สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา เปิดใจกับ "เครือเนชั่น"
พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ "เครือเนชั่น" ภายหลังคณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้เลื่อนการพิจารณาแผนปรับปรุงและบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2551 ไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกปีหน้า ที่ประเทศบาห์เรน
O สถานการณ์ของกัมพูชาเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังปกติ ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น และขณะนี้ก็ยังไม่ได้ยกหูโทรศัพท์พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย แต่กรณีปราสาทพระวิหารทางกัมพูชาเข้าใจดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องที่นมนานกาเล และเข้าใจว่าเรื่องจะต้องเป็นแบบนี้ การที่คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ด้านการทหารเสียไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกัมพูชารู้ดีมาตลอด และไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณอะไรระหว่างสองประเทศ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเก่าไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ สิ่งที่ฝ่ายไทยดำเนินการเราก็รู้มาเช่นกัน ทั้งๆ เรื่องนี้เสร็จสิ้นมาตั้งแต่เมื่อศาลโลกตัดสินแล้ว (พ.ศ.2505) แต่ไทยก็ไม่เคยวางมือ พยายามหาวิธีคัดค้านทุกรูปแบบ จึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับกัมพูชา
O หลายประเทศเป็นห่วงว่าถ้ากัมพูชาไม่เข้าใจการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก อาจทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ... ผมไม่เข้าใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะให้กัมพูชาเข้าใจเป็นแบบไหน เพราะว่าทางไทยก็รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังพยายามคัดค้าน
O การเลื่อนพิจารณาออกไปจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาร้อนแรงขึ้นหรือไม่? ผมคงไม่วิจารณ์หรืออธิบายว่าจะเกิดหรือไม่เกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นฝ่ายไทยรู้ดีที่สุดว่าต้องการอะไร ผมไม่ต้องการพูดอะไร
O มีโอกาสจะให้ผู้นำไทยกับผู้นำกัมพูชาเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่? ก่อนหน้านี้ก็เจอกันตลอด แต่เจอกันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ เพราะจุดประสงค์ของฝ่ายไทยคือพยายามรักษาจุดยืนตลอดมา อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังทหารเข้าไปดูแลในพื้นที่ กำลังที่มีอยู่เพียงพอต่อการดูแลรักษาอธิปไตย
O ในฐานะที่ดูแลกองทัพ ยืนยันได้หรือไม่ว่าชายแดนไทย-กัมพูชานับจากนี้จะไม่มีเสียงปืนเล็ดลอดออกมาแม้แต่นัดเดียว? (หัวเราะ) อันนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจปัญหาด้วยกันทั้งหมด ทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทย เพราะฝ่ายกัมพูชาถือว่าชัดเจนมาก และกัมพูชาเองก็ไม่เคยมีความคิดที่จะไปยึดอธิปไตยหรือล่วงละเมิดพื้นที่ของไทย
O เห็นด้วยหรือไม่หากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปีหน้า จะมีการเสนอให้ไทยกับกัมพูชาร่วมกันพัฒนาพื้นที่ปราสาทพระวิหาร? อันนั้นไม่ใช่จุดสำคัญ เพราะทุกอย่างมีหลักการของมันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าของของเขาแต่ว่าเราจะเอามาเป็นสิทธิร่วม ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องคิดดูว่าทำได้หรือไม่ ถ้าเป็นเราเราจะเห็นด้วยหรือไม่ เรื่องแบบนี้จะต้องคิดกันเอง สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรับรู้ถึงความเป็นจริงว่าทำได้หรือไม่
O สาเหตุใหญ่ที่มีการเลื่อนการพิจารณาออกไป เพราะส่วนหนึ่งคณะกรรมการมรดกโลกไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกัมพูชา ... เรื่องแบบนี้ทำไมต้องมาถามผม เพราะทางฝ่ายไทยคัดค้านไม่ให้เดินหน้า ทางคณะกรรมการมรดกโลกจึงต้องเลื่อนออกไป รวมถึงปัญหาที่ไทยบอกว่าหากคณะกรรมการมรดกโลกเดินหน้าต่อไป ไทยจะถอนตัวออกภาคีสมาชิกยูเนสโก สิ่งนี้ถือว่าชัดเจนไม่ต้องถามอีก
O จะเกิดปัญหาความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือไม่? เรื่องนี้ต้องมองให้ตรงปัญหา ถ้าไม่ตรงปัญหาก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งกัน เพราะสิ่งที่สร้างขึ้นมาและขยายให้เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้เกิดจากฝ่ายกัมพูชาแม้แต่นิดเดียว ทางกัมพูชาดำเนินการทุกอย่างตามกฎกติกา และตัวบทกฎหมาย
O คิดอย่างไรหากจะให้ประเทศที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ย? ผมไม่อยากวิจารณ์ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในใจของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว สิ่งที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่ยอมในสิ่งถูกต้องก็ไม่รู้จะทำอะไร ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้นผมไม่อยากพูด แต่อยากฝากไว้สิ่งหนึ่งว่าถ้าไม่ยอมรับความจริง ทั้งๆ ที่รู้แล้วไม่ยอมรับความเป็นจริง ก็ไม่รู้ว่าใครจะมาประสานได้ เพราะความจริงมันมีอยู่ตามตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเรื่องธรรมดาถ้าไม่เคารพหรือไม่ยอมรับความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่สามารถลงตัว เรื่องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ไทยไม่เคยพูดเลยว่ามาจากไหน หรือใครเป็นคนทำขึ้นมา ผู้นำของไทยพูดอยู่อย่างเดียวว่าสูญเสียไม่ได้ ดังนั้นจะต้องรู้ที่มาที่ไปของมันด้วย หากสางไม่ตรงจุดมันก็สางไม่ได้ ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องกลัวเรื่องกระแสชาตินิยม เพราะกระแสชาตินิยมมันเกิดอยู่แล้ว เพราะมีการปลุกกระแสชาตินิยมกันขึ้นมา ดังนั้นต้องมองให้ตรงปัญหา ทางฝั่งกัมพูชาไม่เคยจะไปทำอะไรให้ล่วงเกินฝ่ายไทย นอกจากดูแลปกปักรักษาตามกฎหมาย ไม่มีอะไรที่ทำนอกเหนือนั้นเลย
O หากจะเกิดการปะทะกันของทั้งสองประเทศ ขึ้นอยู่กับผู้นำรัฐบาลเป็นคนสั่งการใช่หรือไม่? อันนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ หรือพูดตามภาษาไทยว่า “ดันทุรัง” โดยที่ไม่แคร์หรือไม่มองถึงสภาพความเป็นจริง สิ่งนั้นคือสิ่งเดียวที่จะทำให้เกิดปัญหากัน กัมพูชาประกาศแล้วว่าดินแดนของกัมพูชาไม่อนุญาตให้ใครบุกรุกเด็ดขาด การสะสางหรือจะทำให้ปัญหาใหญ่หรือไม่ ทุกคนจะต้องยอมรับความเป็นจริง และยืนอยู่บนตัวบทกฎหมายอย่างจริงใจ โดยที่ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดแอบแฝง อย่างนี้ถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ แผนปรับปรุงพื้นที่ที่กัมพูชาเสนอไปนั้นเป็นเพียงการอนุรักษ์และพัฒนา เราไม่เคยทำนอกเหนือ เรื่องความมั่นคงต้องแยกแยะ ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางวัฒนธรรม ขอยืนยันว่าเรื่องความมั่นคงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในความร่วมมือของทั้งสองประเทศ การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.นี้ ก็จะต้องดำเนินการต่อไป ทั้งสองประเทศจะต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่
***ทหารเปิดปมเขมรเบี้ยวไทยก่อน ตัดใจทิ้ง"ไพ่เด็ด"น็อคมรดกโลก เป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง (ในมุมของไทย) ที่สามารถยับยั้งการขออนุมัติแผนการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารของรัฐบาลกัมพูชาออกไปได้อีก 1 ปี...เรียกว่าได้ถอนหายใจกันอีกเฮือก รัฐบาลกัมพูชาประสบความสำเร็จในการเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวเมื่อปี 2551 ต่อมาในปี 2552 กัมพูชาขออนุมัติแผนการบริหารจัดการพื้นที่ครั้งแรก แต่ถูกรัฐบาลไทยคัดค้าน ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณามาเป็นปีนี้ และประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยอีกรอบ!
เบื้องหลังการถ่ายทำต้องให้เครดิตคณะผู้แทนฝ่ายไทยที่นำโดย สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เตรียมทำ "การบ้าน" ไปเป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นจุดชี้ขาดจริงๆ ที่ทำให้สถานการณ์พลิกผันคือ "หลักฐาน" ที่คณะนายทหารที่ร่วมทีมไปกับ นายสุวิทย์ นำไปเป็นหมัดเด็ดน็อคกัมพูชา คณะนายทหารที่ว่านี้ประกอบด้วยขุนพลหลักที่เป็นมันสมอง 3 นาย คือ พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพน้อยที่ 2 และ พล.ต.นพดล โชติศิริ รองเจ้ากรมแผนที่ทหาร หลักฐานชิ้นสำคัญมีอยู่ 2 ส่วน คือ
1.แผนที่จากกรมแผนที่ทหารซึ่งแสดงให้คณะกรรมการมรดกโลกและชาติสมาชิกเห็นอย่างชัดเจนว่า แผนการบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาล่วงล้ำอธิปไตยของไทยอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง กับ
2.หลักฐานภาพถ่ายการจัดวางกำลังและอาวุธหนักใกล้บริเวณปราสาทพระวิหารซึ่งเป็น "มรดกโลก" หนึ่งในคณะนายทหารซึ่งไปปฏิบัติภารกิจที่บราซิล แย้มพรายเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางร่วมคณะไปกับนายสุวิทย์แล้วว่า เรามีหลักฐานชิ้นสำคัญที่หน่วยงานความมั่นคงเตรียมไปแสดงให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่า กัมพูชาปฏิบัติผิดกติกามรดกโลก "แม้ปราสาทพระวิหารจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้ว แต่ก็ยังมีกติกาที่ประเทศอันเป็นที่ตั้งของมรดกโลกนั้นจะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเรามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาปฏิบัติละเมิดกติกาบางข้อซึ่งเป็นสาระสำคัญ และอาจทำให้ถูกถอนทะเบียนมรดกโลกได้"
หนึ่งในคณะนายทหาร ระบุในตอนนั้น และหลักฐานดังกล่าวก็คือภาพถ่ายการจัดวางกองกำลังและอาวุธหนักดังว่า หนึ่งในสามขุนพลฝ่ายไทย เปิดเผยเบื้องหลังเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจจะใช้หลักฐานชิ้นสำคัญนี้หากไม่จำเป็นจริงๆ เพราะผลกระทบค่อนข้างรุนแรง แต่เนื่องจากกัมพูชาผิดสัญญากับไทยก่อน เราจึงตัดสินใจนำหลักฐานไปมอบให้กับคณะกรรมการมรดกโลก "เขมรเบี้ยวเราก่อนจริงๆ เพราะทำแผนที่อันเป็นเท็จมาเสนอคณะกรรมการมรดกโลก เป็นแผนที่ที่ล้ำเข้ามาในเขตไทย เราขอดูก็ไม่ยอมให้ดู แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมการจำนวนหนึ่งเข้าข้างเขมร เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีผลประโยชน์ในกัมพูชา แต่ทั้งหมดต้องจำนนกับข้อมูลที่เราเอามาเปิดเผยในตอนท้าย และผลก็ออกมาตามที่เราต้องการ คือเลื่อนออกไป
นั่นหมายความว่าเขมรจะไม่สามารถทำอะไรได้ และจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการมรดกโลกจนกว่าจะถึงปีหน้า" นายทหารผู้นี้กล่าว “คณะกรรมการมรดกโลกไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องเขตแดน และเกรงว่าหากมีการชี้หรืออนุมัติอะไรไป จะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงถึงขึ้นก่อสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจึงปัดข้อเสนอของกัมพูชาออกไปเป็นปี 2554” แต่ทั้งหมดที่บราซิลเป็นเพียงศึกยกสองเท่านั้น (หลังจากไทยชนะยกแรกเมื่อปีที่แล้ว) เพราะสิ่งที่จะต้องจับตามองแบบตาไม่กะพริบต่อไปจากนี้ก็คือ สถานการณ์ตามแนวชายแดน เพราะจากการประเมินของหน่วยงานความมั่นคงชัดเจน เขมรต้องระบายแค้นแน่!
Tags : พล.อ.เตีย บันห์ • กัมพูชา

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น