การนำเอาหลักความยุติธรรมทางอาญาที่มีเพียงมาตรการการฟ้องคดีอาญาในเชิงลงโทษมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงไม่เหมาะสม
"เนื่องจากคดีอาญาเหล่านี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้กระทำผิดมีมูลเหตุจูงใจในทางการเมือง การนำเอาหลักความยุติธรรมทางอาญาที่มีเพียงมาตรการการฟ้องคดีอาญาในเชิงลงโทษมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงไม่เหมาะสมกับสภาพของปัญหา ดังนั้นจึงสมควรนำหลักวิชาการเกี่ยวกับหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาศึกษาและปรับใช้"
นี่คือข้อความบางช่วงบางตอนจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ฉบับล่าสุดที่เพิ่งส่งถึงนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีคำสำคัญอยู่ 2 คำ คือ "ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน" กับ "ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" ที่ คอป.บอกว่าจะนำมาศึกษาและปรับใช้เพื่อสะสางคดีอาญาจำนวนมากจากความขัดแย้งทางการเมือง
สำหรับ "ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" หรือ Restorative Justice นั้น "กรุงเทพธุรกิจ" เคยนำเสนอรายละเอียดไปบ้างแล้ว ครั้งนี้จึงขอเจาะไปที่ "ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน" ที่ คอป.เชื่อมั่นว่าจะนำพาสังคมไทยก้าวข้ามความร้าวฉานไปสู่สังคมปรองดอง ประกอบกับช่วงนี้ คอป.ได้เชิญ พริสซิลล่า เฮย์เนอร์ (Priscilla Hayner) ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจากต่างประเทศมาถ่ายทอดประสบการณ์และให้ข้อคิดต่อการทำงานของ คอป.ด้วย จึงถือว่าเป็นจังหวะเวลาที่ดีทีเดียว
ข้อมูลจากศูนย์ระหว่างประเทศเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (International Center for Transitional Justice) ซึ่ง พริสซิลล่า เฮย์เนอร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ระบุว่า ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน หรือ Transitional Justice นั้น เป็นหลักความยุติธรรมในระยะที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบและร้ายแรง โดยการพยายามทำความเข้าใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และการส่งเสริมกลไกกับความเป็นไปได้ที่จะนำพาสังคมไปสู่สันติภาพ การปรองดอง และความเป็นประชาธิปไตย เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปโดยที่เหตุการณ์ความรุนแรงไม่ย้อนกลับมาอีกครั้ง
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นการเชื่อมโยงแนวคิดสองแนวคิดเข้าด้วยกัน คือ "การเปลี่ยนผ่าน" (Transition) กับ "ความยุติธรรม" (Justice) โดยการเปลี่ยนผ่าน คือ การที่สังคมได้เกิดกระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านระบอบทางการเมือง (political transformation / regime change) เช่น จากระบบเผด็จการ (authoritarian) หรือการปกครองแบบกดขี่อื่นๆ (repressive rule) ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย (transition to democracy) หรือใช้ในความหมายของการเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งของคนในสังคมไปสู่สันติภาพและความมั่นคง
ทั้งนี้ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบพิเศษของความยุติธรรม หากแต่เป็นความยุติธรรมที่ถูกปรับให้เข้ากับสังคมที่อยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง หลังจากที่ผ่านพ้นระยะเวลาที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลาย การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจเกิดขึ้นโดยฉับพลันหรืออาจใช้เวลาที่ยาวนาน รัฐบาลและภาคประชาสังคมจะต้องจัดการกับปัญหาหลายประการที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งรวมถึงความยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟู (Reparative Justice) การปฏิรูปเชิงสถาบัน (Institutional Reform) และความยุติธรรมทางเพศ (Gender Justice) เป็นต้น
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในปลายทศวรรษ 1980 เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศแถบละตินอเมริกา และในยุโรปตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้หลังเกิดเหตุการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางจากระบอบการปกครองแบบเก่า ต่อมาแนวคิดและการดำเนินกระบวนการนี้ได้แพร่หลายและได้รับการหยิบไปใช้ในหลายๆ ประเทศที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง เช่น อาร์เจนตินา ชิลี แอฟริกาใต้ เอลซัลวาดอร์ เฮติ ติมอร์ตะวันออก เป็นต้น
ประเทศที่นำเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาใช้ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมในระบบปกติมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำมาใช้กับสภาพความขัดแย้งที่มีสาเหตุที่ซับซ้อนกว่าอาชญากรรมทั่วไป และมีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งที่เป็นเหยื่อและผู้กระทำผิด การใช้กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติที่มีพื้นฐานอยู่บนการลงโทษอาจไม่สามารถทำให้สังคมก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สันติภาพได้ แนวคิดในเรื่องนี้จึงพัฒนาขึ้นโดยพิจารณาถึงหนทางที่นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งอาจดำเนินการได้หลายวิธี จากประสบการณ์ของต่างประเทศมาตรการที่นำมาใช้อาจจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ในแต่ละประเทศดังนี้
1.Criminal prosecutions คือ การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เป็นองค์ประกอบประการหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก
2.Truth Commissions คือ กระบวนการสร้างความจริง (establish the truth) ที่ได้จากการไต่สวนสอบสวน (inquiry) ค้นหาความจริง (truth seeking) ในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (focus on the past) เพื่อเปิดเผยความจริงให้เหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อและสังคมโดยรวมได้ทราบในรายละเอียดเหตุการณ์อย่างถูกต้องแท้จริงอีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ดีรับผลกระทบได้แสดงออก
3.Restoration programs คือ การให้ความช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยา แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย ทรัพย์สิน และรวมไปถึงการกล่าวคำขอโทษจากคู่ปรปักษ์อย่างเป็นทางการ (official/state apologies)
4.Memorialisation of victim คือกระบวนที่ทำให้สังคมยอมรับตระหนักรู้ (reconciliation) และกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในทางศีลธรรม (raise moral consciousness) ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก ซึ่งอาจอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์แห่งความทรงจำ (memorial)
5.Institution reform คือ กระบวนการปฏิรูปสถาบันหรือหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ กองทัพ ตำรวจ สื่อสารมวลชน หรือแม้แต่กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวใช้รูปแบบเดิมในการปฏิบัติที่อาจนำความรุนแรงกลับมาอีกครั้ง
6.Reconciliation คือ การทำให้สังคมข้ามผ่านปัญหาความขัดแย้งและก่อเกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นแทน
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการ คอป. กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ได้ปฏิเสธการดำเนินคดีอาญา แต่มองว่าความยุติธรรมในกรณีพิเศษเช่นนี้สังคมควรมีทางเลือกมากกว่าการดำเนินคดีอาญาอย่างเดียว ฉะนั้นการนำสังคมไปสู่ความปรองดองอาจจำเป็นต้องใช้ทั้งความยุติธรรมทางอาญา ความยุติธรรมเชิงการเยียวยาฟื้นฟู และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปพร้อมๆ กัน
"จากประสบการณ์ในหลายๆ ประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหลายพันคน หรือเหตุการณ์รุนแรงดำเนินอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายช่วงเวลา การใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อลงโทษอย่างเดียวอาจมีปัญหาหลายประการ เช่น จะเอาสถานที่ที่ไหนคุมขัง หรือต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันอย่างไม่รู้จบโดยอ้างเหตุการณ์ที่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกในบางช่วงเวลา ลักษณะเช่นนี้การใช้วิธีลงโทษทางอาญาอาจทำให้เกิดคำถามว่าเป็นธรรมจริงหรือไม่ ฉะนั้นจึงต้องนำกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่มีประสบการณ์จากหลายๆ ประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ในประเทศไทย"
ดร.กิตติพงษ์ ย้ำด้วยว่า กระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ได้ยกเลิกหรือทดแทนระบบยุติธรรมปกติ แต่เป็นการเสริมให้สามารถแก้ปัญหาสังคมในช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม โดยเน้นการหาทางออกระยะยาวเพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุความขัดแย้งและหาทางออกเชิงโครงสร้าง เพื่อป้องกันความรุนแรงไม่ให้หวนกลับมาอย่างถาวร
Tags : ยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น