กก.ส่งเสริมอ่าน แนะมาตรการภาษีจูงใจคนซื้อหนังสืออ่าน-บริจาค เช่นบริจาคเกิน 5หมื่นบาทได้ลดภาษี 2เท่า เข็นกว่า 30โครงการเสริมการอ่านในรอบ10ปี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ว่าหลังจากที่มีการประกาศทศวรรษส่งเสริมการอ่าน 2552-2561 ไปแล้วและได้ตั้งเป้าหมายของรณรงค์ส่งเสริมการอ่าน 5 ข้อ คือ ประชากรวัยแรงงานรู้หนังสือในระดับใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เพิ่มจากร้อยละ 97.21 เป็น ร้อยละ 99 ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 92.64 เป็น ร้อยละ 95 ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยเพิ่มจากปีละ 5 เล่ม เป็น 10 เล่ม เพิ่มและพัฒนาแห่งการอ่านให้ครอบคลุมทุกตำบล/ชุมชน และสร้างภาคีเครือข่ายการอ่านเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้
เพราะฉะนั้น ที่ประชุมจึงมีมติตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อจัดทำแผน/โครงการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านในช่วง 10 ปี โดยเฉพาะแผนเฉพาะหน้าของการดำเนินการงานในปี 2552-2553 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้า คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อรับผิดชอบตามยุทธศาสตร์ 3 เรื่อง คือ ยุทธศาสตร์พัฒนาคนไทยให้มีความสามารถในการอ่าน ยุทธศาสตร์พัฒนาคนไทยให้มีนิสัยรักการอ่าน และยุทธศาสตร์สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการอ่านอย่างยั่งยืน ซึ่งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุด ได้เสนอโครงการมาประมาณ 32 โครงการ ก็จะให้คณะทำงานไปกลั่นกรองเลือกโครงการที่สมควรดำเนินการพร้อมหาเจ้าภาพรับผิดชอบแต่ละภารกิจ ซึ่งโครงการที่มีแนวโน้มว่า จะดำเนินการก็อย่างเช่น โครงการหนังวือเล่มแรก ส่งเสริมให้พ่อ-แม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่อายุ 6 เดือน โครงการคาราวานหนังสือสู่ประตูบ้าน เป็นต้น
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ที่ประชุมยังตั้งกรรมการขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อไปศึกษาการใช้มาตราการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการ เช่น หากซื้อหนังสือเพื่ออ่านหรือเพื่อบริจาค สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ปัจจุบัน หากนิติบุคคลใด ซื้อหนังสือบริจาคมให้กับสถานศึกษาสังกัด สำนักคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย( กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( สพฐ.) ในจำนวนเงิน 50,000 บาท ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า คือ 100,000 บาท
แต่ที่ประชุมได้หารือกันว่าควรจะเพิ่มขึ้นให้เป็น 2 .5 เท่า หรือ 3 เท่า เพื่อจูงใจให้คนซื้อหนังสือบริจาคมากขึ้น นอกจากนี้จะให้ขยายฐานการซื้อหนังสือบริจาคให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ได้ เช่น บริจาคให้กับห้องสมุด 3 ดี ศูนย์เด็กเล็ก ห้องสมุดวัด ห้องสมุดในสลัมคลองเตย เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการอ่าน รวมทั้งให้คณะทำงานไปพิจารณาดูว่าจะสามารถลดหย่อนภาษีในรูปแบบอื่นด้วย เพื่อให้เป็นรูปธรรมเสียที หลังจากคณะทำงานได้ข้อสรุปแล้ว ตนก็จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อไป ทั้งนี้ ให้เวลาคณะทำงานทั้ง 2 ชุด 2 สัปดาห์เพื่อทำข้อสรุปกลับมาเสนอที่ประชุมนัดหน้าในวันที่ 1 ต.ค.
Tags : จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ • ส่งเสริมการอ่าน

ความคิดเห็นที่ 5
ศุภากร , 30 ธันวาคม 2553 11:11
ดิฉันเป็นพนักงานบริษัทไมเนอร์
ซึ่งเป็นบริษัททำหนังสือเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก ถ้าบุคคลท่านใดสนใจหาซื้อดิฉันสามารถนำส่งรายให้ได้ค่ะ เมล์นะค่ะ
marie_cat007@hotmail.com
ความคิดเห็นที่ 4
ศุภากร , 30 ธันวาคม 2553 11:08
ดิฉันเป็นพนักงานบริษัทไมเนอร์
ซึ่งเป็นบริษัททำหนังสือเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก ถ้าบุคคลท่านใดสนใจหาซื้อดิฉันสามารถนำส่งรายให้ได้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
จักราวุธ , 17 กันยายน 2552 10:35
หนังสือบริจาคอ่านแล้วมันก็ได้ความรู้ในอดีตแหละ จะหาความทันสมัยอะไรได้
ลองดู Pocket book ในร้านหนังสือขายแพงมาก เล่มละเป็นร้อย ดูอย่างอินเดียขายกันได้ราคาถูกๆเล่มละไม่กี่สิบ กระดาษไม่ต้องดีมากก็ได้ ขอให้เป็นทางเลือกให้ทุกคนไ้ด้เข้าถึงความรู้ที่ทันสมัย เอาไปต่อยอดเพื่อเพิ่มภูมิปัญญาให้กับสังคมต่อไป
ความคิดเห็นที่ 2
สิ้นเปลืองมาตรการ , 17 กันยายน 2552 09:37
ให้ดูผลเอาเถอะ ตราบใดที่ยังซื้อสิทธิ์ขายเสียง โกงกินคอร์รัปชั่นเต็มประเทศไทย ยังมีความเห็นว่า ทำงานเก่งโกงบ้างไม่เป็นไร เห็นโจรดีเพราะมีตังค์เยอะ แสดงว่ามันเก่งอ่านตัวเลขในเช็ค
มาส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันเถิด เพราะนอกจากจะช่วยตัวเองแล้ว ยังช่วยประเทศชาติด้วย
ความคิดเห็นที่ 1
นายสัณฑพงศ์ โสไกร , 17 กันยายน 2552 07:59
ถึงประชาชนไทย(สำเนา นายกฯ/รมว.ศธ)
1.การส่งเสริมการเรียนหนังสือมีนานมากและ กศน.ก็ทำหน้าที่อยู่เป็นการเรียนแบบตลอดชีวิตให้โอกาสคนที่เคยอยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษาทั้งสายสามัญและอาชีพ แต่ปัญหาคือ"ความไม่สามารถที่ให้ชีวิตที่มั่นคงต่อครู กศน.ที่แท้จริงและถ้าทำได้ทุกตำบลแบบจริงจังๆสอนตามชุมชนก็จะมีคนรู้หนังสือเพราะไม่จำกัดวัย จบ.ถึง ม.6 ต่อ ป.ตรีได้
2.นอกจากนี้ยังมีการฝึกอาชีพให้ตามชุมชน ก็นำเอาไปช่วยให้เกิดการเรียนรู้สร้างศักยภาพคนไทยรากหญ้าได้ดี กศน.เคลื่อนที่ประจำตามวัดวาอารามโรงเรียน(ที่ไม่ได้มีนักเรียนปล่อยร้างไม่ได้ทำอะไรมากมาย)จะได้ใช้ประโยชน์
3.ขณะนี้ทางราชการก็ได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนขึ้นแล้วซึ่งเปิดการเรียนการสอนถึงระดับอนุปริญญาตรีมีค่าใช้จ่ายถูกมาก ไม่จำกัดวัยแต่จบ.ม.6ก่อน ก็คือการบูรณาการคนรากหญ้าให้มีโอกาสเข้าเรียนต่อสูงรอเวลาหาเงินส่งลูกหลานเรียนตรเองก็เรียนได้อีก
4.แค่นี้คงไม่พอ ถ้าต้องการส่งเสริมรากหญ้าและไม่ก่อปัญหาสังคมในเมืองใหญ่(เพราะลูกหลานคนรากหญ้าต้องไปเรียนและการทะเลาะ ภัย ต่างๆแย่งกันกินใช้ก็มีมาก หอพักจิปาถะ ก็หมดไป ถ้ารากหญ้าได้เรียนต่อ ป.ตรีที่วิทยาลัยชุมชนที่ควรเปิดทุกจังหวัดและให้ฟรีถึงจบ.ป.ตรีไปเลย รวมทั้งคนสูงวัยเกษตรกรที่รักเรียนก็คือการสร้างชาติพัฒนาคนไทยระยะยาวมั่นคง ไหนๆก็เรียนฟรี 15 ปี ถึง ม.6 กับรากหญ้าก็ต่อ ป.ตรีที่วิทยาลัยชุมชนในบ้านเกิดของตนเองทำมาหากินช่วยพ่อแม่อยู่เป็นครอบครัวสร้างบ้านเกิดให้เข้มแข็งมากขึ้น การอ่านก็ตามมาแน่นอน
5.โครงการแจกหนังสือและเสื้อผ้านักเรียนที่ดำเนินการไปนั้น ดีครับ หากจะให้ประหยัดงบประมาณคือการจัดให้แต่ละโรงเรียนทำโครงการหนังสือรุ่นสอง ส่งผ่านให้รุ่นต่อไปจะได้ใช้เงินหลวงน้อยลง เสื้อผ้าก็บริจาคต่อได้(ทำความสะอาดดีๆ) เสนอแก้ไขก็ตรงการปักชื่อนักเรียนก็ให้เป็นใช้ป้ายโลหะเเกะสลักแทนเนื้อผ้าจะได้ดูดีส่งต่อได้สำหรับคนที่มีชุดน้อยไม่ถือเรื่องเก่าใหม่ แต่คนมีเงินก็ให้ซื้อเองก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าไม่เอา(ประเทศต้องประหยัด)
6.นำเอาโครงการหลักสูตรระยะสั้นที่เปิดสอนใน กศน.และในวิทยาลัยชุมชนไปผนวกกับโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ก็จะทำให้ประชาชนได้จบ.ป.ตรีได้อีก(บูรณาการ)
7.ให้ กศน.และวิทยาลัยชุมชนอยู่ในแท่งเดียวกันคทอ"การศึกษาตามอัธยาศัยแบบตลอดชีวิตเพื่อคนไทยโดยเฉพาะคนยากจนก็เรียนได้"
8.อยากให้ประชาชนที่มีคุณภาพและอ่านหนังสือมากก็ต้องให้โอกาสและพัฒนาแบบยั่งยืนลงสู่ชุมชน เกษตร ชาวนา ลูกชาวนา ก็ จบ.ป.ตรีได้ ต่อไปชาติก็เจริญไปข้างหน้า 32 โครงการก็ไม่จำเป็น ภาษีก็ไม่ต้องลด เอกชนเข้ามาสู่การช่วยเหลือได้ตลอดเวลาเพราะคนกลุ่นนี้มีมาก(ภาษีก็เอาไปบริหารจัดการต่อไป)
****จาก นายสัณฑพงศ์ โสไกร ปชช.3301800004283 ชมรมประชาอาสา**