เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลโดย นายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง
เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตกิจกรรมหรือโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ 31 สิงหาคม 2553 ที่กำหนดประเภทโครงการและกิจกรรมที่ส่งผลกระทบรุนแรงฯไว้ 11 ประเภทโครงการ
คดีนี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ซึ่งร่วมกับชาวบ้านมาบตาพุด จ.ระยอง 43 ราย ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) , รมว.อุตสาหกรรม, รมว.พลังงาน, รมว.คมนาคม, รมว.สาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้ถกฟ้องที่ 1-8 กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ที่อนุญาตให้มีการออกใบอนุญาตแก่โรงงาน โดยไม่ได้ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับโครงการ หรือกิจกรรมใดที่จะก่อสร้าง 76 โครงการ ในเขตมาบตาพุด บ้านฉาง จ.ระยอง และใกล้เคียง ไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
คดีศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ให้ระงับการดำเนินโครงการและกิจกรรมทั้ง 76 โครงการตามฟ้องไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา ต่อมาผู้ถูกฟ้องได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ให้คุ้มครองชั่วคราวเพียง 65 โครงการ และยกคำร้อง 11 โครงการเนื่องจากเป็นเพียงการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์
โดยศาลปกครองได้นั่งพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องพิจารณารวม 3 ประเด็น คือ 1. ผู้ฟ้องทั้ง 43 ราย มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 43 ราย เป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่และได้รับการคุ้มครองสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญที่จะดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการกระทำของผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 ที่อนุมัติโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง อาจจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างในอนาคต จึงเห็นว่าการฟ้องคดีดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะจึงมีสิทธิฟ้อง ตาม พ.ร.บ.วิธีจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ผู้ฟ้องคดีทั้ง 43 ราย จึงมีสิทธิฟ้องคดี
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อมาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 กระทำการละเลยต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ เห็นว่าการปฏิบัติให้เป็นไปตาม มาตรา 67 รธน.มาตรา 50 ดังนั้นผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อมาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 กระทำการร่วมกันให้ความเห็นชอบ อนุมัติ หรืออนุญาต ให้โครงการหรือกิจกรรมทั้ง 76 โครงการ โดยมิได้ดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงต้องผูกพันโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และบทบัญญัติของมาตรา 67 ประกอบกับมาตรา 28 กล่าวคือ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายเฉพาะจะออกใบอนุญาตให้โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ มิได้ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 67 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว
ซึ่งถือเป็นมาตรการป้องกันเพื่อมิให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นในอนาคต มิได้มีเจตนารมณ์ให้ออกใบอนุญาตแก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงก่อนเป็นรายโครงการแล้วใช้หลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาหากเกิดความเสียหายขึ้นในภายหลัง เนื่องจากหลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยา ไม่ใช่เจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง และไม่ใช่หลักประกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการคุ้มครองสิทธิการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง จึงเป็นการปฏิบัติราชการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นไปเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นต่อมา การออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง มีผลอย่างไรหรือไม่ ศาลเห็นว่า เจ้าของโครงการหรือกิจกรรมและบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริต สมควรต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐตามที่กล่าวมาข้างต้น หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวย้อนหลังไปนับตั้งแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกใบอนุญาตย่อมไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากจะเกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมและบุคคลภายนอกที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในด้านการเงิน การพาณิชยกรรม การอุตสาหกรรม และการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง
ดังนั้นสมควรมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเฉพาะที่ได้ออกภายหลังรัฐธรรมนูญ 2550 ให้แก่โครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารท้ายคำฟ้องที่ถูกกำหนดให้เป็นโครงการหรือกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ซึ่งมิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง
ดังนั้น เมื่อมีการกำหนดประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพตามมาตรา 67 วรรคสอง แล้ว หากโครงการหรือกิจกรรมใด ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกำหนดเป็นโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพตามมาตรา 67 วรรคสอง ก็ให้ดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเฉพาะสาระสำคัญที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมขึ้นใหม่ทั้งฉบับ
ประเด็นสุดท้าย สมควรระงับโครงการ หรือกิจกรรมตามฟ้องซึ่งได้รับใบอนุญาตและถูกกำหนดให้เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง หรือไม่ ศาลเห็นว่า ปัญหาความเสียหายต่อชุมชน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ต่อเนื่องยังคงมีอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันในสังคมไทย หากให้โครงการหรือกิจกรรมตามฟ้อง ที่ถูกกำหนดให้เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพที่ได้รับใบอนุญาต แต่ยังมิได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามมาตรา 67 วรรคสอง ดำเนินการต่อไปย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายต่อชุมชน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ต่อเนื่อง
เมื่อปรากฏว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ เพื่อให้การเป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ดังนั้น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน จึงต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ 104 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 โดยประกาศดังกล่าวกำหนดให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปแล้ว
ดังนั้น ศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตที่ออกให้แก่โครงการหรือกิจกรรม ที่ถูกกำหนดให้เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ซึ่งดำเนินการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 67 วรรคสอง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษา และให้คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง ลงวันที่ 29 กันยายน 2552 ซึ่งแก้ไขโดยคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 592/2552 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2552 เป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำพิพากษานี้ แต่ยังคงให้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาในโครงการหรือกิจกรรมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ ผลบังคับต่อไป จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ส่วนคำขออื่นให้ยก

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น