กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 01:12

แนวทาง'คลัง-กทช.'ต่างมีจุดอ่อน 'สมเกียรติ'แนะถก2จี-3จีร่วมกัน

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

จากการที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ชุดปัจจุบัน เดินหน้าเรื่องใบอนุญาต 3จี ได้อย่างคืบหน้า

กระทั่งจะเปิดประมูลประมาณเดือนก.ย. 2553 จู่ๆ รัฐบาลโดยความริเริ่มของกระทรวงการคลัง ก็ส่งแผนปฏิรูปอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เค2 มาสกัดทาง แม้ว่าเสียงที่เปล่งออกมาจะบอกว่า 3จี ของ กทช. ก็เดินหน้าต่อไป ส่วนแผนของคลังจะทำให้อนาคตอุตสาหกรรมโทรคมนาคมดีขึ้น พร้อมยกคุณประโยชน์ที่จะเกิดหลังการปฏิรูป ที่เกิดจากการระดมสมองของวาณิชธนากร และ สคร. มาให้พิจารณา วันนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" มีมุมมองจากนักวิจัยชื่อดัง "นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์" ที่น่าสนใจมาให้ร่วมคิด

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แผนปฏิรูปอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของรัฐบาล ที่ต้องการยกเลิกสัมปทานโทรศัพท์มือถือเดิม เปลี่ยนเป็นใบอนุญาต อายุ 15 ปี มีประเด็นที่ต้องพิจารณา 3-4 เรื่อง คือ เรื่องแรก แนวทางนี้จะต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 4 ฝ่าย คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และผู้ให้บริการโทรคมนาคม (โอเปอเรเตอร์) ทั้งอาจรวมถึงฝ่ายที่ 5 คือ รัฐสภา ในกรณีที่มีเรื่องจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย

ต่อไป คือ เรื่องเทคนิค หรือการเงิน ที่มี 2 ประเด็นที่สำคัญ คือ การจ่ายผลตอบแทนแก่รัฐ 12.5% ต่อปี แม้จะเป็นส่วนที่ง่าย หากก็ยังไม่ได้ข้อยุติ ตั้งเป็นตุ๊กตาไว้ ฉะนั้น ต้องกำหนดความชัดเจนขึ้นมา ซึ่งต้องพิจารณาค่าตอบแทนใบอนุญาต 3จีของ กทช. ที่กำหนดไว้  6% ต่อปี แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (ไลเซ่น ฟี) อัตรา 2% ของรายได้รวมต่อปี เงินสมทบกองทุนสาธารณะบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) 4% ขณะที่เงินส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปีละ 20-25% ขึ้นอยู่กับแต่ละราย

อีกส่วนหนึ่งคือ การจ่ายค่าแรกเข้า ที่ไม่เท่ากัน โดยคิดตามสัญญาสัมปทานที่เหลืออยู่ โอเปอเรเตอร์รายใดเหลืออายุสัมปทานน้อยต้องจ่ายมากกว่า เพราะเท่ากับได้ยืดอายุบริหารกิจการออกไป ยกตัวอย่าง บริษัททรูมูฟ จำกัด ที่เหลือ 3 ปีต้องจ่ายมากหน่อย และต้องนำฐานลูกค้าที่แต่ละรายมีไม่เท่ากันมาคำนวณด้วย แต่ปัจจุบันก็ง่ายลง เพราะภาวะอิ่มตัวของ 2จี อัตราใช้โทรศัพท์มือถือเต็ม 100% แล้ว ฉะนั้น ต้องคาดการณ์อนาคตจะเป็นเช่นไร

"2จี เป็นขาลง และมี 3จีมาแย่งลูกค้า แต่ก็ท้าทายจากโจทย์ที่เกิดขึ้น และตัวเลขต้องดูดีในสายตาผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งโอเปอเรเตอร์ และประชาชนต้องรับได้"

นอกจากนี้ การเมืองต้องไปได้ ด้วยตอนจบต้องมีใครได้ใครเสีย ทั้งโอเปอเรเตอร์ รัฐ และผู้บริโภค เอกชนหากเข้ามาสู่ระบบใบอนุญาต 2จี และให้บริการแล้ว จะต้องไม่ใช่เป็นซีโร่ ซัม เกม ที่มีฝ่ายใดต้องเป็นศูนย์ เพราะตามแผนนี้จะมีเค้กก้อนโตขึ้นให้แบ่งกันจากโครงข่ายที่มี เชื่อว่า งานนี้ต้องเป็นวิน-วิน ได้จากความประหยัดที่เอกชนไม่ต้องสร้างโครงข่ายเอง เพราะมีส่วนที่สร้างโอนให้เจ้าของสัมปทานไปแล้ว แต่จะเป็นการนำเซฟวิ่ง หรือโครงข่ายมาแจกกัน อาจได้เล็กบ้างใหญ่บ้างก็ตาม

ติดขัดกฎหมาย 2-3 เรื่อง
 ขณะที่ กทช. มองว่าถ้าแปลงสัญญาให้มีอายุมากกว่าสัญญาเดิม ทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีก็อาจจะไม่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมาตรา 80 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ไม่เกี่ยวกับ กทช. ถ้ารัฐ และเอกชนตกลงกันได้ก็ไม่มีปัญหา การเปลี่ยนความตกลงที่ไม่ใช่ลด หรือตัดสิทธิ ไม่ถือว่าผิด พ.ร.บ. แล้วให้ กทช. ออกใบอนุญาตเท่าอายุสัมปทานเดิมที่เหลืออยู่

นอกจากนี้ต้องขึ้นกับระยะเวลา พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ ฉบับใหม่ ที่เมื่อมีผลบังคับใช้จะต้องนำคลื่นความถี่เดิมกลับไป และจัดประมูลใหม่ ซึ่งขณะนี้ ระยะเวลาที่กฎหมายฉบับใหม่จะออกมาก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ อาจต้องตั้งคณะกรรมการร่วม 2 สภาดูรายละเอียดอีกครั้ง ทำจริงๆ ภายในสิ้นปีนี้อาจออกมาได้

ทั้งนี้ จากข้อเสนอของรัฐ หลังการปฏิรูปอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ตามแผนเค2 จะทำให้ กทช. สามารถกำกับดูแลได้ดีขึ้น จากเดิม กทช. กำกับดูแลได้เฉพาะบางคลื่น การแข่งขันจะเป็นธรรมขึ้น ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการใช้บริการ 3จีเหมือนกัน ใช้เครื่องมือถือเดิมได้ อีกทั้งสินทรัพย์ก็นำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่โดยการเช่าใช้โครงข่ายจาก บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม ผู้รับอนุญาตไม่ต้องลงทุนเครือข่ายเกินความจำเป็น ต้นทุนอุตสาหกรรมต่ำ

ทำ3จีต้องต่อยอดจาก2จี
 อย่างไรก็ตาม สูตรของรัฐมีข้อเสีย 2 ข้อ คือ ทำให้ล้างไพ่ จากเดิมที่เป็นสัมปทานรัฐโดยให้ประมูลคลื่น ก็ต้องไปแข่งขันกับใบอนุญาต 3จีที่ต้องยื่นประมูลแข่งขันเช่นกัน ทำเงินเข้ารัฐมากกว่า 1.28 หมื่นล้านบาทต่อใบ การให้ใบอนุญาต 2จี ต้องคำนวณแต่ละรายจะต้องจ่ายเท่าไร ซึ่งตามสูตรรัฐ ทรูมูฟที่เหลือ 3 ปี ต้องมากดเครื่องคิดเลข แต่การประมูลไม่ต้องกดเครื่องคิดเลข

การประมูล 3จี ก็ไม่แข่งกันเท่าที่ควร มีคำถามว่าจะมีผู้เล่นถึง 4 รายไหม เพราะการทำตลาด 3จีต้องต่อยอดจาก 2จี ไม่มีใครทำ 3จีโดยไม่มีฐานลูกค้า 2จีแล้วประสบความสำเร็จ ด้วยพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ยังอยู่บนพื้นฐานของบริการเสียง (วอยซ์) ส่วน 3จีจะเน้นที่ข้อมูล (ดาต้า)

ทั้งยังมีเรื่องกฎระเบียบของรัฐที่กำหนดให้ผู้ประกอบการไทยต้องถือหุ้น 50% ในบริษัท จะไปใช้ทางออกเป็นนอมินีเหมือนอดีตทำได้ยาก เพราะที่ผ่านมาโดนเล่นงานไปมาก แล้วยังเสี่ยงที่ไม่มี 2จีเป็นพื้นฐาน ซึ่งบริษัทโทรคมนาคมต่างประเทศรายใหญ่ๆ ล้วนมีรัฐถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นบริติช เทเลคอม หรือแม้แต่ เทเลนอร์ สิงเทล ก็ตามล้วนมีรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ถือหุ้น และการที่รัฐบาลประเทศหนึ่งไปทำผิดอีกรัฐหนึ่งจะเป็นเรื่องยุ่งระหว่างชาติ การจะดึงต่างชาติเข้าประมูล 3จีจึงเป็นไปได้ยาก แม้จะไปโรดโชว์ ก็ไม่น่าจะเกิดผล
 
ประมูลคลื่นล้างไพ่เดิม
ทั้งนี้ เขาเห็นว่า การประมูลคลื่นเป็นสิ่งดี เท่ากับล้างไพ่ ระบบสัมปทานเดิมจะค่อยๆ หมดไป แต่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ กทช. กำหนด 6% ส่วนสูตรของรัฐตั้งตุ๊กตา 12.5% และให้ทำ 4จี  5จี ได้ ก็เป็นสูตรที่แก้ปัญหา "ไม่สะเด็ดน้ำ"

ขณะเดียวกัน การจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์เหมือนการเก็บภาษีอัตราค่อนข้างสูง เป็นต้นทุนแปรผัน ซึ่งผลจะตกแก่ผู้บริโภค แต่การประมูล จ่ายเป็นเงินก้อน จะเป็นทุนจม ไม่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายแพง เพราะเงินก้อนเหมือนเงินโฆษณาใช้แล้วจะนำกลับมาคิดกับลูกค้าไม่ได้ โดยดูตัวอย่างของเอฟซีซีของสหรัฐอเมริกา
 ส่วนใบอนุญาต 3จีของ กทช. ที่ตั้งราคาเริ่มต้นที่ 1.28 หมื่นล้านบาท เห็นว่าตัวเลขยังต่ำไป แต่ถ้าตั้งสูงกว่านี้ก็หาเหตุผลมาสู้กันไม่ได้ จากที่ "ผม" เสนอไป 1.3 หมื่นล้านบาท ออกมาเท่านี้ก็ยอมรับได้ โดยตัวเลขนี้ กทช. นำตัวเลขประมูล 3จีของต่างประเทศมาหาค่าเฉลี่ยโดยวิธีการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็ขึ้นกับว่าแจกใบอนุญาตกันปีไหน ปีที่เศรษฐกิจบูมก็ได้เงินมาก และต่างประเทศไม่มีประเด็นโอนลูกค้าจาก 2จีไป 3จี ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการโอนลูกค้า "รวมใบอนุญาต 3 ใบค่าเป็นแสนล้านบาท จากการจ่ายปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น ถ้าการประมูลแข่งขันกันจริง ตัวเลขก็จะขยับขึ้นไป ซึ่งที่เคยบอก การแจกใบอนุญาตถ้าห่างกัน 3 เดือน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร อาจเกิดการฮั้วกันได้ โดยตกลงกันให้ 2 รายแรกรับไปก่อน อีกรายรอไปหน่อย ฉะนั้น อย่างน้อยต้อง 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อให้มีความเสี่ยงกระทั่งรอไม่ได้ โอเปอเรเตอร์ก็จะเข้าแข่งประมูล หาก กทช. ก็มีเหตุผลเริ่มเร็วและช้าต่างกันจะไม่เสมอภาค"
 
ทางออกหายาก
 ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งการเดินหน้าประมูล 3จีของ กทช. และการยกเลิกสัมปทานเดิมเพื่อเปลี่ยนเป็นใบอนุญาต 2จี ที่รัฐบาลเรียกว่า แผนปฏิรูปอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เค2 เป็นปัญหาที่ยุ่งยาก ซับซ้อน หาทางออกยากเหมือนโครงการวิจัย ต้องตอบโจทย์ทั้งการเงิน และการเมือง
 หากเขาก็เห็นว่า สูตรที่กระทรวงการคลัง กับ กทช. ต่างคนต่างเดินก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะสูตรการเก็บค่าธรรมเนียม 6% กับ 12.5% ที่เริ่มต้นแตกต่างกัน แล้วพอวันหนึ่งในอนาคต กทช. ต้องไปปรับเป็น 12.5% เท่ากับของคลัง ก็ต้อง"โดนด่า" แน่ เพราะผู้เข้าประมูลด้วยเงื่อนไขหนึ่ง แต่เวลาผ่านไปต้องไปจ่ายอีกราคาหนึ่ง
 ขณะที่ กทช. ก็ไม่กล้ารอ หรือขยับเวลาประมูลออกไป กลัวโดนเจาะยาง เรื่องการยกเลิกสัมปทานอาจต้องรอให้รัฐบาล "ฝ่อ" ไปเอง เพราะตบมือข้างเดียวไม่ดัง แม้มีโอเปอเรเตอร์ 2 รายทำท่าเล่นด้วย อีกรายยังสงวนท่าที ขอดูรายละเอียดเงื่อนไขก่อน ส่วนปัญหาข้อติดขัดเรื่องกฎหมาย ถ้าจะแก้จริงๆ ก็เห็นว่าทำได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่
 แต่ก็เห็นว่า สูตรของรัฐบาลมีจุดอ่อน จากที่เคยศึกษาการแปรสัญญาสัมปทานก่อนหน้านี้ บริษัทไหนเหลืออายุสัญญาสัมปทานกี่ปีก็ออกใบอนุญาตให้ตามจำนวนปีที่เหลือ หากรัฐบาลชุดนี้ได้ขยายเวลาออกไป โดยแต่ละรายเหลือเวลามากน้อยต่างกัน ตั้งแต่ 3-8 ปี แล้วไปเพิ่มเป็น 15 ปี

รัฐบาลคิดเหมือนวาณิชธนากร
 นายสมเกียรติ เห็นว่า ค่าธรรมเนียมรายปี 12.5% ของใบอนุญาต 2จี ตั้งไว้สูงเกินไป และยังมีลักษณะเหมือนภาษีที่ต้องจ่ายเป็นรายปี แต่จะแก้ไขให้ไม่เหมือนภาษีอย่างไร "ยังนึกไม่ออก" รัฐบาลคิดเหมือนวาณิชธนากร ทำดีลให้เค้กใหญ่ขึ้น แล้วมาแบ่งเค้กกัน หาวิธีทำอย่างไรก็ได้ให้สำเร็จ

ดังนั้น คิดทางเศรษฐศาสตร์ก่อน ส่วนกฎหมายจะแก้ก็แก้กันไป ดูตามสูตรของรัฐที่ทำออกมา พูดถึงผลได้ผลเสียก่อน-หลังปฏิรูปอุตสาหกรรม คือ เป็นการสิ้นเปลืองเงินรัฐ และเอกชน รวมถึงผู้บริโภค เพราะถ้าค่าธรรมเนียมออกมาที่ 12.5% ก็ไม่มีแรงจูงใจบีบให้ผู้บริโภคไป 3จี

ฟากผู้ให้บริการ เมื่อได้รับใบอนุญาต 3จี แต่กำไรอยู่ที่ 2จี ก็ต้องพยายามดึงลูกค้าไปใช้ 3จี เนื่องจากการใช้งานทั่วโลก ผู้บริโภคยังใช้ "เสียง" คุยกันเป็นหลัก กระทั่งเวียดนามที่เปิด 3จีก่อนไทย ก็ไม่ได้ใช้ดาต้ามาก ยกเว้น ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่ใช้ 3จี โดยใช้บริการดาต้ามาก ยุโรปก็ใช้เสียง ดาต้าค่อยๆ เพิ่มขึ้น ช่วงที่มีเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ แต่ โซเชียล เน็ตเวิร์ค เหล่านี้ ไม่ต้องมี 3จี ก็ใช้งานได้ การจำเป็นต้องใช้ดาต้า 3จี ต้องเป็นพวกยูทูบ ฉะนั้น การใช้งานขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคของประเทศนั้นๆ ว่าชอบไฮเทคขนาดไหน

 

Tags : กทช. 3จี คลัง สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement