กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 4 กันยายน 2553 07:24

ชาวบ้านผวาปลดล็อก76โครงการ มลพิษล้น "มาบตาพุต"

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หลังจากมีคำสั่งศาลปกครองกลาง ตัดสินให้ยึดการประกาศกิจการรุนแรง 11 ประเภท

ตามประกาศกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ 76 โครงการ ซึ่งมีคำสั่งระงับโครงการชั่วคราว สามารถดำเนินการได้มีเพียง 2 โครงการ ที่ยังถูกเพิกถอนใบอนุญาตจนกว่าจะดำเนินการตามหลักรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67 วรรคสอง แล้วเสร็จ

คำตัดสินของศาลปกครอง แม้จะสร้างความพอใจในระดับการรับรองสิทธิชุมชน แต่ก็สร้างความหวาดหวั่นใจให้แก่ชุมชนมาบตาพุดไม่น้อย เพราะเกรงว่า หลังจากนี้มลพิษที่เคยสร้างปัญหา อาจจะเพิ่มมากขึ้น

นายน้อย ใจตั้ง ชาวบ้านชุมชนมาบตาพุด กล่าวว่า ต่อไปนี้ลูกหลานชาวระยองจะอยู่อย่างไร เพราะมีอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งมากมาย ไม่ห่วงตัวเองเพราะอีกไม่นานก็จะตายแล้ว แต่เป็นห่วงว่าลูกหลานจะอยู่อย่างไรมากกว่า ตนเป็นคนไม่รู้กฎหมาย แต่คนที่รู้กฎหมายทำไมไม่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ในฐานะชาวบ้านรัฐจะต้องปกป้องคุ้มครองดูแล แต่ในกรณีของมาบตาพุดกลับเป็นประชาชนที่ต้องออกมาเรียกร้องสิทธิด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเพราะตามหลักการรัฐบาลจะต้องคุ้มครองและดูแลสิทธิชาวบ้าน อย่างไรก็ตามจะต่อสู้เรื่องนี้ต่อไปและไม่ถอดใจ การต่อสู้ยังไม่จบยังมีกระบวนการที่ชาวบ้านต้องรวมพลังกันหยุดยั้งความไม่ถูกต้องที่กำลังเป็นอยู่

ขณะที่ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ อดีตคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ นั้น ถือว่าเราได้ประกาศปิดตัวไปตั้งแต่ยื่นข้อเสนอในเรื่องบัญชีโครงการรุนแรงที่ส่งผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 18 ประเภท และแผนการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัด ระยองให้แก่รัฐบาลไปแล้ว ส่วนรัฐบาลจะปฏิบัติตามหรือไม่นั้นก็ถือเป็นเรื่องของรัฐบาล ที่จะต้องตอบคำถามของสังคมเอง ทั้งนี้ในส่วนการประกาศ 11 โครงการรุนแรงของรัฐบาลนั้นก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ จะต้องรับผิดชอบ หากภาคประชาชนจะมีการฟ้องร้อง

"โดยส่วนตัวคิดว่าการประกาศ 11 โครงการรุนแรงของรัฐบาลถือเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เพราะเป็นการประกาศออกมาบังคับใช้เฉพาะกับเอกชน ส่วนโครงการของรัฐกลับหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้เข้าประเภทโครงการรุนแรงที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ เช่น โครงการชลประทานต่างๆ ถือวาระซ่อนเร้นของหน่วยงานราชการหรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วนายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้" นายหาญณรงค์ กล่าว

รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล คณะกรรมการสี่ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ มุ่งเน้นการพิจารณาเกณฑ์ที่ใช้ทั่วประเทศ ประกาศนี้จึงเป็นเพียงกรอบกว้างๆ เพราะโครงการจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่นั้นยังต้องดูที่ตั้งของโครงการ และสารพิษที่โครงการปล่อยออกมาประกอบด้วย แนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมคือ รัฐบาลควรส่งเสริมแนวความคิดอุตสาหกรรมเศรษฐกิจนิเวศ (Eco-Industry) เพื่อปรับเปลี่ยนมาบตาพุดให้เป็นอุตสาหกรรมเศรษฐนิเวศ โดยรัฐเข้ามากำกับให้โรงงานอุตสาหกรรมปรับปรุงระบบการปฏิบัติงานที่ดีทั้งในกระบวนการผลิตและการจัดการสิ่งแวดล้อม

ขณะนี้ ในพื้นที่มาบตาพุดจะมีโครงการก่อสร้างใหม่ หรือมีโรงงานที่ขออนุญาตปรับเปลี่ยนโครงการใหม่มากกว่า 50 แห่ง ซึ่งเข้าข่ายที่จะต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่ และต้องปรับเปลี่ยนเป็นการทำ E/HIA แทนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ตามที่สำนักงานนโยบายและแผน (สผ.) กำหนด โดยต้องออกแบบโรงงานให้สามารถรองรับการจัดการน้ำเสียและมลพิษต่างๆ และมีมาตรการฉุกเฉินรองรับอุบัติภัยของโรงงาน

“ที่ผ่านมา คณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ พบว่าโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดมากกว่าครึ่ง เป็นโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดที่ไม่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ดังนั้นการอ้างว่ามีระบบจัดการของเสียและสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเพียงคำพูดไม่ใช่ข้อเท็จจริง และมีโรงงานจำนวนไม่น้อยที่ไม่จัดทำ EIA จึงไม่แปลกใจที่จะมีข่าวการรั่วไหลของสารเคมีและก๊าซอันตรายบ่อยครั้ง ทั้งที่ปรากฏเป็นข่าว และไม่เป็นข่าว” รศ.ดร.เรณู กล่าว

อดีตคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ยังบอกอีกว่า สถิติเกิดอุบัติเหตุของโรงงานและรถขนสารเคมี มีไม่น้อยกว่า 34 ครั้ง ล่าสุดคือบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า ซึ่งเป็น 1 ใน 76 โรงงานที่ถูกฟ้องศาลปกครอง และไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุครั้งแรกของโรงงานนี้ด้วย สะท้อนให้เห็นว่า นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ขาดประสิทธิภาพในการรองรับจำนวนอุตสาหกรรมที่มีอยู่มากในขณะนี้ ดังนั้นถ้าจะมีโรงงานมาเพิ่มขึ้นอีกกว่า 50 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมก็ต้องทำตามมาตรา 67 วรรคสองให้ครบถ้วนด้วย เรื่องนี้เป็นคิวถัดไปที่ประชาชนจะใช้สิทธิยื่นฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและฟ้องหน่วยงานที่ไม่กำกับให้การนิคมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

................................

เอ็นจีโอชี้รัฐหมกเม็ด "ลด18กิจการรุนแรง"

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชน จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2553 ตามการชงเรื่องขึ้นมาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีมติเมื่อคราวการประชุมครั้งที่ 4/2553 (นัดพิเศษ) เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คงนำเสนอโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ให้กับนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ทราบและพิจารณาว่าควรจะเห็นชอบประเภทโครงการรุนแรงต่างๆ ตามที่นายอภิสิทธิ์ เสนอขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 36 คน แต่มีกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่เป็นรัฐมนตรีโดยตำแหน่งประมาณ 11 คนนั่งประชุมร่วมอยู่ด้วยคงไม่มีใครกล้าคัดค้าน

โครงการ 11 กิจการดังกล่าวข้างต้นที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ถือได้ว่าเป็นการตบหน้าข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ที่มี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน อย่างชัดแจ้ง เปรียบเสมือนเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าไม่มีผิด เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ขึ้นมา เพื่อให้ไปแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ให้ลุล่วง โดยคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ก็ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อให้ไปจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศทั้ง 4-5 ภูมิภาค เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปของเสียงส่วนใหญ่ว่าโครงการหรือกิจการประเภทรุนแรงนั้นควรมีโครงการประเภทใดบ้าง

ตลอดระยะเวลากว่า 8 เดือนที่คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้ทำงานตามอำนาจหน้าที่ ต้องเสียเงิน เสียงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนนับ 10 ล้านบาท เสียเวลาไปกับการทุ่มเทการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อยุติที่เห็นพ้องร่วมกันของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย จนในที่สุดคณะอนุกรรมการได้ข้อคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศมามากกว่า 25 โครงการประเภทรุนแรง แต่เมื่อคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ได้พิจารณาเหตุผล ข้อมูลเชิงวิชาการ จากนักวิชาการและนักปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วมีข้อสรุปยุติร่วมกันว่าโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการประเภทรุนแรงเบื้องต้นน่าจะมี 18 ประเภทโครงการ

การที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั่งประชุมกันในห้องสี่เหลี่ยม แล้วทึกทักเอาว่าโครงการไหนบ้างเป็นโครงการรุนแรง โดยไม่ฟังเสียงมติของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 87 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังเสียงของประชาชนแล้ว ย่อมถือได้ว่านายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการไปโดยนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ

ดังนั้น เป็นความชอบธรรมของประชาชนทั่วประเทศและผู้มีส่วนได้เสีย ที่เคยเสียเวลาไปร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ทั้ง 4-5 ภูมิภาคทั่วประเทศ สามารถใช้สิทธิที่จะฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ 11 โครงการหรือกิจการที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบไปแล้วนั้น เป็นโครงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย...

Tags : มาบตาพุด

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement