ชี้แอดมิชชั่นส์ทำให้ครูเร่งสอน ผู้ปกครองกดดันร.ร.จัดกวดวิชาสอบ กดดันตั้งคกก.ระดับชาติให้ตัวแทนทุกฝ่ายมีส่วนร่วม "จุรินทร์"ขอเวลาศึกษา1เดือน
โรงแรมดุสิตธานีหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ วันนี้(12 ก.ย.) เวทีเสวนาเพื่อหาแนวทางพัฒนาการศึกษาทั้งระบบของกระทรวงศึกษาธิการ มีผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ นักวิชาการ ภาคเอกชน เข้าร่วม 160 คนได้หยิบยกเรื่องระบบการรับนักศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
นางบุญชู ชลัษเฐียร ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ได้รวบรวมปัญหาที่ได้รับการสะท้อนมุมมองมาจากนักเรียนและร.ร.ต่างๆนับตั้งแต่มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงระบบคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนต่อจากระบบเอ็นทรานซ์มาเป็น Admission ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา( 2549-2552 ) ร.ร.หลายแห่งสะท้อนว่า นักเรียน ม.ปลายมีปัญหาทิ้งชั้นเรียนมากขึ้น และสนใจเรียนกวดวิชาสูงกว่าอดีต เนื่องจากข้อสอบต่างๆที่ใช้วัดความสามารถของเด็กในการคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น O-net , A-net, GAT,PAT สวนกับการเรียนในชั้นเรียนซึ่งครูยังคงสอนรูปแบบท่องจำเดิมๆ ทำให้เด็กปรับตัวกับข้อสอบแบบแปลกใหม่ไม่ได้ และต้องวิ่งหาร.ร.กวดวิชา
"เราพบว่าตอนนี้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในร.ร.ขนาดใหญ่และยอดนิยมเขตกทม.หลายแห่ง ผู้ปกครองเริ่มกดดันเรียกร้องให้ร.ร.ในระบบจัดโปรแกรมกวดวิชาเกี่ยวกับการทำข้อสอบGAT,PAT ให้กับนักเรียนม.ปลาย ทั้งที่ข้อสอบ GAT,PAT ไม่ใช่ข้อสอบที่จะใช้วิธีกวดวิชามาเพิ่มคะแนนกันได้ นอกจากนี้ร.ร.ต่างๆยังต้องเร่งจัดการเรียนการสอนให้เด็กเรียนเร็วกว่าระยะเวลาที่กำหนดในหลักสูตร เพื่อให้เด็กมีความรู้ทันที่จะนำไปแข่งขันคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะหลังจากมีระบบ Admission มหาวิทยาลัยก็สร้างระบบรับนักศึกษา รูปแบบอื่นๆขึ้นมาอีกมากมายหลากหลาย ทั้งรับตรง รับโควตา เด็กต้องเข้าสู่การคัดเลือกรูปแบบต่างๆกันตั้งแต่ยังไม่สิ้นสุดการเรียนชั้นม. 6 ดังนั้นทักษะจำเป็นต่างๆที่เด็กควรได้รับในชั้นเรียนจึงถูกลดทอนลง ครูหันมาใช้วิธีสอนเพื่อเป้าหมายในการส่งเด็กเข้าสอบแข่งขันมากกว่าเป้าหมายที่จะสอนให้เด็กรู้และเข้าใจศาสตร์ต่างๆอย่างสมบูรณ์“ นางบุญชู กล่าว
นางบุญชู กล่าวว่า แนวโน้มที่ชัดเจนก็คือมหาวิทยาลัยหันมาสร้างระบบรับตรงคัดเลือกนักศึกษากันเองโดยไม่สนใจระบบ Admission ทำให้ผู้ปกครอง นร. เครียดกับการวิ่งสอบหลายมหาวิทยาลัย ทำลายโอกาสเด็กยากจนซึ่งสู้ไม่ไหวกับภาระค่าใช้จ่ายการสมัครสอบที่มีมาก รวมถึงภาระการเดินทางไปสอบ ที่สำคัญระยะหลังทั้งการรับนศ.ผ่านระบบ Admission และระบบรับตรง ล้วนนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตมาใช้ในการสมัครคัดเลือก และกระจายข้อมูลเกี่ยวกับการคัดเลือก เด็กด้อยโอกาสที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีเหล่านี้จึงเสียเปรียบไปหมด
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยควรจะถูกยกให้เป็นนโยบายสำคัญของประเทศ เป็นเรื่องวาระชาติ เพราะส่งผลกระทบวงกว้าง การกำหนดวิธีการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เรื่องของใครโดยเฉพาะ แต่น่าจะตั้งกรรมการระดับชาติขึ้นมากำหนดวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัยโดยมีตัวแทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมคิด ไม่ใช่ปล่อยให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้คุมนโยบาย คัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัยแต่ฝ่ายเดียว ฝ่ายผลิตนักเรียนระดับพื้นฐานเองอย่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็น่าจะมีสิทธิ์บอกมหาวิทยาลัยได้ว่าต้องการให้มหาวิทยาลัยแบ่งสัดส่วนมารับเด็กกลุ่มอื่น ๆ เท่าใดนอกเหนือไปจากเด็กเก่ง
เขากล่าวต่อว่า นอกจากนั้นอยากเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบการรับตรงของมหาวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รับตรงสูงถึงประมาณร้อยละ 90 เหลืออีกร้อยละ 10 ที่รับผ่านแอดมิสชั่นส์กลาง แต่ทุกวันนี้การรับตรงของมหาวิทยาลัยเละเทะต่างคนต่างเอาตัวรอด ทำให้เด็กต้องวิ่งสอบ เพราะฉะนั้น รมว.ศึกษาธิการควรจะมีนโยบายในเรื่องนี้ออกมาและประสานขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยช่วยกันจัดระเบียบการรับตรง ควรกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจนว่าสัดส่วนรับตรงควรเป็นเท่าไรจึงจะเหมาะสม และภายใต้สัดส่วนรับตรงนั้นควรจะกำหนดให้ชัดว่าจะรับเด็กกลุ่มใดบ้าง ซึ่งอยากให้มหาวิทยาลัยรับเด็กที่ทำกิจกรรม หรือมีความประพฤติดีด้วย อย่างโครงการนครปฐมโมเดล ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ทดลองรับเด็กที่มีความประพฤติดีประมาณ 200 คนเข้าเรียน ปรากฎความสำเร็จอย่างมากทั้งเรื่องผลการเรียนและกิจกรรมดีๆที่เด็กไปชักชวนเพื่อนร่วมสถาบันทำ ดังนั้น มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ควรจะขยายผลบ้าง
ดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดีม.กรุงเทพ และนายกสมาคมม.เอกชน กล่าวว่า การรับตรงของมหาวิทยาลัยทำให้เกิดความยุ่งเหยิง เด็กต้องวิ่งสอบวุ่นวายไปหมดไม่ประหยัด และก็เครียดทั้งผู้ปกครองและตัวเด็กที่สำคัญยังเป็นการริดรอนโอกาสของเด็กยากจนซึ่งไม่สามารถที่จะมาวิ่งสอบแข่งกับเด็กที่มีฐานะได้ เพราะฉะนั้น ระบบรับตรงในปัจจุบันจึงไม่เหมาะสมและสมควรจะต้องจัดระเบียบใหม่กำหนดสัดส่วนอีกครั้งให้เหมาะสมว่าแอดมิสชั่นส์กลาง และรับตรงควรจะเป็นสัดส่วนเท่าใด อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าระบบรับตรง ควรจะเป็นการให้โอกาสเด็กในพื้นที่มหาวิทยาลัยต้องแบ่งโควต้าของรับตรงมารับเด็กในพื้นที่ก่อน ที่เหลือจึงเปิดรับเด็กทั่วไปทั้งประเทศ
นายสุรพงษ์ งามสม ผู้อำนวยการโรงเรียนสุนทรภู่พิทยา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าโอกาสทางการศึกษาของเด็กทั่วประเทศยังไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น การรับตรงของมหาวิทยาลัยควรจะดำเนินการในลักษณะของการให้โควต้าเข้าเรียนแก่เด็กในพื้นที่ที่เรียนดีซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลตื่นตัวที่จะพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง
คุณหญิงสุชาดา กีระนันท์ อดีตอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า อยากจะชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรับตรงของมหาวิทยาลัยว่า จริง ๆ แล้วการเรียนระดับปริญญาตรีไม่ได้เป็นสิทธิพื้นฐานทางการศึกษา ภารกิจของมหาวิทยาลัยคือเป็นสมองของชาติ ขณะเดียวกัน การมีโควต้ารับนักเรียนในพื้นที่ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หลายครั้งที่มหาวิทยาลัยให้โควต้าเด็กที่ยากจนได้เข้าเรียน ก็มีปัญหาการปรับตัวของเด็กไม่เข้ากับสังคมมหาวิทยาลัย เช่น โครงการจุฬาชนบท ที่คัดเลือกเด็กยากจนเข้าเรียนที่จุฬาฯ 100 คน แต่ปรากฎว่ามหาวิทยาลัยต้องดูแลเรื่องจิตใจและการปรับตัวของเด็กอย่างมาก เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ตอบได้ว่า ระบบใดที่จะทำให้เด็กได้รับการตอบสนองความต้องการและให้ความยุติธรรมของเด็กทุกคน
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.และ สกอ. น่าจะมีจับมือคุยกันเพื่อจัดระเบียบการรับตรงให้มีประโยชน์มากขึ้นกับทุกฝ่ายและจริง ๆ แล้วนั้น สพฐ.และ สกอ. ควรจับมือกันตั้งแต่ต้นทางเข้าไปช่วยกันพัฒนาเด็กม.ปลาย เพราะบางครั้งแม้มหาวิทยาลัยจะให้โควต้ามาเด็กก็เข้าไปแล้วเรียนไม่รอด เพราะพื้นฐานความรู้ไม่พร้อมพอขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยก็อาจจะต้องการพัฒนาความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ก็อาจจะเข้าไปร่วมมือกับ สพฐ. เตรียมเด็กป้อนมหาวิทยาลัยให้ตอบสนองความต้องการของมหาวิทยาลัยด้วย
คุณหญิงกษมา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการคัดเลือกนศ.ผ่านระบบ Admission ช่วงปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ได้พูดถึงแนวทางที่จะเปิดโอกาสให้คณะวิชาต่างๆ นำคะแนน GPAX ชั้นม.ปลายมาใช้เป็นองค์ประกอบคัดเลือกในอัตราที่ต่ำกว่า 20 % ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเด็กนร.มัธยมก็จะให้ความสำคัญกับการเรียนในชั้นเรียนลดลง การที่มหาวิทยาลัยอ้างว่าไม่เชื่อมั่นมาตรฐานคะแนน GPAX ของร.ร.ต่างๆนั้น แท้จริงแล้วสพฐ.ได้ติดตามดูปัญหาดังกล่าว ก็พบว่าร.ร.ที่ปล่อยเกรดเฟ้อนั้นมีอยู่จริงแต่เป็นกลุ่มที่ไม่มาก และส่วนใหญ่ที่ปล่อยเกรดเฟ้อก็เป็นร.ร.ที่นักเรียนไม่ได้สมัครสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย กลับกันร.ร.ที่เด็กนิยมสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยมักจะเป็นร.ร.ที่กดเกรดเด็กต่ำกว่าความเป็นจริง
ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวภายหลังเสวนาว่า จะให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ไปรวบรวมประเด็นจากการประชุมครั้งนี้ให้เสร็จภายใน 1 เดือน และกลับมาประชุมอีกครั้งโดยมีการตั้งกรรมการขึ้นมารับผิดชอบในแต่ละเรื่อง เบื้องต้น จะมีเรื่องการปรับการเรียนการสอนให้คิดวิเคราะห์มากขึ้น เช่น การปรับตารางสอน ลดเวลาเรียนในห้องเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับการเรียนรู้นอกโรงเรียน การปรับปรุงข้อสอบโอเน็ต, GAT, PAT ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม ระหว่างข้อสอบทดสอบความจำ และข้อสอบคิดวิเคราะห์ การจัดระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย พิจารณาที่ความดีของตัวนักเรียนด้วย ไม่ใช่รับเฉพาะคนเก่ง จัดระเบียบการรับตรง หาข้อสรุป เพื่อมอบให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พิจารณาต่อไปเป็นต้น
Tags : จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ • แอดมิชชั่นส์

ความคิดเห็นที่ 5
VJ , 13 กันยายน 2552 10:13
เป็นเรื่องทิฐฐิและผลประโยชน์ของครู อาจารย์ โรงเรียนกวดวิชา อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำตามแนวทางเรื่องของข้าใครอย่าแตะ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยคุยกัน ตกลงกันไม่ได้ว่าจะสร้างอนาคตของชาติไปทางไหนบ้าง จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้เกิดผลที่ยอมรับกันได้แค่ไหนโดยไม่ทำให้เด็กและผู้ปกครองเดือดร้อน(โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส และผู้อย่างห่างไกลทั้งหลาย) เรื่องพวกนี้รู้กันมานานหลายปี ผ่านมาหลายรัฐบาล คนที่สนใจเรื่องการศ฿กษารู้ดีทุกคน แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะท่านผู้บริหารและท่านผู้มีอำนาจไม่มีภาวะผู้นำพอที่จะชี้ทิศทางอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กๆกลายเป็นหนูตะเพาทดลองระบบที่เปลี่ยนกันทุก 3 ปี (บางช่วงก็สั้นกว่านั้นถ้ามีรัฐมนตรีที่ไม่รู้เรื่องแต่"กล้า"สั่ง) ตั้งแต่ GPA/PR มา เห็นพยายามทำเรื่อง Admission แต่ก็งมกันแบบประนีประนอมกันระหว่างพื้นฐานและอุดมฯ มหาวิทยาลัยปิดยอดนิยม ไม่กี่แห่ง นำมาสู่ระบบที่ซับซ้อนกว่าเดิม ทั้ง GPA/GPAX , ONET/ANET, GAT/PAT
ที่คุยว่าเอานักเรียนเป็นศูนย์กลางแล้ว พอเอาจริงครูทำไม่เป็นเสียส่วนใหญ่ ผู้ปกครองก็ไม่รู้ว่าครูกำลังเปลี่ยนอะไรอยู่ เพราะทั้งครู และผู้ปกครองต่างมองว่าเรื่องการศึกษาของเยาวชนเป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า
เราต้องยอมรับว่าคนมีสติปัญญา และโอกาสในการศึกษาไม่เท่ากัน เป็นหน้าที่ทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนการยกระดับผลสัมฤทธิทางการศึกษาของเยาวชนของชาติให้อยู่ดีมีสุข สามารถแข่งขันกับชาวโลกเขาได้ตามศักยภาพของเด็กและยุทธศาสตร์ชาติ และพยายามปิดช่องว่างของเด็กด้อยโอกาส
การสอบตรง เป็นการสร้างงานให้อาจารย์มหาวิทยาลัย และสร้างรายได้แก่มหาวิทยาลัย แต่ก็สร้างปัญหายุ่งยากและความต่างทางโอกาส มาตรฐานการรับ เด็กฝาก
ควรที่กระทรวงฯจะหวนมาสร้างความร่วมมือระหว่างอาจารย์ทุกระดับการศึกษา เน้นการวิเคราะห์ศักยภาพเยาวชนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานว่าควรจะพัฒนาไปทางใด มีกระบวนการแนะแนวดีๆและประสานกันระหว่างครูอาจารย์พื้นฐาน อาชีวะ และอุดม เพื่อกำหนดเกณฑ์คุณสมบัตินักเรียนที่เหมาะกับการเข้าศึกษาต่อแต่ละภาควิชา แล้วจึงจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ทิศทางการพัฒนาของประเทศ ก่อนที่จะสร้างระบบการแข่งขันเข้าเรียนต่อในภาควิชาแต่ละด้านโดยกลุ่มมหาวิทยาลัยผู้สอนร่วมกันเปิดสอบรวมกัน ก็จะลดภาระให้เด็กและผู้ปกครองไม่ต้องวิ่งสอบตรงซึ่งต้องสอบวิชาเดียวกันซ้ำๆไปทุกที่ในกรณีแต่ละหมาวิทยาลัยจัดสอบเอง
เรื่องพวกนี้มีการประชุมถกแถลงกันมานาน แต่ไม่มีใครเห็นใจเยาวชนหรือผู้ปกครอง ท่านครูอาจารย์คงเห็นประชาชนโง่ และสั่งได้ตามใจ"ฉัน"มาโดยตลอด การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและเยาวชนในการศึกษาจึงยังไม่เกิดจนวันนี้ วันที่ใครใคร่ทำอะไรก็ทำ เกิดความสูญเปล่าจากการลงทุนด้านการศึกษาไปมากมาย
เลิกประชุมแล้วเริ่มทำอะไรๆที่เป็นการลงมือปรับปรุงระบบก่อนที่เด็กเก่งจะทิ้งแผ่นดินและไม่เลือกเข้าโรงเรียน/มหาวิทยาลัยของชาติ แล้วไปจ่ายเงินให้สถาบันต่างชาติแพงๆโดยไม่รู้ว่าในที่สุดจะได้เรียนรู้อะไร มีประโยชน์ต่อประเทศชาติไหมเถอะครับ
FTA กำลังมาแล้ว หากการบริหารการศึกษาของเรายังไม่เข้มแข็ง ต่างชาติจะเข้ามา"ถล่ม"สถาบันไทยในไม่ช้า
ความคิดเห็นที่ 4
เรียนหรือไม่เรียนก็โง่พอๆกัน...ถูกหลอกไปเรื่อยๆ , 13 กันยายน 2552 10:09
ยิ่งแก้ยิ่งแย่ลงเรื่อยที่ขาดวิสัยทัศน์ สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ การคอบงำการบริหาร การทับซ้อนผลประโยชน์จนกลายเป็นการศึกษาพาณิชย์ และการสร้างภาพทำประชานิยมไปเรื่อยๆ.... แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นมรดกบาปของการศึกษาไทย ที่เด็กนักเรียน นักศึกศึกษายิ่งเรียนยิ่งโง่จบออกมาทำงานไม่เป็น ยังคงเป็นลูกแง่ต่อไป ส่งผลต่อการพัฒนาคนทั้งระบบเพื่อการพัฒนาประเทศ...ทางที่ดีควรต้องปล่อยเสรืทางการศึกษาไปเลยทั้งระบบ ให้เกิดการแข่งขันทางคุณภาพและการบริการทางการศึกษา ใครแข่งขันสูงไม่ได้ต้องถอยออกไป โดยรัฐมีหน้าเตรียมเงินและควบคุมคุณภาพทางการศึกษา
ความคิดเห็นที่ 3
123 , 13 กันยายน 2552 08:46
จริงนักการเมืองโง่
ความคิดเห็นที่ 2
ปลุก , 13 กันยายน 2552 08:15
เพิ่งรู้หรือ ว่าคนซวย คือผู้ปกครอง และเด็ก ....
เสียดายตังค์ ค่าประชุม ค่าสัมมนา...
สรุปออกมา ก็เห็นผล ที่ชาวบ้าน ตามร้านกาแฟ ยังคิดได้....
ปัญญาอ่อน
ความคิดเห็นที่ 1
Hito , 13 กันยายน 2552 07:40
พวกกระทรวงศึกษาและนักวิชาการหลังเขา ประกอบกับนักการเมืองโง่ๆ ทำให้ออกแบบรูปแบบการศึกษาโง่ๆ ทำให้เด็กไทยโง่ ระบบการศึกษารวนไปหมด เมืองไทยเลยไม่เจริญสักที คนพวกนี้ชอบคิดแต่อะไรที่เหมือนจะดูดี ตัวเองจะได้หน้าตา แต่สิ่งที่คิดมักนำไปปฏิบัติได้ยาก จึงกลายเป็นเพ้อฝัน เอาเด็กไทยมาเป็นเครื่องมือความเ้พ้อฝันของตัวเอง