเรียน"ทอดทิ้ง"...จากที่เน้น ห้า วิชาหลักดังกล่าว ก็เริ่มนำ วิชาภาษาไทยและวิชาสังคมศึกษาศาสนาวัฒนธรรม เข้ามาร่วมในการสอบด้วย โดยในช่วงแรก นำสองวิชาดังกล่าวรวมเป็นวิชาเดียวกัน และ ก็ดำเนินการแยกเป็นแต่ละวิชาในท้ายที่สุด...จนกระทั่งก่อนปีการศึกษา พ.ศ.2548 จึงแยกเป็น เจ็ด วิชาหลัก คือ ภาษาไทย สังคมศึกษาศาสนาวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์...ซึ่งแรกเริ่มได้จัดสอบปีละสองครั้งเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสแก้ตัวแก้ไขข้อผิดพลาดและอาจลดความเครียดให้กับเด็กนักเรียน...อาจเป็นเพราะผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองไม่รู้ใช้อะไรคิดและหรือถ้าใช้สมองก็ไม่แน่ใจว่าใช้สมองส่วนไหนคิด จึงได้บังอาจกำหนดให้สอบได้เพียงครั้งเดียวต่อปี...แต่ความเลวร้ายและโชคร้ายของเด็กนักเรียนก็ยังไม่มีเท่านั้น...ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองยังได้บังอาจกำหนดให้เด็กนักเรียนสอบ O-NET ได้เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต...ไม่มีโอกาสแก้ไขแก้ตัวปรับปรุงในความผิดพลาดพลั้งเผลอได้เลย...หากไม่นำผลคะแนน O-NET เป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามหาวิทยาลัย ผู้เขียนจะไม่กล่าวหาแต่อย่างใดเลย...และท้ายสุดในปีการศึกษา พ.ศ.2552 การสอบ O-NET ต้องสอบถึง แปด กลุ่มสาระวิชา...เด็กไทยไม่หัวโตตอนนี้ ก็ไม่รู้จะหัวโตตอนไหน แต่ไม่รู้ว่า สิ่งที่อยู่ภายในหัวที่เรียกว่า"สมอง"นั้นจะมีประสิทธิภาพและคุณภาพขนาดไหน...

...การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปีการศึกษา พ.ศ.2553...ด้วยความที่ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองบังอาจวิวาทะปฏิเสธการยอมรับซึ่งกันและกันเอง เด็กนักเรียน ม. 6 ปีนี้จึงรับผลกระทบเต็มๆ ต้องยอมรับว่า เด็ก ม.6 รุ่นนี้ เป็นเด็กไทยรุ่นที่น่าสงสารน่าเวทนามากที่สุด เพราะอะไรนะหรือ...เด็ก ม. 6 รุ่นนี้ เมื่อย้อนอดีตกลับไปตอนสมัยที่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ หก เพื่อเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ หนึ่ง...ถามคุณหญิง กษมา วรวรรณ ก็อาจได้(ถ้ายังไม่ลืม) กับ การใช้ผลคะแนนจากการสอบ NT ยื่นเข้าเรียนต่อในชั้น ม. 1 ในโรงเรียนรัฐ การสอบและผลคะแนนสอบ NT สุจริต เที่ยงธรรม รวดเร็ว โปร่งใส แค่ไหน คนไทยทุกคนทุกท่านทราบดี เพราะเป็นข่าวปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์ จนกระทั่ง เด็กนักเรียนรุ่นนี้เป็นรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้ายที่ใช้ผลคะแนนจากการสอบ NT ...ไม่รู้เป็นกรรม หรือ เวร...ถ้าเป็นผู้ชายก็คงสำนึกผิดด้วย"การบวช" แล้วถ้าเป็นผู้หญิงละ ถ้าจะ"บวดชี" ขอเป็นกล้วยไข่ เพราะกล้วยน้ำว้า มักมีเม็ด...

...การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปีการศึกษา พ.ศ.2553...แบ่งเป็น สาม ระบบ ใหญ่ๆ คือ...
......หนึ่ง.ระบบ Central Admiisions เรียกย่อๆว่า แอดฯกลาง
......สอง.ระบบรับตรง รวมถึง การรับเข้า"แพทย์และทันตแพทย์"ของ กสพท.
......สาม.ระบบโควต้า
...คนไทยทุกคนทุกท่าน"ต้อง"ยอมรับความจริงร่วมกันก่อนว่า...เด็กนักเรียนไทยหนึ่งคน"ต้อง"เรียนในมหาวิทยาลัยปิดของรัฐได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และ เด็กหนึ่งคน"ต้อง"มีเลขประจำตัวประชาชนเพียงหมายเลขเดียว...

...ขอนำเสนอข้อมูลเฉพาะบางมหาวิทยาลัย เพราะไม่สามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้หมด เพราะเสียเวลาและเยอะมาก ทำให้ยิ่งมั่วมาก(สามารถตรวจสอบข้อเท็จและข้อจริงได้)...
......หนึ่ง.จุฬาฯเปิดรับตรงเข้าคณะบัญชี รับประมาณ 350 คน ในขณะที่ธรรมศาสตร์เปิดรับตรงเข้าคณะบัญชี รับประมาณ 340 คน
......สอง.จุฬาฯเปิดรับตรงเข้าคณะวิศวะ รับประมาณ 500 คน ในขณะที่ สจล.เปิดรับตรงเข้าคณะวิศวะ รับประมาณ 640 คน
......สาม.กสพท.เปิดรับตรงเข้า"แพทย์และทันตแพทย์" รับประมาณ 1500 คน
......สี่.ในแต่ละปี จะมีเด็กนักเรียนไทยที่มีผลการศึกษาดี สอบเพื่อรับทุน ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ทุนเล่าเรียนหลวง ทุนไทยพัฒน์ ทุน ก.พ. ฯลฯ ประมาณ 100 คน

...การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปีการศึกษา พ.ศ.2553...
......หนึ่ง.ระบบโควต้า จะประกาศผลก่อน อย่างช้าน่าจะก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เมื่อเด็กนักเรียนผู้ใดยืนยันสิทธิเข้าระบบโควต้า..."จะส่งรายชื่อเพื่อตัดสิทธิเฉพาะในระบบแอดฯกลางเท่านั้น"...นั่นคือ...มีสิทธิยื่นสมัครใน"ระบบรับตรง"ทุกมหาวิทยาลัย และ มีสิทธิยื่นสมัคร"ระบบรับตรง"กี่มหาวิทยาลัยก็ได้เท่าที่ต้องการ...และยังมีสิทธิยื่นสมัครใน"กสพท.เพื่อเข้าแพทย์และทันตแพทย์"ด้วย(ยกเว้นผู้ที่ได้โควต้าเข้าแพทย์และทันตแพทย์ในระบบโควต้าและยืนยันสิทธิแล้วเท่านั้น)...
......สอง.ระบบรับตรงของ กสพท.เข้าแพทย์และทันตแพทย์ จะประกาศผลประมาณ กลางเดือนเมษายน 2553 ก่อนที่จะดำเนินการเริ่มกระบวนการ"ระบบแอดฯกลาง" ต้องยอมรับว่า เด็กสายวิทย์ย่อมมีเป้าประสงค์ส่วนใหญ่ในการเข้าแพทย์ ทันตแพทย์ (อาจ วิศวะ อีกด้วย)
......สาม.ระบบรับตรง ของแต่ละมหาวิทยาลัย...ย้ำ..."ไม่มีการต้ดสิทธิ"หากมีความรู้มีความสามารถสอบเข้าระบบรับตรงได้ทุกที่ของทุกมหาวิทยาลัย...ก็จะมี"รายชื่อเด็กนักเรียนผู้นั้นในทุกมหาวิทยาลัย"...และรายชื่อ"เด็กคนนี้"จะถูกยื่นเพื่อ"ตัดสิทธิเฉพาะในการรับระบบแอดฯกลางเท่านั้น...และผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองก็ไม่ได้กำหนดให้แจ้ง"สละสิทธิในระบบรับตรง"เมื่อ ใด
......สี่.เด็กที่ได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ แน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้ยื่นสมัครเข้าคณะใด ก็ไม่น่าพลาด กว่าเด็กกลุ่มนี้จะตัดสินใจ"สละสิทธิเข้ามหาวิมยาลัยของรัฐ"ก็โน่นแหละ เดือนมิถุนายน 2553 หรือ "พักการเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ"ไว้ก่อนซักหนึ่งปีก็ได้...เหตุผล เพราะเด็กที่รับทุนเรียนต่อต่างประเทศ เช่น เรียนต่ออเมริกา "ต้อง"ไปเรียนซ้ำเกรด 12 อีกหนึ่งปี ถึงจะapply เข้ามหาวิทยาลัยในปีถัดไป นั่นก็คือ จะเข้ามหาวิทยาลัยในอเมริกาช้ากว่าเพื่อนๆที่เรียนในไทย หนึ่ง ปี...ถึงแม้จะเป็นเด็กนักเรียนไทยที่เรียนเก่ง แต่เมือข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่างบ้านต่างเมือง ก็มักจะมีเด็กไทยบางคน"ต้อง"กลับมา ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ผู้เขียนจึงเข้าใจและเห็นใจและยอมรับกับ"การจองสิทธิที่เรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย"ไว้ก่อน...

...สรุป...
......1.เด็กที่ได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศประมาณ 100 คน อาจจะยัง"รักษาสิทธิรักษาที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยไทย"...เป็นสิ่งที่ผู้เขียนเข้าใจและยอมรับได้ จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น...แต่ขอความกรุณาได้โปรดรักษาสิทธิรักษาที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยไทยแต่เพียง..."หนึ่งที่นั่งเรียนในหนึ่งมหาวิทยาลัยเท่านั้น"...จักเป็นพระคุณ ยกตัวอย่าง นายเก่งฯ สอบได้รับ"ทุนเล่าเรียนหลวง"เรียนต่อที่อเมริกา แน่นอนหากสมัครแพทย์ของ กสพท. ก็มีรายชื่อติดแน่นอน หากยังไม่แน่ใจว่าต้องการเรียน"วิศวะ" ก็อาจสมัครเข้ารับตรงในคณะวิศวะ ทั้งที่ จุฬาฯ และ สจล.(สามารถสมัครได้ ไม่ตัดสิทธิซึ่งกันและกัน) ก็คงมีรายชื่อในระบบรับตรงเข้าวิศวะทั้งสองแห่ง หากยังไม่แน่ใจหรือป้องกันความผิดพลาดไม่แน่นอน(เพราะความไม่แน่นอนคือความแน่นอน) อาจจำเป็นต้องยื่นสมัครเพื่อรับตรงเข้าคณะบัญชี ก็แน่นอนก็คงต้องยื่นเข้าทั้งบัญชีจุฬาฯและบัญชีธรรมศาสตร์ (มีสิทธิสมัครได้ เพราะไม่ตัดสิทธิซึ่งกันและกัน)เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะติดที่ไหนแน่นอนและหรือชอบวิชาชีพอะไรที่แท้จริง และก็คงมีรายชื่อติดในระบบรับตรงทั้งบัญชีจุฬาฯและบัญชีธรรมศาสตร์ คงต้องขอความร่วมมือและขอความเห็นใจจาก พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ด้วย เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทยโดยรวม ซึ่งเด็กเก่งในกลุ่มนี้ จะมีไม่มาก เพราะฉะนั้นจะกันที่นั่งเรียนของเด็กอื่นได้น้อยมาก
......2.เด็กที่เป็นกลุ่มใหญ่และเป็นเด็กส่วนมากของไทย
.........2.1เด็กที่เก่ง(แต่อาจพลาดทุน หรือ สละไม่เอาทุน) คือ เด็กที่สอบเข้าได้ในระบบรับตรงของ กสพท."แพทย์และทันตแพทย์" ประมาณ 1500 คน อาจมีส่วนหนึ่งสมัครรับตรงเข้าวิศวะ อาจทั้งจุฬาฯและ สจล. รวมทั้งสมัครรับตรงเข้าบัญชี อาจทั้งจุฬาฯและธรรมศาสตร์ เหตุผลเช่นเดียวกัน คือ ยังไม่รู้ว่าตนเองชอบและถนัดอะไร และ ป้องกันการพลาดเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เลย ก็จำเป็นต้อง"ยื่นสมัคร"ไว้ก่อน เพราะถ้าไม่ยื่นสมัครไว้ก่อน เมื่อหมดเขตสมัครแล้ว เด็กจะทำอย่างไร เพราะระยะเวลาที่ยื่นสมัคร ในขณะเวลานั้นยังไม่รู้ผลเข้าที่ไหนแน่นอนซักที่หนึ่งเลย เพราะฉะนั้น เด็กเก่งกลุ่มนี้มีรายชื่อใน กสพท. มีรายชื่อในรับตรงคณะวิศวะทั้งจุฬาฯและ สจล. มีรายชื่อในรับตรงคณะบัญชีทั้งจุฬาฯและธรรมศาสตร์ เพราะแม้จะยืนยันสิทธิในระบบรับตรงของที่ใดที่หนึ่งแล้ว ไม่มีข้อกำหนดตัดสิทธิระบบรับตรงของคณะอื่นหรือมหาวิทยาลัยอื่น
.........2.2เด็กที่ค่อนข้างเก่ง...ซึ่งน่าจะเป็นเด็กกลุ่มส่วนใหญ่หรือส่วนมากของเด็กนักเรียน...จะถูกเด็กกลุ่ม 1 และ กลุ่ม2.1 แย่งที่นั่งในระบบรับตรงไปมากพอสมควร เพราะเด็กกลุ่ม 1 และ กลุ่ม 2.1 หนึ่งคนอาจกันที่นั่งเรียน สอง สาม สี่ ที่นั่งเรียนก็เป็นไปได้ เพราะไม่มีการตัดสิทธิเมื่อยืนยันสิทธิที่นั่งรับตรง...ยกตัวอย่าง...เด็กกลุ่ม 2.2 ยึ่นเข้าสมัครรับตรงอันดับหนึ่งบัญชี จุฬาฯ อันดับสองเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ปรากฎว่าพลาดบัญชี จุฬาฯ เพราะ คะแนนหากมีใครหนึ่งคนที่มีรายชื่อในติดรับตรงบัญชี จุฬา"สละสิทธิหรือไม่สมัคร" เด็กคนนี้จะเข้าได้ ทำให้เด็กคนนี้ต้องมีรายชื่อติดคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯแทน ถามว่าเด็กคนนี้อยากเรียนบัญชี แต่ต้องยืนยันสิทธิรับตรงเข้าเศรษฐศาสตร์ ทำให้ไม่สามารถยื่นสมัครระบบแอดฯกลาง เพราะกำหนดให้เมื่อยืนยันระบบรับตรงและ จะถูกตัดสิทธิระบบแอดฯกลาง จะไม่ยืนยันสิทธิรับตรง ถ้าแอดฯกลางพลาดขึ้นมา ก็จะไม่มีที่เรียนเลย ทั้งๆที่คะแนนที่เด็กคนนี้ได้ อาจยื่นสมัครเข้าคณะบัญชี จุฬาฯในระบบแอดฯกลางได้ ก็เป็รได้ แต่จะมีใครกล้าเอาอนาคตไปเสี่ยง

...นี่เป็นตัวอย่างเพียงส่วนน้อย เพราะไม่มีข้อมูล"รับตรง"ของมหาวิทยาลัยอื่นอีกมากมาย...จะเกิดความโกลาหล วุ่นวายขนาดไหน เพราะเด็กหนึ่งคนอาจจะมีรายชื่อติดในระบบรับตรงในหลายคณะและหลายมหาวิทยาลัยได้ และ ไม่มีข้อกำหนดในการสละสิทธิเมื่อมีรายชื่อในระบบรับตรงต่อระบบรับตรงด้วยกันเอง ไม่ว่าจะสละสิทธิรับตรงด้วยกันเองแบบไหน เมื่อใด...ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมือง สะกดภาษาไทยวันละคำของคำว่า..."มั่ว"...ไม่เป็นหรืออย่างไร...

...อย่าได้บังอาจบอกให้เด็กต้องรู้ตัวเองและตัองตัดสินใจให้ได้ว่า ต้องการเรียนต้องการประกอบอาชีพอะไรให้ได้เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ หก ขนาดผู้เขียนเอง จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า อะไรที่ชอบ อะไรที่ไม่ชอบ แต่ก็ยอมรับว่า มีความสุขในสิ่งที่เป็นอยู่ ในสิ่งที่มีอยู่ ในสิ่งที่ตนเอง คิด พูด ทำ ขออนุญาตยกตัวอย่าง ในฐานะที่มีความผูกพันกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เด็ก ม. 6 ปีนี้ คือ ตอ.70 เมื่อตอนอยู่ ม.4 มีเด็ก ตอ.70 สายวิทย์-คณิต ทั้งหมด 942 คน จนขณะนี้ถึง ม. 6 มีเด็ก ตอ. 70 สายวิทย์-คณิต เหลืออยู่ 841 คน หายไปประมาณ 100 คน ต้องขอขอบพระคุณในความกรุณาและในความเป็นมึออาชีพแห่งการศึกษา ในความมีความเมตตาในฐานะคุณครูต่อลูกศิษย์ของอาจารย์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่กรุณาให้ความเมตตาอนุญาตให้เด็กนักเรียนเปลี่ยนสายการเรียนได้ ถ้าคิดเป็นจำนวนแล้ว ก็ประมาณ 10 % ของนักเรียน ม.6 สายวิทย์-คณิต รุ่น ตอ.70 ขนาดเด็ก ตอ.70 ซึ่งอาจถือได้ว่าน่าจะมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี ยังไม่สามารถรู้ตนเองได้ทั้งหมด ยังปรับเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงเพื่อในสิ่งที่ตนเองเพิ่งค้นพบ เพิ่งรู้สึก ว่า ใช่...แล้วจะโยนภาระ ความรับผิดชอบ การตัดสินใจในชีวิตทั้งชีวิต ต่ออนาคตทั้งหมด ให้ไว้กับเด็ก ม.6 ในระยะเวลาเท่านี้กระนั้นหรือ

...นี่ไม่นับเรื่อง...การเสียเวลาวิ่งรอกสมัครระบบรับตรง...การค้นหาข้อมูลการรับตรงในมหาวิทยาลัยต่างๆ...และที่สำคัญ...การเสียเงินเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครระบบรับตรง ตลอดจน การเสียเงินเสียค่าใช้จ่ายเสียเวลาในการเดินทางไปสอบตามที่แต่ละคณะของแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดวิชาที่ใช้สอบขึ้นมาเองต่างหาก...เช่น เข้าบัญชี ธรรมศาสตร์ ต้องสอบ SMART I...เข้าวิศวะ สจล. ต้องสอบข้อสอบของ สจล.จัดเอง เป็นต้น

......นี่หรือ คือ นิติธรรมและนิติรัฐ ที่เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ หก รุ่นนี้ได้รับจากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองของประเทศไทย......

.........ด้วยความเคารพในคนไทยทุกคนทุกท่าน.........
............policemajor@hotmail.com..............

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement