ผ่านขั้นตอนการตรวจพยานหลักฐานไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมือง
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เนื่องจากกระทำการเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 62 และ 65 และความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 82 และ 93 กรณีใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ โดยศาลกำหนดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง (กกต.) จำนวน 4 นัด เริ่มนัดแรกวันจันทร์ที่ 9 ส.ค.นี้
คดีนี้ศาลตั้งประเด็นวินิจฉัยไว้ 5 ประเด็น มีทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ซึ่งศาลได้ให้คู่กรณีนำพยานเข้าสืบเฉพาะในประเด็นข้อเท็จจริง ส่วนข้อกฎหมายนั้น ศาลระบุว่าสามารถวินิจฉัยได้เอง
ตามหลักการพิจารณาคดี ในข้อกฎหมาย 2 ประเด็นแรก คือ กระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ของนายทะเบียนฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ซึ่งองค์คณะตุลาการฯ ต้องพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
หากชัดเจนว่าการดำเนินการของนายทะเบียนฯ ไม่ถูกต้อง รวมทั้งไม่อาจนำ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาเอาผิดย้อนหลังกับการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ปี 2548 จำนวน 29 ล้านบาทได้ ศาลก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้อเท็จจริงให้เสียเวลา
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พรรคประชาธิปัตย์จะให้น้ำหนักกับการชี้ให้องค์คณะตุลาการฯ เห็นถึงความผิดพลาด และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของนายทะเบียนฯ เพราะเชื่อว่า "ปมข้อกฎหมาย" จะสามารถปลดล็อกให้พรรครอดพ้นจากการถูกยุบพรรคได้
และนี่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ในประเด็นข้อกฎหมายที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเป็นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาล
"กกต." ไม่มีอำนาจเสนอยุบ ปชป.
กรณีที่มีการกล่าวหาว่าผู้ถูกร้อง (ปชป.) ได้นำเงินที่ได้รับจากกองทุนฯ จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์นั้น ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 บัญญัติให้นายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องต่อศาล ภายใน 15 วัน นับแต่ความปรากฏต่อนายทะเบียนฯ และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 บัญญัติให้นายทะเบียนฯ โดยความเห็นชอบของ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาล ภายใน 15 วัน นับแต่ความปรากฏต่อนายทะเบียนฯ
แต่เมื่อพิจารณาจาก พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 65 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 วรรคสอง กฎหมายได้บัญญัติให้ผู้มีอำนาจทำความเห็นในการยุบพรรคไว้ คือ นายทะเบียนฯ เท่านั้น เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550
กกต.ไม่มีอำนาจทำความเห็นในเรื่องนี้ได้ กกต.เพียงแต่มีหน้าที่ทำความเห็นชอบให้นายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องขอต่อศาลฯ ให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะกรณีดังกล่าวเป็นการพิจารณาตามอำนาจ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ซึ่งนายทะเบียนฯ มีหน้าที่ดูแลพรรคการเมืองแต่และพรรค
และการวินิจฉัยตามประเด็นความผิดของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 จะต่างกับการวินิจฉัยความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2550 ซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. แต่ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 เป็นอำนาจนายทะเบียนฯ โดยตรง ที่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ยุบพรรคการเมืองในประเด็นนี้ได้ และต้องยื่นต่อศาลฯ ใน 15 วัน นับความปรากฏต่อนายทะเบียนฯ
คดี ปชป.ไม่เป็นไปตามที่ ก.ม.บัญญัติ
จากข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้อง ปรากฏว่าในประเด็นนี้ ประธาน กกต. ซึ่งได้เคยมีความเห็นในการประชุม กกต. เมื่อ 17 ธ.ค.2552 ให้ยกคำร้องที่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสองข้อหา (กรณีปกปิดเงินที่ได้จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำนวน 258 ล้าน และกรณีใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์) เพราะไม่พบการกระทำความผิด ดังปรากฏตามมติของ กกต. เมื่อ 17 ธ.ค.2552 และรายงานข่าวคำให้สัมภาษณ์ของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ต่อสื่อมวลชน แต่นายอภิชาต กลับนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม กกต. เมื่อ 12 เม.ย.2553 เพื่อขอความเห็นชอบ
และในการประชุมดังกล่าวนายอภิชาตก็ไม่ได้เสนอความเห็นในฐานะนายทะเบียนฯ ก่อนว่าสมควรยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ แต่ กกต.ได้ลงมติโดยเสียงข้างมากในทันทีให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง กรณีนี้จึงถือเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอน และมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้
ย่อมส่งผลให้การทำความเห็นและการลงมติของ กกต.ในเรื่องดังกล่าว ขัดต่อ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 65 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องได้
แม้ว่า นายอภิชาต สุขัคคานนท์ จะได้เข้าประชุมร่วมกับ กกต. ในวันที่ 12 เม.ย.2553 แต่ก็เป็นการประชุมในฐานะที่เป็น กกต.คนหนึ่งเท่านั้น มิใช่ในฐานะนายทะเบียนฯ ดังปรากฏตามคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิชาต ต่อสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าการตัดสินยุบพรรค อาศัยอำนาจของ กกต. ไม่เกี่ยวกับนายทะเบียนฯ
ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.อ้างอิง
ประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ ศาลฯ ได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว ดังปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1-2/2550 และคำวินิจฉัยที่ 3-5/2550 ซึ่งเป็นคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทย กล่าวคือในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นายทะเบียนฯ ในขณะนั้น มีความเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์กระทำการตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 66 นายทะเบียนฯ จึงแจ้งต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อให้ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า การดำเนินการของนายทะเบียนฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปรากฏต่อ กกต.ได้จัดให้มีการประชุมวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อหาเหตุผลให้รอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการยุบพรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.อ.วาสนา ผู้เดียวได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยพลการส่งสำนวนฯ มาให้ อสส. โดยไม่ได้นำเรื่องให้ กกต.มีมติ ดังนี้นายทะเบียนฯ และ อสส.จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นนี้ว่า พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 67 บัญญัติว่า “เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนฯ หรือเมื่อนายทะเบียนฯ ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองว่า พรรคการเมืองใดกระทำการตามมาตรา 66 ให้นายทะเบียนฯ แจ้งต่อ อสส. พร้อมด้วยหลักฐาน ถ้า อสส.เห็นสมควรก็ให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลฯ มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าว...”
ตามบทบัญญัติดังกล่าวการแจ้ง อสส. เพื่อให้ยุบพรรคการเมือง จึงเป็นอำนาจหน้าที่นายทะเบียนฯ โดยเฉพาะ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ กกต. ดังนั้นการที่นายทะเบียนฯ ใช้อำนาจดำเนินการตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 67 จึงไม่ต้องเสนอเรื่องให้ กกต.เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด
สำหรับคดียุบพรรคไทยรักไทย ก็เช่นเดียวกัน พล.ต.อ.วาสนา นายทะเบียนฯ ในขณะนั้น เห็นว่าพรรคไทยรักไทย กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 66 นายทะเบียนฯ จึงได้แจ้งต่อ อสส. เพื่อให้ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า แม้ว่า พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 67 “เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนฯ” แต่ที่จะปรากฏต่อนายทะเบียนฯ ได้นี้ ก็ต่อเมื่อ กกต.ต้องมีมติว่าพรรคไทยรักไทย มีความผิดตามมาตรา 66 เสียก่อน เพราะคำว่า “เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนฯ” มิใช่เป็นการให้อำนาจแก่นายทะเบียนฯ พิจารณาวินิจฉัยได้เอง
เมื่อนายทะเบียนฯ ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดให้ถูกต้องครบถ้วน นายทะเบียนฯ จึงไม่มีอำนาจแจ้งเรื่องให้ อสส. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลให้ยุบพรรคได้ และผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยยุบพรรคได้
พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 65 และมาตรา 67 กับ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 และมาตรา 95 ได้ระบุข้อความไว้ตรงกันว่า “เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนฯ” ดังนั้นปัญหาข้อกฎหมายในส่วนนี้ ย่อมรับฟังเป็นยุติว่าเป็นอำนาจของนายทะเบียนฯ เท่านั้น ที่จะทำความเห็นว่า สมควรจะยุบพรรคการเมืองหรือไม่ ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (คำวินิจฉัยที่ 1-2/2550) และคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคไทยรักไทย (คำวินิจฉัยที่ 3-5/2550) ซึ่งถือเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร รวมทั้ง กกต.ด้วย
กกต.รู้ดีเป็นอำนาจนายทะเบียนฯ
ถึงแม้ว่าใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 และมาตรา 95 จะมีข้อความเพิ่มเติมออกไปว่า ให้นายทะเบียนฯ โดยความเห็นชอบของ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน แต่กฎหมายดังกล่าว ก็ยังคงมีเจตนารมณ์เดิมที่ต้องการให้อำนาจในการมีคำสั่งยุบพรรคเมืองหรือไม่ เป็นอำนาจเฉพาะของนายทะเบียนฯ เพียงคนเดียวเท่านั้น
บทบัญญัติของกฎหมายในส่วนนี้ กกต.ทุกคนต่างก็ทราบเป็นอย่างดี และได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ยอมรับว่าอำนาจในการยุบพรรคการเมืองเป็นอำนาจของนายทะเบียนฯ โดยเฉพาะ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ กกต. ดังที่ปรากฏตามคำให้สัมภาษณ์ของ นายสมชัย จึงประเสริฐ และนายประพันธ์ นัยโกวิท ในหนังสือพิมพ์ฉบับลงวันที่ 20 ธ.ค.2552
นอกจากนี้ สำนักกฎหมายและคดี (ฝ่ายกฎหมาย) ของ กกต. ก็ได้ทำความเห็นที่ ลต 0601 (ฝกม.1)/224 ลงวันที่ 28 ธ.ค.2553 ที่ได้ทำบันทึกถึงผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติสรุปว่า อำนาจในการมีคำสั่งยุบพรรค ตามบทบัญญัติมาตรา 93 มาตรา 94 และมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 เป็นอำนาจของนายทะเบียนฯ เท่านั้น มิใช่อำนาจของ กกต.
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมติของ กกต.ที่ให้ยุบพรรค จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 65 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 ย่อมส่งผลให้นายทะเบียนฯ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องเป็นคดีนี้ได้
งัดคำพิพากษาศาลฎีกาเทียบเคียง
จากประเด็นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว เทียบเคียงได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 371/2531 วินิจฉัยว่า “การสอบสวนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (6) ประกอบด้วยมาตรา 18.....เมื่อการสอบสวนทั้งคดีรวมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้ด้วย การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 18 และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง....” และ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3466/2547 วินิจฉัยว่า “......พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้คือ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนาง มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้แล้วส่งสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา 140 และ 141 ก็ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตาม ป.วิ.อ.มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง”

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น