ทั้งชื่อบ้านนามเมืองที่คล้ายกันในอุษาคเนย์ และที่ไปพ้องกับอนุชมพูทวีป เป็นเรื่องธรรมดา รวมทั้งชื่อบุคคลบรรพบุรุษและวีรบุรุษในอดีตด้วย
ความจริงบทความชุดนี้ ควรจบได้ตั้งแต่ตอนที่แล้ว เนื่องจากให้ข้อมูลเชื่อมโยงกัน ทั้งนิทาน ตำนาน พงศาวดาร ประวัติศาสตร์ในลุ่มน้ำโขง มีความสอดคล้องกัน พอสรุปได้ดังนี้
กล่าวคือ กรุงพนม จีนเรียกฟูนัน(ต้นเค้าชื่อจังหวัดนครพนม-ผู้เขียน) ซึ่งเริ่มนับถือลัทธิเจ้าภูเขา (ไศวนิกาย) ชาติพันธุ์ส่วนผสมหนึ่งของเขมรโบราณ
ตำนานอุรังคธาตุ (อ้างพุทธพยากรณ์) ระบุถึง เมืองอินทปัตถนคร ตรงกับพงศาวดารกัมพูชา เริ่มจากนครโคกธลอก ซึ่งต่อมาคือกรุงพนม(ฟูนัน)
นครรัฐเจนฬะ อีกส่วนหนึ่งของเขมรโบราณ ที่เริ่มต้นแยกเป็นใหญ่เหนือลุ่มน้ำโขงตอนล่างและลุ่มน้ำมูลที่ไปถึงพิมายโคราช โดยคนจีนเรียกจากการตีความชื่อเมือง วาธยปุระ เมืองนายพรานที่ล่าสัตว์เอาไขมัน
อาณาจักรศรีโคตรบูร ก่อเกิดช้ากว่าที่ตำนานอ้างพุทธพยากรณ์ ส่วนนิทานปรัมปราเรื่องพระยาโคตรบอง แกนเรื่องสอดคล้องกัน เล่าขานกันทั่วไปในบ้านเมืองลุ่มน้ำโขง มูล ซี
ซึ่งกลุ่มคนในอุษาคเนย์นี้ได้ปะทะสังสรรค์วิวัฒนาการ คลี่คลาย ผสานผสมกลมกลืนทั้งชาติพันธุ์ ทั้งวัฒนธรรมและความเชื่อมาหลายพันปี เพิ่งจะ ๑๐๐ กว่าปีนี่เอง มหาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตกเข้ามายึดครองแบ่งแยกและทำลาย ก่อปมขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์ พรมแดนและประวัติศาสตร์
๔. อาณาจักรจามปา
แต่ถ้าไม่พูดถึง อาณาจักรจามปา(จัมปา) ก็ค้างคาใจ(ตัวเอง) เพราะเป็นส่วนหนึ่งในวิวัฒนาการสังคมลุ่มน้ำโขง ซึ่งในบทนี้ให้ถือเป็นข้อสังเกต มุมมอง มากกว่าจะยกข้อมูลหลักฐานชัดเจนมาชี้ชัด(ยังค้นคว้าไม่พอ)
ข้อมูลพอสังเขป คือ อาณาจักรจามปา (น่าจะก่อตั้งในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ -ผู้เขียน) ปัจจุบันจะครอบคลุม เมืองเว้ กว่างนาม ถัวเถียน แผนรัง และ ญาจาง ของเวียดนาม
ราว พ.ศ.๙๘๙ กองทัพจีนยกทัพมาตีราชธานีวิชัย สำเร็จ(เมืองบิญดิ่ญในปัจจุบัน) ช่วงนี้ชาวจีนชื่อ “หม่าตวนหลิน” เข้ามาบันทึกเรื่องชาวหลินยี่ (จีนเรียกจาม) เช่น
"...สร้างบ้านด้วยอิฐฉาบปูน หญิงและชายมีผ้าฝ้ายผืนเดียวห่อหุ้มร่างกาย ชอบเจาะหูและห้อยห่วงเล็ก ผู้ดีใส่รองเท้าหนัง ไพร่เดินเท้าเปล่า พระราชาสวมพระมาลาทรงสูง ทรงช้าง และล้อมรอบด้วยบริพารถือธงและกลดกั้น”
อาณาจักรจามปา รุ่งเรืองสูงสุดช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ แต่ช่วงปลายต้องกรำศึกสงครามกับอาณาจักรไดเวียดทางทิศเหนือ และเขมรโบราณกระหนาบทางทิศใต้อย่างต่อเนื่อง
พ.ศ.๑๖๘๘ พระบาทสุริยวรมันที่ ๒ (ผู้สร้างปราสาทนครวัด) เข้ายึดครองเมืองหลวงได้ ต่อมา ชาวจามปารวมตัวกันติด จัดกองทัพยกมาตีเอาเมืองเมืองหลวงคืนได้ พ.ศ.๑๖๙๒
ในพ.ศ.๑๗๒๐ กองทัพเรือจามปายังยกพลขึ้นบกเข้าโจมตีและปล้นสะดม เผาทำลายเมืองพระนคร(อังกอร์วัด) เสียหายยับเยิน อำนาจอาณาจักรนครหลวงเสื่อมไประยะหนึ่ง
ถึง สมัยพระบาทชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๓?) ทำสงครามปราบกษัตริย์จามปาสำเร็จ (มีภาพสลักยุทธนาวีกับกองทัพจาม ณ ปราสาทนครธม) ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรโบราณ ถัดจากพระองค์นี้ อาณาจักรก็อ่อนแอลงเรื่อยมา
ชาวจามปาพยายามรวมตัวถือโอกาสปลดแอกเขมรสำเร็จ แต่ต่อมาก็ถูกอาณาจักรไดเวียด พ.ศ.๒๐๑๔ กษัตริย์เลถั่นตอง ส่งทัพตีเมืองหลวงวิชัย ยึดสำเร็จ กระทั่ง พ.ศ.๒๓๗๕ จักรพรรดิ์มิงห์หม่าง ได้ผนวกดินแดนส่วนที่เหลือของจามปาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม กลบกลืนชาวจาม กลายเป็นชนกลุ่มน้อย
ระหว่างสงครามทำลายล้างชาวจามของกัมพูชา และไดเวียดนั้น ชาวจามบางส่วนอพยพเข้าสู่ดินแดนสยาม ในสมัยพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙ -๒๒๓๑) จนถึงรัชกาลที่ ๕ อพยพมากที่สุดอีกช่วงหนึ่ง คือ ฝรั่งเศสเข้ายึดครองกัมพูชาเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อน บีบบังคับห้ามนับถือศาสนาอิสลาม
กลุ่มหนึ่ง ลงเรือมาขึ้นปากอ่าวลำคลองท่าตะเภา และปากอ่าวคลองน้ำเชี่ยว อยู่ตำบลน้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ ตราด อีกกลุ่ม ขึ้นปากน้ำระยอง และกลุ่มที่สาม ไปถึงกรุงเทพฯ กลุ่มนี้ รัชกาลที่ ๕ พระราชทานที่ดินให้อยู่ที่บ้านครัว เขตปทุมวัน มาจนทุกวันนี้
ข้อมูล ณ พ.ศ.๒๕๔๘ ชาวจามส่วนมากอยู่ในกัมพูชา และเวียดนาม รวมประมาณ ๑.๔ แสนคน โดยเฉพาะตอนใต้ของเวียดนาม
ต่อข้อมูล บวกจินตนาการของผู้เขียน เข้าใจว่าเมื่อครั้งจีนโจมตีจามปาครั้งแรก ครั้งนั้นก็น่าจะมีชาวจามปาบางส่วนอพยพย้ายถิ่นฐานกันแล้ว และในยุคจามปารุ่งเรืองนั้น ก็คงไม่ต่างจากสยามประเทศ เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์ แวดล้อมด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย ต่างหลั่งไหลเข้ามาพักพิงอาศัย นอกเหนือจากการทำสงครามรบพุ่งกับเขมร และไดเวียด ต้อนคนยกครัวเอากำลังไปสร้างผลผลิต และเกิดการผสานผสมเป็นดองกัน ทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว
ชาวจามเริ่มหันมานับถือศาสนาอิสลามที่เข้ามาในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ กระทั่งพุทธศตวรรษที่ ๒๒ กษัตริย์แห่งจามปาเข้ารีตอิสลามด้วย ราษฎรจึงนับถือตามมากขึ้น และกลายเป็นส่วนผสานผสมในอัตลักษณ์ของจามปาในยุคหลัง
๔.๑ พระนามจามเทวี เชื้อสาย จามปา?
ความพอสังเขปจาก บันทึก จามเทวีวงศ์ ตำนานมูลศาสนา และมูลศาสนา สำนวนล้านนา ระบุพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัย เป็นธิดากษัตริย์กรุงละโว้ เดินทางพร้อมพระสงฆ์ผู้ทรงพระไตรปิฏกและช่างผู้มีฝีมือหลายประเภทไปครองสู่นครหริภุญชัย
ส่วนมุขปาฐะชาวบ้านต่างออกไปว่า พระนางจามเทวีเป็นชาวหริภุญชัยมาแต่เกิด เป็นบุตรีคหบดี “อินตา” ไม่ทราบชื่อมารดา เป็นชาวเมงคบุตร
บันทึกละเอียดว่า เกิดพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง พ.ศ.๑๑๗๖ พลบค่ำ เมื่อ ๑๓ พรรษาได้สำเร็จวิชาการหลายแขนง “สุเทวฤๅษี”ผูกดวงตรวจชะตารู้วาสนาจะเป็นจอมกษัตริย์ และรับเป็นบุตรบุญธรรม
สุเทวฤๅษี เนรมิตแพนำส่งกุมารีล่องไปตามน้ำจากเมืองเหนือ โดยมีพญากากะวานรกับบริวารไปด้วย ยังมีหนังสือกราบทูลพระเจ้ากรุงลวปุระ กุมารีนี้จะช่วยละโว้ประหารศัตรู จึงถูกยกให้เป็นพระธิดาแห่งกรุงละโว้ ได้พระนามใหม่ "เจ้าหญิงจามเทวี ศรีสุริยวงศ์ บรมราชขัตติยนารี รัตนกัญญา ลวะปุรีราเมศวร"
ทรงหมั้นกับ เจ้าชายรามราช แห่งนครรามบุรี แต่เจ้าชายแห่งนครโกสัมพีมาหลงรัก ขอเป็นพระชายา ไม่ได้ จึงลุแก่โทสะนำกองทัพแห่งกลิงครัฐ กับพันธมิตรมารบชิงพระนางจามเทวี ๆ จัดทัพเองไปช่วย พร้อมกับได้ทัพกรุงรัตนปุระ ทัพเมืองชากังราว และทัพเมืองอัตตะปือ ช่วยตีโกสัมพีแตกพ่าย ต่อมา ข้างขึ้นเดือน ๖ ปีขาล ตรงกับ พ.ศ.๑๑๙๘ จัดพระราชพิธีสยุมพรแต่งกัน
ช่วง พ.ศ.๑๑๙๘-๑๒๐๐ สุเทวฤๅษี สร้างเมืองหริภุญชัยเสร็จ ได้อัญเชิญพระนางจามเทวี มาเสวยราชสมบัติปกครอง ตรงกับขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย พ.ศ.๑๒๐๒ พระนางจามเทวีประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ คนพี่ พระมหันตยศ คนน้อง พระอนันตยศ
พระนางจามเทวี สวรรคต เมื่อขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับพ.ศ.๑๒๙๔ รวมพระชันษาได้ ๙๘ ปี ด้วยชราภาพ ในท่าวิปัสสนากรรมฐาน
ข้อสังเกต
พระนางจามเทวี ไปเริ่มต้นชีวิตที่รัฐละโว้ แน่นอน และไม่ใช่สามัญชนแน่ๆ เพราะเส้นทางชีวิตถูกกำหนดให้เป็นกษัตรี โดยได้ร่ำเรียนสรรพวิชาของคนจะเป็นกษัตริย์ เก่งกล้าสามารถในการรบ
ส่วนมุขปาฐะนิทานปรัมปรา ขยายความจามเทวี เป็นชาวหริภุญชัยมาแต่เกิด รู้พ่อ แต่ไม่รู้แม่ เป็นชาวเมงหรือมอญ (เชื่อว่าคือบ้านหนองดู่ อ.ป่าซาง ลำพูน)
เป็นหลังกองทัพจีนตีจามปาแตกครั้งแรก คงจะมีการอพยพหนีสงครามยุคแรกของชาวจาม ซึ่งจะเป็นไปได้ไหม ชาวจามส่วนแหนึ่งมาเป็นพลเมืองละโว้ ขณะที่ช่วงกรุงวิชัยแตก ห่างจากช่วงเกิด “จามเทวี” ถึง ๑๘๗ ปี หรือเข้าพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ซึ่งเริ่มก่อรูปจะรุ่งเรืองขึ้นมา
และในความคลุมเครือของตำนาน ที่ไม่รู้ชื่อและที่มาของแม่ว่าเป็นใคร ก็อาจตีความเข้าข้างตัวผู้เขียนว่า อาจเป็นแม่หญิงชาวจามก็เป็นไปได้
จาม นั้นภาษามอญ แปลว่า จระเข้ อยู่ในกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติก ร่วมกับ เช่น กูย ขมุ เขมร ชอง ซาไก เซมัง ลัวะ(ถิ่น) ปะหล่อง มอญ มลาบรี ละว้า โส้ เยอ บรู ซำเร (สำเหร่) กะซอง โซ่ทะวืง สะโอจ ญวน
เรื่องธรรมเนียมการตั้งชื่อเมือง ตามต้นธารวัฒนธรรมที่เลือกรับมา หรือผ่านการรับรู้ รวมทั้งการตั้งชื่อบุคคลเลียนแบบบุคคลสำคัญหรือวีรบุรุษ ก็กระทำมาตลอด (โปรดดูใน จิตร ภูมิศักดิ์ หน้า๑๙๓)
แต่กรณีนำเอาชื่อชนชาติพันธุ์มาตั้งชื่อเป็นพระนาม อย่างเด่นชัด ตั้งใจเช่นนี้ ทำไม ฤษี หรือกษัตริย์ละโว้ ต้องตั้งชื่อธิดาคนนี้ว่า จามเทวี และยังไม่แน่ใจมีใครศึกษาหาคำตอบได้ชัดเจนหรือยัง
ส่วนงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์ ให้ข้อมูลกล่าวถึง จามปา(จัมปา) และจามเทวี ไว้เล็กน้อยพอสรุปได้ดังนี้
...ศิลาจารึกปราสาททวารกุฏี(ทเวียรกเด็ย) ของ พระบาทราเชนทรวรมันที่ ๒(พ.ศ.๑๔๙๖) เล่าว่า พระบาทชัยวรมันที่ ๒ มาจากชวา(พ.ศ.๑๓๔๕-๑๓๙๓) ได้ตั้ง วาบอุเปนทร ครองเมืองทวารวดี และให้สร้างเทวรูปจำนวนมาก ในจำนวนนั้นมี เทวรูปจัมเปศวร ซึ่งดูจะเกี่ยวข้องกับจัมปา(จาม) และน่าจะหมายถึงเจ้าแห่งจัมปา และทำให้นึกถึง จามเทวี, จัมมเทวี ยังทำให้นึกถึงเมืองปท่าคูจามที่อยุธยา
ซึ่งจิตร แสดงความแปลกใจมาก เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเพิ่งก่อตั้งได้เพียง ๕๐ ปี แต่ไฉนมีชื่อเมืองปท่าคูจามเกิดขึ้นแล้ว
ทำให้ผู้เขียนคิดต่อ และเชื่อว่า ชาวจามอพยพมาอยู่ที่อยุธยานานแล้ว ก่อนสมัยพระนารายณ์มหาราชด้วยซ้ำ
ชื่อ จามปา นี้พ้องกับเมืองในอินเดียใต้โบราณ แต่กับการนำมาตั้งชื่อบุคคลนี้ เป็นเรื่องน่าคิดอาจเป็นความประสงค์จะฝากชื่อชาติพันธุ์จามไว้ผ่านลูกสาว
จำปา(ลีลาวดีหรือเดิมลั่นทม) เป็นชื่อดอกไม้ประจำชาติลาว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า น่าจะเข้าตามหลักการยืมชื่อเมืองรุ่งเรืองในอดีต ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า เมืองจำปาศักดิ์ หรือจัมปาสัก ก็น่าจะมีหลักคิดเดียวกัน
รวมทั้งเมื่อพิจารณาแผนที่โบราณจะเห็นรอยต่อ แขวงจำปาศักดิ์ อยู่ไม่ห่างไกลจากอาณาจักรจามปาดั้งเดิม และเทียบรอยต่อกับเวียดนามตอนใต้ ที่มีคนจามอยู่มากในเวียดนามนั่นเอง
Tags : อุษาคเนย์ • ศรีโคตรบูร


ความคิดเห็นที่ 1
Oatz , 4 เมษายน 2552 12:11
ลั่นทม ลีลาวดี หรือ Plumeria spp. มีถิ่นกำเนิดจากอเมริกากลาง-ใต้
ไม่ใช่พืชพื้นถิ่นแบบอุษาคเนย์ครับ
เดาว่า น่าจะมาพร้อมกับชาวยุโรปในยุคล่าอาณานิคม หรือการค้าทางเรือ
เหมือนพริก ที่ดูเหมือนเป็นพืชของแถบนี้ไปแล้ว